คณะกรรมการบริหาร
     โครงการฯภาคเหนือ
     โครงการฯภาคกลาง
     โครงการฯภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     โครงการฯภาคใต้
Username
Password
 


UserName

Password

   
 
 


          ข้อมูลวิชาการ

 การฟื้นฟูสภาพป่า
 แนวทางในการปลูก - บำรุงป่า และปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
 
ในปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้เกิดความเสียหายและลดลงอย่างมาก ด้วยปัจจัยและเงื่อนไขหลายประการทั้งด้านการเพิ่มขึ้นของประชากร ความต้องการใช้ผลผลิตป่าไม้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนข้อจำกัดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ จึงทำให้ช่วงที่ผ่านมามีการใช้ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สมประโยชน์ ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และความสมดุลของสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากร และที่ดินป่าไม้ที่รุนแรงและกว้างขวางยิ่งขึ้น

ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวอย่างต่อเนื่องนี้ การลดลงของป่าไม้ก็เป็นไปอย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ และความต้องการของสังคมตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตลอดจนประสานกลมกลืนกับแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องมีการทบทวน และปรับปรุงกำหนดรูปแบบวิธีการปลูก-บำรุงป่า และปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้ำ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ ให้เป็นไปอย่างมีระบบและ ต่อเนื่อง ทั้งนี้การบริหารจัดการและรูปแบบการดำเนินงานจะต้องใช้มาตรการแบบผสมผสาน โดยการสร้าง "แนวร่วม" ทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐ และภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรประชาชน และประชาชนท้องถิ่น เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ สามารถอำนวยประโยชน์ที่ยั่งยืน ต่อสังคมทุกส่วนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

 

1. ขั้นตอนในการดำเนินงาน

1.1 การปลูกป่า เป็นการดำเนินงานในการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ถูกแผ้วถางบุกรุกทำลายจนกลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น จำเป็นต้องปลูกป่าทดแทน เพื่อให้สามารถคืนสภาพป่าที่ถูกทำลายไป ให้กลับมามีสภาพดังเดิมตามธรรมชาติให้มากที่สุด โดยกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงาน ดังนี้

(1) การสำรวจพื้นที่และจัดทำข้อมูลเบื้องต้น

ดำเนินการสำรวจรายละเอียดในพื้นที่เพื่อหาข้อมูลพื้นฐานต่างๆ สำหรับใช้ประกอบการจัดทำแผนที่และกำหนดแผนการดำเนินงานต่อไป

ข้อมูลพื้นฐานประกอบด้วย

  • ชื่อป่า ให้ระบุชื่อป่าสงวนแห่งชาติ ตำบล อำเภอ และจังหวัดหากป่าที่ได้สำรวจคัดเลือกอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้ระบุไว้ด้วย
  • ขอบเขตและเนื้อที่ ให้แสดงอาณาเขตติดต่อและเนื้อที่โดยประมาณ
  • ลักษณะภูมิประเทศให้รายงานลักษณะภูมิประเทศตลอดจนชนิดดินและหิน
  • ให้ระบุข้อมูลทางเศรษฐกิจสังคม เช่น จำนวนประชากร หมู่บ้าน ตำบล สภาพชีวิตความเป็นอยู่ รายได้เฉลี่ย อาชีพหลัก อาชีพรอง ปัญหาทางด้านประชากรต่างๆ และทัศนคติที่มีต่อการดำเนินงาน
  • ภูมิอากาศ ให้แสดงข้อมูลปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และฤดูกาลในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียงเท่าที่สามารถจะทราบได้
  • ให้ระบุชนิดป่า พรรณไม้ท้องถิ่น ตลอดจนไม้พื้นล่างที่สำคัญหรือที่มีเป็นจำนวนมาก
  • ให้ระบุลักษณะของอันตรายที่จะได้รับจากคน สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง แมลง หรือภัยธรรมชาติ และความเห็นในการป้องกัน
  • การคมนาคม ให้ระบุระยะและเส้นทางคมนาคม ที่ติดต่อระหว่างป่ากับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และหากจำเป็นต้องตัดถนนเมื่อเริ่มดำเนินการเพื่อจะใช้เป็นทางตรวจการณ์ และ แนวกันไฟ หรือ เส้นทางขนส่งกล้าไม้และวัสดุอุปกรณ์ให้กำหนดเส้นทางไว้ในแผนที่ด้วย
  • ให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับชนิดพรรณไม้ที่จะใช้ในการปลูก แหล่งเมล็ดไม้ และ แรงงานปลูกป่า
  • ให้ระบุรายละเอียดสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินและการถือครองที่ดินในพื้นที่
  • หากมีรายละเอียดอื่นใดที่เห็นว่าควรระบุไว้ เช่น มีหน่วยงานอื่นอยู่ในพื้นที่หรือปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อลุ่มน้ำ ก็ให้ลดข้อเสนอแนะให้ชัดเจนด้วย
  • ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสำรวจคัดเลือกพื้นที่

 (2) การทำแนวกันไฟและทางตรวจการณ์

การป้องกันไฟ ให้ทำแนวกันไฟขนาดความกว้าง 8-10 เซนติเมตร รอบพื้นที่เพื่อกำหนดแนวเขตและควบคุมป้องกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามเข้ามาในพื้นที่เตรียมการปลูกป่าเพราะจะทำความเสียหายให้แก่ต้นไม้ และกล้าไม้ที่มีอยู่เดิมซึ่งสามารถฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ และถ้าหากเป็นการปลูกป่าแปลงใหญ่ หรือสภาพพื้นที่เป็นภูเขาหรือเนินเขาสูงชันสลับซับซ้อนควบคุมป้องกันไฟป่าได้ยาก ให้ทำแนวกันไฟภายแปลงปลูกป่าตามบริเวณแนวสันเขาและขอบเขา และหากมีการตัดถนนก็สามารถใช้เป็นทางตรวจการณ์และแนวกันไฟได้

(3) การคัดเลือกชนิดพรรณไม้ปลูก

กล้าไม้ที่ปลูกต้องเป็นพรรณไม้ยืนต้น (tree) ที่เป็นพรรณไม้ท้องถิ่นที่สามารถสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ (natural regeneration ) ได้ดี ถ้าหากเมล็ดเป็นฝัก หรือผลสัตว์กินได้แล้วยิ่งเป็นการดี เพราะเมื่อไม้ที่ปลูกโตเต็มวัย จะสามารถแพร่กระจายเมล็ดได้เอง ทำให้พื้นที่ป่ากลับฟื้นคืนเองตามธรรมชาติใกล้เคียงสภาพดั้งเดิมได้ ให้กำหนดชนิดพรรณไม้ปลูกตั้งแต่ 5 ชนิดขึ้นไป

(4) การกำหนดระยะปลูก

กำหนดให้ปลูกต้นไม้แบบคละกัน ลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว

(5) การผลิตกล้าไม้

กล้าไม้ที่จะปลูกต้องเป็นกล้าไม้ที่เพาะเมล็ดจากแม่ไม้ที่มีลักษณะดีและอยู่ในวัยที่สมบูรณ์เต็มที่ มีจำนวนเพียงพอ ตามที่กำหนดจำนวนต้นต่อไร่ และเพิ่มจำนวนกล้าไม้ร้อยละ 20 ของกล้าไม้ที่ปลูกในพื้นที่เพื่อใช้ในการปลูกซ่อม กล้าไม้ที่พร้อมปลูกต้องมีสภาพแข็งแรงและแกร่ง ขนาดความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร (ตามความเหมาะสมของพรรณไม้แต่ละชนิด)

(6) การเตรียมพื้นที่

ให้แผ้วถางวัชพืชในพื้นที่ให้เสร็จสิ้นก่อนปลูก เก็บสุมวัชพืชให้ห่างจากตำแหน่งปลูกและห้ามเผาเพราะอาจทำความเสียหายแก่กล้าไม้หรือต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิมตามธรรมชาติ ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีก ที่มีขนาดยาวประมาณ 1 เมตร ปักหลักที่ตำแหน่งปลูกให้แน่น อาจทาสีแดงที่ปลายไม้เพื่อให้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน การปลูกด้วยกล้าไม้ชำถุงให้ขุดหลุมมีขนาดกว้าง ยาว และลึกอย่างน้อย 25 เซนติเมตร

(7) การปลูก

ให้ปลูกพรรณไม้ตั้งแต่ 5 ชนิดขึ้นไป จำนวนไม่น้อยกว่า 100 ต้นต่อไร่ หรือ ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ ในพื้นที่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรืออาจใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15 : 15 : 15 อัตราหลุมละ 10-20 กรัม ผสมดินรองก้นหลุม

(8) การบำรุงรักษา

หลังจากการปลูกแล้วประมาณ 1-2 เดือน เพื่อที่จะให้กล้าไม้ที่ปลูกมีการรอดตายและเจริญเติบโตได้ดี พ้นจากการแก่งแย่งของวัชพืช ให้ทำการถางวัชพืชโดยเลือกใช้วิธีการถางเจาะร่องตามแนวระดับ หรือถากวงกลมรอบต้น หรือถางทั้งพื้นที่ ทั้งนี้แล้วแต่ความหนาแน่นของวัชพืชและ สภาพพื้นที่ จากนั้นให้ทำการนับอัตราการรอดตายและปลูกซ่อมกล้าไม้ที่ตายทันที โดยให้เสร็จสิ้น ภายในปีงบประมาณ

(9) การรังวัดและหมายแนวเขต

พื้นที่ป่าที่ดำเนินการปลูกแล้วให้ทำการรังวัดโดยบันทึกลงในสมุดรังวัดพร้อมแผนที่มาตราส่วน 1:10,000 และให้จัดทำป้ายแสดงแปลงปลูกป่า ขนาด 60 ซม.x 100 ซม. โดยให้ทาสีน้ำตาลเป็นพื้นและตัวหนังสือสีขาว

และให้หมายแนวเขตพื้นที่ปลูกป่าด้วยใช้หลักซีเมนต์ หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดประมาณ 7.5 x 7.5 เซนติเมตร ยาวอย่างน้อย 1 เมตรเหนือพื้นดิน ใช้สีขาวทาเพื่อให้เห็นชัดเจน การปักหลักเขตให้ปักตามหมุดรังวัดรอบพื้นที่ปลูกป่าเพื่อแสดงแนวเขตและเป็นหลักฐานในการตรวจสอบพื้นที่

(10) การประชาสัมพันธ์และลาดตระเวนป้องกันพื้นที่

การดำเนินงานจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในท้องถิ่นในการเผ้าระมัดระวัง ดูแลรักษาต้นไม้ที่ปลูกให้รอดตายและเจริญเติบโตได้ดี ควรมีการประชุมชี้แจง ทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานและชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง และปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำ จัดชุดลาดตระเวนตรวจตราป้องกันพื้นทีปลูกป่า เพื่อให้รอดพ้นอันตรายจากคน,สัตว์เลี้ยงและไฟป่า

1.2 บำรุงป่า (อายุ 2-10 ปี)

ในการจัดทำแผนงานบำรุงป่า 2-10 ปี จะแบ่งแผนการปฏิบัติงานออกเป็น 2 แผนงาน ได้แก่ การบำรุงป่าอายุ 2-6 ปี และการบำรุงป่าอายุ 7-10 ปี ดังนี้

(1) บำรุงป่าอายุ 2-6 ปี

หลังจากการปลูกป่าปีแรกเสร็จสิ้นลง หัวใจของการอยู่รอดของกล้าไม้ที่จะเติบโตเป็นป่าใหญ่ คือการบำรุงรักษาโดยเฉพาะปีที่ 2-6 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการอยู่รอดของกล้าไม้ ระยะนี้ กล้าไม้ต้องการปริมาณแสงสำหรับการผลิตสารอาหารหล่อเลี้ยงลำต้นมากถึงวันละ 8 ชั่วโมง ในขณะที่ความสูงของกล้า ยังไม่สูงพอที่จะแก่งแย่งแสงจากวัชพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตในอัตราที่มากกว่า ทำให้บางกล้าถูกวัชพืชปกคลุมและบดบังแสง ดังนั้นการดายวัชพืชเพื่อเปิดแสงจึงมีความจำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ต้นไม้ที่ปลูกยังต้องการธาตุอาหารในปริมาณมากเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ลำต้น และ หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของการอยู่รอด คือ ไม่ถูกทำลายโดยไฟป่า ถ้าสามารถช่วยเหลือกล้าให้ได้รับแสง ลดการแก่งแย่งธาตุอาหารของวัชพืช และป้องกันไฟป่าแล้วเชื่อมั่นได้ว่ากล้าไม้เหล่านี้จะเติบโตเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้ภายในเวลาไม่นานได้ การดำเนินงานบำรุงป่าอายุ 2-6 ปี มีขั้นตอนดังนี้

1.1) การดายวัชพืช

การดายวัชพืชจำเป็นต้องกระทำ 2 ครั้ง/ปี โดยครั้งแรกจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม - เมษายน และใน ช่วงที่ 2 ระหว่างเดือนพฤษภาคม - กันยายน ของปี

1.2) การทำแนวกันไฟ

ให้ทำแนวกันไฟรอบพื้นที่แปลงปลูกป่ากว้าง 8-10 เมตร โดยทำการ ถาง-ถากวัชพืชให้ถึงหน้าดิน เก็บกวาดแนวกันไฟให้สะอาด ควรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ของปี

1.3) การซ่อมแนวกันไฟและทางตรวจการณ์

ทำกาซ่อมแซมแนวกันไฟโดยถาง-ถากวัชพืชให้ถึงหน้าดิน เก็บกวาดแนวกันไฟให้สะอาด ทางตรวจการณ์ที่ชำรุดอาจใช้แรงงานคนซ่อมแซมในกรณีที่เส้นทางยังพอใช้การได้ แต่ถ้าเสียหายมากจำเป็นจะต้องใช้เครื่องจักรกลเข้าช่วย

1.4) การเตรียมกล้าไม้เพื่อปลูกซ่อม

กล้าไม้ที่จะนำไปปลูกซ่อมเป็นพรรณไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมในการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำ ควรมีขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ที่ได้รับการดูแลรักษาให้มีสภาพสมบูรณ์แข็งแรง และได้รับการทำให้แกร่งแล้ว

1.5) ปลูกซ่อม

ภายหลังการปลูกป่าผ่านพ้นรอบปีไปแล้ว กล้าไม้บางส่วนอาจตายเพราะไม่สามารถทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ, ความหนาแน่นและแก่งแย่งของวัชพืช, ไฟป่า, อันตรายจากโรคแมลงและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งคน ควรรีบทำการปลูกซ่อมทดแทนต้นไม้ที่ตายทันทีในช่วงต้นฤดูฝน

(2) บำรุงป่า อายุ 7-10 ปี

เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการบำรุงรักษาต้นไม้ที่มีอายุ 7-10 ปี และหากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาหลังจากปลูกป่าในปีแรกไม่มีอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับต้นไม้ และพื้นที่ปลูกป่า สภาพการฟื้นฟูระบบนิเวศน์จะเริ่มปรากฏให้เห็น ซึ่งการดำเนินงานยังคงจำเป็นต้องดูแลรักษาต้นไม้ไม้รอดตาย พัฒนาตนเองและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การแก่งแย่งของวัชพืชได้ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

2.1) ดายวัชพืช

เพื่อลดการแก่งแย่งของวัชพืชในการแย่งชิงธาตุอาหาร ความชื้น และ แสงสว่าง รวมทั้งป้องกันการระบาดของโรคและแมลง ให้ทำการดายวัชพืชและถากรอบโคนต้นไม้รัศมีโดยรอบประมาณ 1 เมตร อย่างน้อยจำนวน 1 ครั้งต่อปี

2.2) การลิดกิ่ง

เป็นการช่วยให้ต้นไม้สามารถเจริญเติบโตและพัฒนาเป็นไม้โตเต็มวัยที่มีลักษณะดีแข็งแรง ทนทานต่อโรคและแมลง ให้ทำการลิดกิ่ง กำจัดเถาวัลย์ และพืชพวก Epiphyte ปีละ 1 ครั้ง

2.3) ทำแนวกันไฟ

2.4) ซ่อมแนวกันไฟและทางตรวจการณ์

2.5) ประชาสัมพันธ์และลาดตระเวนป้องกันพื้นที่

1.3 ปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำ

ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ที่สภาพป่าธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำยากที่จะกลับฟื้นตัวสมบูรณ์ดังเดิมได้โดยง่าย แม้ว่าจะปล่อยให้เกิดการทดแทนของสังคมพืชในระบบนิเวศน์เองตามธรรมชาติ ก็จะใช้เวลานานกว่าที่ป่าจะกลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จากผลการศึกษาการทดแทนตามธรรมชาติของป่าธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำพบว่าพื้นที่ป่าประเภทนี้จะมีพรรณไม้ดั้งเดิมประจำถิ่นของชนิดป่านั้นๆ เหลือน้อยและยากที่ฟื้นตัวกลับเป็นป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ดุจเดิมได้ หรือต้องใช้เวลานานมาก โดยเฉลี่ยแล้วพื้นที่ที่สภาพเดิมเป็นป่าดิบเขาและป่าเต็งรัง ต้องการเวลาถึง 50 ปี และ 60 ปี ในการฟื้นตัว (Gap Phase) และ ใช้เวลาอีก 50 ปี และ 62 ปี ในการพัฒนาการเจริญเติบโต (Building phase) และสุดท้ายต้องการเวลาอีก 100 ปี และ 122 ปี ในการเจริญเติบโตและพัฒนาเป็นป่าที่สมบูรณ์ (ปรีชา ธรรมมานนท์ 2537)

ผู้ดำเนินการศึกษาวิจัยดังกล่าวข้างต้นได้เสนอแนะว่า การจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูหรือ ปรับปรุงป่าเหล่านี้ ควรจะข้าดำเนินการในช่วงแรก คือในระยะฟื้นตัวหรือ Gap phase โดยดำเนินการป้องกันควบคุมดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด อาทิเช่น การป้องกันการเข้าบุกรุกซ้ำในที่เดิม การควบคุมไฟป่าอย่างเข้มงวด เป็นต้น ก็จะสามารถย่นระยะฟื้นตัวของป่าในช่วงแรกจาก 50 ปีหรือ 60 ปี เหลือเพียง 10 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อได้พิจารณาตามหลักวิชาการแล้ว การปลูกแซมด้วยพันธุ์ไม้หลักถิ่นดั้งเดิมที่มีระบบรากหยั่งลึก และมีชั้นเรือนยอดหลายระดับ จะช่วยเร่งและย่นระยะเวลาการฟื้นตัว ให้กลายเป็นสภาพป่าสมบูรณ์ มีขนาดชั้นของเรือนยอดที่มีความหลากหลายใกล้เคียงป่าธรรมชาติ ที่สมบูรณ์โดยเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ กรมป่าไม้ จึงได้กำหนดแนวทางในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำ โดยการทดแทนธรรมชาติขึ้นในปี พ.ศ. 2538 โดยให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 10 ปีในแต่ละแปลง ดังนี้

(1) ปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำปีที่ 1

พื้นที่ที่จะดำเนินการในเขตลุ่มน้ำที่รับผิดชอบของหน่วยจัดการต้นน้ำต้องเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ป่าละเมาะที่พัฒนามาจากไร่ร้างในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร หรือป่าต้นน้ำเสื่อมโทรมหย่อมเล็กหย่อมน้อยซึ่งไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามธรรมชาติหรือฟื้นตัวได้แต่ช้ามากหรือใช้เวลานาน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้

1.1) การสำรวจข้อมูล

ดำเนินการสำรวจรายละเอียดในพื้นที่เพื่อหาข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแผนการดำเนินงานและจัดทำแผนที่ขอบเขตพื้นที่โดยสังเขปมาตราส่วน 1:50000

ข้อมูลพื้นฐานประกอบด้วย

  • ชื่อป่า ให้ระบุชื่อป่าสงวนแห่งชาติ ตำบล อำเภอ และจังหวัดหากป่าที่ได้สำรวจคัดเลือกอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้ระบุไว้ด้วย
  • ขอบเขตและเนื้อที่ ให้แสดงอาณาเขตติดต่อและเนื้อที่โดยประมาณ
  • ลักษณะภูมิประเทศให้รายงานลักษณะภูมิประเทศตลอดจนชนิดดินและหิน
  • ให้ระบุข้อมูลทางเศรษฐกิจสังคม เช่น จำนวนประชากร หมู่บ้าน ตำบล สภาพชีวิตความเป็นอยู่ รายได้เฉลี่ย อาชีพหลัก อาชีพรอง ปัญหาทางด้านประชากรต่างๆ และทัศนคติที่มีต่อการดำเนินงาน
  • ภูมิอากาศ ให้แสดงข้อมูลปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และฤดูกาลในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียงเท่าที่สามารถจะทราบได้
  • สภาพและชนิดป่า ให้ระบุชนิดป่า พันธุ์ไม้ ตลอดจนไม้พื้นล่างที่สำคัญหรือที่มีเป็นจำนวนมากในป่านั้น รวมทั้งสภาพป่าแต่ละชนิดและพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่าที่จะเข้าฟื้นฟูไว้ด้วย
  • ในพื้นที่ฟื้นฟูให้ระบุลักษณะของอันตรายที่จะได้รับจากคน สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง แมลง หรือภัยธรรมชาติและความเห็นในการป้องกัน
  • การคมนาคม ให้ระบุระยะและเส้นทางคมนาคม ที่ติดต่อระหว่างป่า กับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และหากจำเป็นต้องตัดถนนเมื่อเริ่มดำเนินการเพื่อจะใช้เป็นทางตรวจการณ์ และ แนวกันไฟ หรือ เส้นทางขนส่งกล้าไม้และวัสดุอุปกรณ์ให้กำหนดเส้นทางไว้ในแผนที่ด้วย
  • ความเห็นในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำ ให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ไม้ที่จะใช้ในการฟื้นฟู แปลงฟื้นฟู ความเหมาะสม วิธีการฟื้นฟู แหล่งแรงงานและแหล่งเมล็ดไม้
  • ให้ระบุรายละเอียดสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินและการถือครองที่ดินในพื้นที่
  • หากมีรายละเอียดอื่นใดที่เห็นว่าควรระบุไว้ เช่น มีหน่วยงานอื่นอยู่ในพื้นที่หรือปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อลุ่มน้ำ ก็ให้ลดข้อเสนอแนะให้ชัดเจนด้วย
  • ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสำรวจคัดเลือกพื้นที่

1.2) การเตรียมกล้าไม้

  • เป็นพรรณไม้ในท้องถิ่นที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกชนิดไม้ที่ต้องการ
  • เป็นพรรณไม้สอดคล้องตามแนวพระราชดำริฯ (ไม้ 3 อย่างได้ประโยชน์ 4 ประการ ได้แก่ ไม้ฟืน , ไม้เพื่อการใช้สอย , ไม้ที่เป็นอาหารและสมุนไพร และไม้ที่นำไปสู่การอนุรักษ์)
  • ชนิดไม้ต้องไม่น้อยกว่า 5 ชนิดขึ้นไป
  • ต้องเป็นกล้าไม้ค้างปี สูงโดยเฉลี่ย 50 เซนติเมตร ขึ้นไป เพื่อต่อสู้วัชพืชและความแห้งแล้ง
  • กำหนดกล้าไม้เพื่อปลูกซ่อม 20 % ของจำนวนที่ปลูกในแต่ละแปลง

1.3) การเตรียมพื้นที่

  • ใช้หลักขนาดยาวประมาณ 1 เมตร โดยหลักที่ใช้ต้องมีความแข็งแรงและทนทานทาสีแดงส่วนบนประมาณ 30 ซม. เพื่อให้สามารถสังเกตเห็นตำแหน่งชัดเจน ปักหมายกำหนดตำแหน่งปลูกโดยไม่เป็นแถว และระยะห่างไม่เท่ากัน
  • ทำแนวกันไฟรอบแปลงขนาดไม่ต่ำกว่า 8 เมตร และซอยในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยห้ามทำการตัดต้นไม้และปลูกไม้ที่มีอยู่เดิม และห้ามสุมเผา โดยเด็ดขาด ให้มียามป้องกันไฟป่าหรือพื้นที่
  • ทำการดายวัชพืชรอบหลักตำแหน่งปลูกโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดประมาณ 2 เมตร
  • ถากรอบโคนตำแหน่งที่ปลูก โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร
  • ขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้าง ยาว และลึกประมาณ 25 ซม.

1.4) ลาดตระเวนพื้นที่และป้องกันไฟป่า

จัดชุดลาดตระเวนพื้นที่เพื่อป้องกันรักษาป่า และอันตรายจากสัตว์เลี้ยงตลอดปี ส่วนในฤดูแล้งทำการควบคุมและป้องกันไฟป่า

1.5) การปลูกเสริม

ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรืออาจใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 ผสมดินรองก้นหลุม แล้วปลูก โดยกำหนดกล้าไม้ปลูกเกณฑ์เฉลี่ยทั้งแปลงไม่น้อยกว่า 25 ต้นต่อไร่

(2) ปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำ 2-6 ปี

  • ซ่อมแนวกันไฟ ลาดตระเวนและป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง
  • เตรียมกล้าไม้ให้เพียงพอเพื่อปลูกซ่อม (ควรเป็นกล้าไม้ค้างปี)
  • ดายวัชพืชและถากรอบโคนต้น
  • ทำการปลูกซ่อม

(3) ปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำ 7-10 ปี

จัดเวรยามป้องกันไฟป่า

Back to top

  2. ดัชนีชี้วัดผลสำเร็จในการดำเนินงาน  

 

กิจกรรม

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

1. การปลูก - บำรุงป่า
  1. ต้นไม้ที่ปลูกรอดตาย 100 %และสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพธรรมชาติ
  2. ต้นไม้เจริญเติบโตดี สภาพแข็งแรง ทนทานต่อโรค และแมลง
  3. พรรณไม้อื่นที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้
  4. สัตว์ป่าเพิ่มจำนวนขึ้นโดยเฉพาะนก ซึ่งจะช่วยในการกระจายเมล็ด
  5. ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า
2. ปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำ
  1. กล้าไม้รอดตาย 100 % และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพธรรมชาติ
  2. ต้นไม้ที่ปลูกและที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีศักยภาพที่จะขยายพันธุ์และเติบโตขึ้นมาเป็นป่าเองโดยธรรมชาติ
  3. ชุมชนให้ความร่วมมือในการดำเนินงาน
  4. ปริมาณคุณภาพและการไหลของน้ำเพิ่มขึ้น
  5. ผลผลิตของป่าเพิ่มขึ้นในด้านเศรษฐกิจชุมชน สังคม และระบบนิเวศน์

Back to top

3. ผลสำเร็จที่จะได้รับ  

กิจกรรมการดำเนินงานปลูก-บำรุงป่า และปรับปรุงระบบนิเวศน์ต้นน้ำของส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำกรมป่าไม้ สามารถประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ต้นน้ำให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ ป่ามีศักยภาพในการกักเก็บน้ำที่ดีขึ้น ช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ลดความรุนแรงของอุทกภัย น้ำมีคุณภาพดีปริมาณที่เพียงพอเหมาะสม และระยะเวลาการไหลสม่ำเสมอ ส่งผลให้อำนวยประโยชน์ต่อประชากรโดยรวมทั่วประเทศ

Back to top

 


©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๗ - ส่วนโครงการพระราชดำริและความมั่นคง ( กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )