เรื่องเล่าของสมิงเชียงดาว

The Bhutan Glory’s Tale
 

ผีเสื้อภูฐาน ผีเสื้อสมิงเชียงดาว Bhutanitis lidderdalii ocellatomaculata Igarashi, 1979  (Papilionidae: Lepidoptera)

ผีเสื้อสมิงเชียงดาว เป็นชนิดย่อยชนิดหนึ่งของผีเสื้อภูฐานที่มีถิ่นอาศัยเฉพาะที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นป่ากึ่งอัลไฟน์ ความสูง 1,900-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปัจจุบันเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย และจากโลกนี้ โดยมีรายงานว่าสูญพันธุ์ไปแล้วประมาณปี พ.ศ. 2525-2527 จากหลายสาเหตุ แต่การสูญเสียที่ถิ่นที่อยู่อาศัยและพืชอาหารนับเป็นสาเหตุหลัก  

ประวัติ

Talbot ได้เล่าเรื่องของผีเสื้อภูฐานไว้ในหนังสือ Fauna of British India เมื่อปี ค.ศ. 1938 ว่า “Dr. Lidderdale เป็นผู้พบผีเสื้อชนิดนี้เป็นครั้งแรกที่เมือง Buxa
ราชอาณาจักรภูฏานเมื่อปี ค.ศ.
1868 ที่ความสูงระดับ 6,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่อมาปี ค.ศ. 1886 และ 1890 ในเวลาต่อมา Elwes ได้ส่งชาวพื้นเมือง 3 คน เข้าไปติดตามผีเสื้อชนิดนี้ แต่ละคนต้องมีอันเป็นไป โดยคนแรกถูกชาวพื้นเมืองปล้น คนที่สองเป็นไข้ตาย และคนที่สามถูกเสือฆ่าตาย แต่สุดท้าย ตำรวจได้ค้นพบและส่งตัวอย่างผีเสื้อคืนให้แก่ Elwes ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์เรื่องของผีเสื้อชนิดนี้ลงในรายงานการประชุมของสมาคมสัตววิทยา ในปี ค.ศ. 1891 ขณะเดียวกัน ในปี ค.ศ. 1890 Doherty ได้เดินทางเข้าไปสำรวจที่เขา Naga และรายงานว่าพบผีเสื้อเป็นจำนวนมากที่ระดับความสูง 6,000 – 8,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเลปานกลาง และยังพบว่าผีเสื้อที่ตายแล้วจะส่งกลิ่นหอมเป็นเวลาหลายวันซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของผีเสื้อชนิดนี้ แต่สุดท้ายจากการไล่ล่าผีเสื้อชนิดนี้ทำให้ Doherty ตกลงในหลุมดักเสือเกือบเอาชีวิตไม่รอด” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถิ่นที่
อยู่ของผีเสื้อชนิดนี้ต้องเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากการค้นพบผีเสื้อชนิดนี้เต็มไปด้วยความยากลำบากต้องผจญกับอันตรายต่าง ๆเช่นเดียวกับ
ผีเสื้อสมิงเชียงดาวที่จัดเป็นผีเสื้อหนึ่งเดียวในโลก ปัจจุบันเราได้สูญเสียไปก่อนที่ใครบางคนจะได้เห็นในธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เขตการแพร่กระจายและความหลากหลาย

ผีเสื้อภูฐาน มีเขตการแพร่กระจายตั้งแต่ภาคเหนือของอินเดีย ภูฏาน ภาคเหนือของสหภาพพม่า ภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้
ของจีน และภาคเหนือของไทย ที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยพบว่ามี
4 ชนิดย่อย แต่ละชนิดย่อยมีเขตการแพร่กระจายที่แตกต่างกัน คือ ชนิดย่อย B. l. lidderdalii Atkinson, 1873 มีเขตการแพร่กระจายบนเทือกเขาในประเทศภูฏาน ขณะที่ชนิดย่อย B. l. spinosa Stichel, 1907 มีเขตการแพร่กระจายในมณฑลเสฉวน ภาคตะวันตกของจีน และตะวันตกเฉียงเหนือของมนฑลยูนาน (Savela, 2005) ส่วนชนิดย่อยสมิงเชียงดาว
(
B. l. ocellatomaculata Igarashi, 1979) พบที่ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และชนิดย่อย B. l. nobucoae Morita, 1997 พบในภาคเหนือของรัฐคะฉิ่น สหภาพพม่า (Nazari, 2006)



ผีเสื้อสมิงเชียงดาว
(
Bhutanitis lidderdalii ocellatomaculata)
ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

 



ผีเสื้อภูฐาน
(Bhutanitis lidderdalii lidderdalii)
รัฐอัสสัม อินเดีย



ผีเสื้อภูฐาน
(
Bhutanitis lidderdalii nobucoae)
รัฐคะฉิ่น สหภาพพม่า

ลักษณะ

เป็นผีเสื้อที่ขนที่ลำตัว หนวดสั้น ปีกยาว ขนาดกาง ปีกเต็มที่ 90-100 มม. จุดเด่นอยู่ที่แถบสีแดงส้ม และจุดสีม่วง 2-3 จุดในแถบสีดำ รวมทั้งติ่งหางที่ปีกคู่หลัง ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่ขนาดความกว้างของเส้นสีขาวพาดขวางปีกของตัวเมียมีความกว้างกว่าและเป็นสีเหลือง

นิสัย

ผีเสื้อภูฐานบินสูงระหว่างทรงพุ่มบนหน้าผา ในประเทศภูฏาน ซึ่งพบในป่าที่ปกคลุมด้วยไม้ใบกว้างอย่างหนาแน่นที่ระดับความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (Igarashi and Fukuda, 1997) และมักปรากฏตัวบนสันเขามากกว่าในหุบเขา (Wikipedia, 2008) ช่วงเวลาที่จะพบได้คือ 10.00 – 17.00 น. บางครั้งพบได้ถึงเวลา 18.00 น. อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 20 องศาเซลเซียส แต่จะไม่พบเลยเมื่ออุณหภูมิ 16 องศาเซลเซียส และพบตัวเต็มวัยในเดือนสิงหาคม และกันยายน (Anonymous, 2007)

พืชอาหาร

 ตัวหนอน กินใบพืชในสกุลกระเช้าสีดา (Aristolochia) ในวงศ์ Aristolochiaceae ซึ่งในพื้นที่ดอยเชียงดาว ได้แก่ กระเช้าผีมด (A. tagala) และนกขมิ้น (A. grandis) (Phuphathanaphong, 1987) ตัวเต็มวัย ชอบตอมดอกไม้ที่มีสีขาว ได้แก่ ดอกของต้นไม้ในวงศ์ Umbelliferae และวงศ์ Polygonaceae


สถานภาพ

เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของไทย ขณะเดียวกันเป็นสัตว์ป่าอยู่ในบัญชี 2 ของอนุสัญญาไซเตส รวมทั้งเป็นสัตว์ป่า
คุ้มครองของอินเดีย และจัดเป็นผีเสื้อหายาก (
Rare) (Talbot, 1978) สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีสถานภาพสูญพันธุ์ (Extinct) จากข้อมูลพบว่าสูญพันธุ์ไปประมาณปี
พ.ศ.
2525-2527 แต่จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ และตัวอย่างผีเสื้อสมิงเชียงดาวที่มีผู้เก็บได้จากดอยเชียงดาวพบว่า เป็นการเก็บตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. 2523 ทำให้เชื่อว่าผีเสื้อสมิงเชียงดาวอาจจะสูญพันธุ์ก่อนปี พ.ศ. 2525 ก็เป็นได้


สถานการณ์

เนื่องจากความสวยงาม หายาก ราคาสูง เป็นแรงจูงใจให้มีการเก็บเพื่อการสะสมและเพื่อการค้า ปัจจุบันมีการสะสมเฉพาะกลุ่มคนที่กี่กลุ่ม โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ และนับวันตัวอย่างผีเสื้อจะผุพังเสียหายไป เหลือเพียงตำนานเล่าขานกันว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีผีเสื้อที่มีความสำคัญในระดับโลกชนิดหนึ่งที่เรียก “สมิงเชียงดาว” นอกจากนี้
การบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการการเกษตร ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของผีเสื้อเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผีเสื้อไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ จากข้อมูลของก่องกานดา และคณะ (
2548) กล่าวถึงพื้นที่ที่เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของสมิงเชียงดาว บนดอยเชียงดาว คือพื้นที่สันเขาและยอดดอยที่ระดับความสูงมากกว่า 1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีสังคมพืชแบบกึ่งอัลไพน์ แต่เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่าเพื่อปลูกฝิ่นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว (ประมาณ พ.ศ. 2527-2528) และมีการเผาป่า ทำให้พื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นทุ่งหญ้าและมีวัชพืชขึ้น รวมทั้งอุณหภูมิในเวลากลางวันของดอยเชียงดาวในฤดูร้อนประมาณเดือนเมษายน มีอุณหภูมิสูงถึง 38-40 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นที่โล่ง ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของผีเสื้อสมิงเชียงดาว

อ้างอิง

ก่องกานดา ชยามฤต ราชันย์ ภู่มา และสมราน สุดดี. 2548. พรรณไม้ในดอยเชียงดาว. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ. 

Anonymous. 2007. Bhutanitis lidderdalii ocellatomaculata Igarashi, 1979. Available Source: http://yutaka.it-n.jp/pap/10010020.html. [26 May 2009].

Igarashi, S. and H. Fukuda. 1997. The life histories of Asian butterflies Vol.1. Tokai University Press. Tokyo, Japan.

Nazari, V. 2006. Bhutanitis lidderdalii Atkinson, 1873. Available Source: http://tolweb.org/Bhutanitis+lidderdalii/65412. [26 May 2009].

Phuphathanaphong, L. 1987. Aritolochiaceae. Flora of Thailand (5):1-31.

Savela, M. 2005. Bhutanitis Atkinson, 1873. Available Source: http://www.funet.fi/pub/sci/bio/life/insecta/ lepidoptera/ditrysia/papilionoidea/papilionidae/
parnassiinae/bhutanitis/index.html. [26 May 2009].

Tabal, G. 1978. The fauna of British India, including Ceylon and Burma Butterflies Vol. 1. Today and Tomorrow’s Printer & Publishers. New Delhi. India.