คณะกรรมการบริหาร
     โครงการฯภาคเหนือ
     โครงการฯภาคกลาง
     โครงการฯภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     โครงการฯภาคใต้
Username
Password
 


UserName

Password

   
 
 


          ข้อมูลวิชาการ

 การมีส่วนร่วมของชุมชน
 1. การจัดระเบียบชุมชนบนพื้นที่สูง

1.1 พื้นที่สูงเขตป่าอนุรักษ์และสภาพปัญหา   พื้นที่สูงเขตป่าอนุรักษ์ หมายถึง ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่า และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2) เขตป่าอนุรักษ์ได้กำหนดขึ้นเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดินน้ำ พืชพรรณและพันธุ์สัตว์ที่มีคุณค่าหายาก เพื่อการป้องกัน ภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยและการพังทลายของดินรวมถึงเพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษาวิจัย นันทนาการของประชาชน และความมั่นคงของชาติ
 
ปัจจุบันบนพื้นที่สูงในเขตป่าอนุรักษ์ได้มีชุมชนเข้าอยู่อาศัยตั้งหลักแหล่งและทำกิน ทำให้มีการบุกรุก ขยายพื้นที่ทำลายป่าไม้มากขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารของประเทศมีเนื้อที่ 84.91 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2529 พบว่าในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 พื้นที่ถูกทำลายไป 4.77 ล้านไร่ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 2 ถูกทำลายไป 26.73 ล้านไร่ และพื้นที่ป่าของประเทศที่เหลืออยู่ในปี 2541 ทั้งสิ้น 81.08 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ขณะเดียวกันประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลการสำรวจชุมชนพื้นที่สูงปี 2538 พบว่ามีประชากรอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงดังกล่าว จำนวน 991,122 คน (กองสงเคราะห์ชาวเขา,2540 ,ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง)

1.2 แนวทางการจัดการพื้นที่สูงเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐบาล

 
1.2.1 แนวทางการจัดการชุมชนบนพื้นที่สูง
 
ตามแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาชุมชนสิ่งแวดล้อมและควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2535-2539 ฉบับที่ 1 มติ ครม. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2532 เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดินจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมในการใช้ที่ดินโดยการสำรวจพื้นที่ใช้มาตราส่วน 1:150,000 ได้จำแนกประเภทชุมชนบนพื้นที่สูง 4 ประเภท ดังนี้
 
กลุ่มที่ 1 เป็นชุมชนที่จัดตั้งบ้านเรือนอย่างถาวร มีเงื่อนไขดังนี้
      1. เป็นชุมชนขนาดใหญ่ตั้งแต่ 50 หลังคาเรือน ในรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร มีการตั้งถิ่นฐานถาวร ไม่มีการโยกย้ายมาไม่น้อยกว่า 20 ปี
      2. ที่ดินเหมาะแก่การทำการเกษตร
      3. อยู่นอกเขตพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A หรือเขตอุทยานแห่งชาติ
      4. มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปดำเนินการอย่างถาวร หรือต่อเนื่อง
      5. มีเส้นทางคมนาคมโดยทางรถยนต์เข้าถึงที่อยู่อาศัย

  กลุ่มที่ 2 เป็นชุมชนที่จัดตั้งในเขตที่ยังไม่ได้รับอนุญาต จากทางราชการ แต่มีศักยภาพที่จะจัดตั้งเป็นหมู่บ้านถาวร

      1. เป็นชุมชนที่จัดตั้ง ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ
      2. เป็นชุมชนที่มีขนาดประมาณ 25-50 หลังคาเรือน รัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร
      3. ดินมีความเหมาะสมทางการเกษตร โดยพิจารณาตามหลักวิชาการ และหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
      4. ลักษณะของชุมชนต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการปกครองท้องถิ่น

  กลุ่มที่ 3 เป็นชุมชนที่ไม่มีศักยภาพ และยังไม่มีศักยภาพที่จะจัดตั้งเป็นหมู่บ้านถาวร (ขาดคุณสมบัติข้อหนึ่ง ข้อใดของกลุ่ม 2)

  กลุ่มที่ 4 เป็นชุมชนที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษตามนโยบายของทางราชการ โดยได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

  โดยการทำงานเน้นชุมชนบนพื้นที่สูง กลุ่ม 2 ดังนี้

  กลุ่ม 2.1 อยู่ในเขตป่าสงวน แต่พื้นที่ทำกินทำอยู่ได้ถาวร
 
กลุ่ม 2.2 อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ แต่พื้นที่ทำกินอยู่ได้ แต่อยู่ในเขตอนุรักษ์ สำหรับแผนแม่บท เพื่อการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูง (พ.ศ.2540-2544) ตามกรอบการพัฒนาชุมชน มุ่งเน้นกลุ่มบ้านที่ 2

  1.2.2 แนวทางการจัดการและแก้ปัญหาพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  แนวทางการจัดการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ของชุมชนบนพื้นที่สูงเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐบาล ดังนี้

  มติ ครม. วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2540 ได้เห็นชอบแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและพื้นที่ป่าไม้ระดับพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นด้านการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยสงวนรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่เหลืออยู่ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ที่เสื่อมสภาพ ทั้งนี้อยู่บนหลักการลดปัญหาความขัดแย้งการใช้ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่

  มติ ครม. วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดมาตรการและการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  1. ให้กรมป่าไม้สำรวจพื้นที่ที่มีการครอบครองให้ชัดเจนและขึ้นทะเบียนผู้ครอบครองและนำมาใช้เป็นข้อมูลในการจัดการเพื่ออนุรักษ์และพัฒนายั่งยืน
  2. ให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ระดับพื้นที่ (ตามมติ ครม. วันที่ 16 กันยายน 2540)
การจัดระเบียบที่อยู่อาศัย/ทำกิน เป็นการจัดการเพื่อคุ้มครองพื้นที่ ป่าอนุรักษ์และเพื่อควบคุมผลกระทบต่อพื้นที่ดังกล่าวให้เสียหายน้อยที่สุด รวมทั้งให้มีผลเป็นการช่วยเหลือราษฎร มีลักษณะการ ดำเนินการโดยสังเขป ดังนี้

  6.1 ดำเนินการในบริเวณที่เดิม จัดรูปแปลงที่ดินใหม่ ลดขนาดการถือครองใช้มาตรการ ควบคุมการใช้ที่ดินเพื่อลดผลกระทบ แล้วแต่กรณี

  6.2 จัดในพื้นที่แห่งใหม่ ในขนาดที่เหมาะสม และใช้มาตรการควบคุมการใช้ที่ดินเพื่อลด ผลกระทบ โดยพื้นที่ที่อยู่ในข่ายจะต้องพิจารณาจัดระเบียบที่อยู่อาศัย/ทำกิน คือ พื้นที่ที่ตรวจพิสูจน์แล้วว่า อยู่ก่อน แต่ล่อแหลม และพื้นที่ที่อยู่ภายหลังซึ่งต้องการเคลื่อนย้าย (ดูแผนผังตามเอกสารหมายเลข 6)

  ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถจัดการอพยพบุคคลที่มีปัญหาตามแผนและมาตราการดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่สามารถจัดที่รองรับได้

1.3 หน้าที่ของส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ

  ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ เป็นหน่วยงานหนึ่งของกรม ป่าไม้ที่ทำหน้าที่ในการจัดการอนุรักษ์และพัฒนาฟื้นฟูต้นน้ำลำธาร ซึ่งมีแผนงานในการดำเนินงานที่สำคัญ คือ แผนงานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แผนงานด้านการจัดการชุมชน และแผนงานด้านการ ประสานงาน

  การจัดการชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหรือองค์ประกอบที่สำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ป่าไม้ การจัดการจึงมุ่งเน้นการป้องกันไม่ให้การดำรงค์อยู่ของชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว มีผลกระทบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนตามความเหมาะสม และการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนเข้าใจ มีจิตสำนึกในทรัพยากรธรรมชาติและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

  กิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในการจัดการชุมชนของหน่วยจัดการต้นน้ำ ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ คือ การจัดระเบียบชุมชน

1.4 การจัดระเบียบชุมชน

  1.4.1 ความหมายการจัดระเบียบชุมชน

  การจัดระเบียบชุมชน คือ กระบวนการพัฒนาและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่เป็น องค์ประกอบของชุมชนทั้งหมด เพื่อการดำรงอยู่และการพัฒนาชุมชนไปสู่เป้าหมายให้เกิดความยั่งยืน ความมั่นคงอย่างเป็นระบบ ในที่นี้การจัดระเบียบชุมชนจะเน้นไปที่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ ชุมชนมีการอนุรักษ์ การใช้และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเกิดความถูกต้องยังความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นแก่ระบบนิเวศ ซึ่งพิจารณาปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของชุมชน 4 ประการ ดังนี้คือ

  (1) ปัจจัยทางด้านบุคคล (ปัจเจกบุคคล) หรือหมายถึงสมาชิกแต่ละคนในชุมชน สิ่งที่จะต้องจัดการหรือพัฒนาให้เกิดขึ้น คือ

1.1 ความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การใช้และการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ

1.2 ความรู้ความสามารถในการจัดการการอนุรักษ์การใช้และพฤติกรรมการจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้อง

  บุคคลในชุมชนที่มีจิตสำนึกต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และเข้าใจข้อจำกัดของทรัพยากรในพื้นที่ทำกิจกรรมในการดำรงชีวิต เช่นทำการเกษตรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องพอเหมาะพอดี คำนึงถึงความมั่นคงของชุมชนและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ที่ยั่งยืน จึงเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานจัดระเบียบชุมชนเป็นอันดับแรก

  (2) ปัจจัยทางสังคม หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อการทำหน้าที่ ในที่นี้มุ่งเน้นไปที่องค์กรชุมชนที่ทำหน้าที่ในการเป็นแกนนำชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่

2.1 กลุ่มอนุรักษ์ และองค์กรเครือข่ายชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของชุมชนที่จัดตั้งขึ้นไม่เป็น ทางการ เพื่อทำหน้าที่ในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน และระดับลุ่มน้ำ

2.2 กรรมการหมู่บ้าน และองค์กรบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่จัดการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

  การจัดระเบียบชุมชนทางด้านสังคมจึงเน้นไปที่การสร้างและพัฒนาองค์กรของชุมชนที่ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นไม่เป็นทางการ ทั้งกลุ่มอนุรักษ์และองค์กรเครือข่ายชุมชน สามารถเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์กรที่เป็นทางการ

  (3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หมายถึง การบริโภคหรือการกินการอยู่ การผลิต หมายถึงการจัดการทำมาหากิน

  การจัดระเบียบชุมชนในด้านเศรษฐกิจ หมายถึง การจัดระเบียบในเรื่องของการทำมาหากินให้สอดคล้องกับการบริโภคหรือการกินอยู่ของชุมชนตามสภาพแวดล้อมของชุมชนเขตป่าอนุรักษ์พื้นที่สูง เพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้และดำรงชีพตามศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ดิน และน้ำ การส่งเสริม การผลิตในด้านการเกษตรจึงควรจะส่งเสริมในรูปแบบเกษตรเชิงอนุรักษ์

  (4) ปัจจัยทางด้านนิเวศ ในที่นี้มุ่งเน้นถึง ทรัพยากรในระบบนิเวศ ได้แก่ ดิน น้ำ และ ป่าไม้ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของชุมชน

  การจัดระเบียบชุมชนทางด้านนิเวศ คือการจัดระบบของทรัพยากร ดิน น้ำและป่าไม้เพื่อ รองรับการดำรงอยู่ของชุมชน เช่น การผลิตด้านการเกษตรของชุมชน ต้องคำนึงถึงศักยภาพของทรัพยากรในระบบนิเวศเป็นหลัก โดยการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้สอดคล้องกับศักยภาพของธรรมชาติ เป็นวิธีการจัดระเบียบของทรัพยากรที่ดิน น้ำ และป่าไม้ เพื่อการดำรงอยู่ของชุมชนที่มั่นคง บนพื้นฐานของความมั่นคงและอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

  1.4.2 ขั้นตอนและวิธีการจัดระเบียบชุมชน

  การจัดระเบียบชุมชน คือ กระบวนการพัฒนาและการจัดการปัจจัยต่างๆ ที่เป็น องค์ประกอบของชุมชนทั้งหมด เพื่อการดำรงอยู่และการพัฒนาชุมชนไปสู่เป้าหมายให้เกิดความยั่งยืน ความมั่นคงอย่างเป็นระบบ ในที่นี้การจัดระเบียบชุมชนจะเน้นไปที่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ ชุมชนมีการอนุรักษ์ การใช้และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเกิดความถูกต้องยังความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นแก่ระบบนิเวศ ซึ่งพิจารณาปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของชุมชน 4 ประการ ดังนี้คือ

  (1) ปัจจัยทางด้านบุคคล (ปัจเจกบุคคล) หรือหมายถึงสมาชิกแต่ละคนในชุมชน สิ่งที่จะต้องจัดการหรือพัฒนาให้เกิดขึ้น คือ

(1.1) ความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การใช้และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ

(1.2) ความรู้ความสามารถในการจัดการการอนุรักษ์การใช้และพฤติกรรมการจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้อง

  บุคคลในชุมชนที่มีจิตสำนึกต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และเข้าใจข้อจำกัดของทรัพยากรในพื้นที่ทำกิจกรรมในการดำรงชีวิต เช่นทำการเกษตรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องพอเหมาะพอดี คำนึงถึงความมั่นคงของชุมชนและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ที่ยั่งยืน จึงเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานจัดระเบียบชุมชนเป็นอันดับแรก

  (2) ปัจจัยทางสังคม หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อการทำหน้าที่ ในที่นี้มุ่งเน้นไปที่องค์กรชุมชนที่ทำหน้าที่ในการเป็นแกนนำชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่

2.1 กลุ่มอนุรักษ์ และองค์กรเครือข่ายชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของชุมชนที่จัดตั้งขึ้นไม่เป็น ทางการ เพื่อทำหน้าที่ในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน และระดับลุ่มน้ำ

2.2 กรรมการหมู่บ้าน และองค์กรบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมาย ที่มีหน้าที่จัดการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

  การจัดระเบียบชุมชนทางด้านสังคมจึงเน้นไปที่การสร้างและพัฒนาองค์กรของชุมชนที่ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นไม่เป็นทางการ ทั้งกลุ่มอนุรักษ์และองค์กรเครือข่ายชุมชน สามารถเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์กรที่เป็นทางการ

  (3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หมายถึง การบริโภคหรือการกินการอยู่ การผลิต หมายถึงการจัดการทำมาหากิน

  การจัดระเบียบชุมชนในด้านเศรษฐกิจ หมายถึง การจัดระเบียบในเรื่องของการทำมาหากินให้สอดคล้องกับการบริโภคหรือการกินอยู่ของชุมชนตามสภาพแวดล้อมของชุมชนเขตป่าอนุรักษ์พื้นที่สูง เพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้และดำรงชีพตามศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ดิน และน้ำ การส่งเสริม การผลิตในด้านการเกษตรจึงควรจะส่งเสริมในรูปแบบเกษตรเชิงอนุรักษ์

  (4) ปัจจัยทางด้านนิเวศ ในที่นี้มุ่งเน้นถึง ทรัพยากรในระบบนิเวศ ได้แก่ ดิน น้ำ และ ป่าไม้ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของชุมชน

  การจัดระเบียบชุมชนทางด้านนิเวศ คือการจัดระบบของทรัพยากร ดิน น้ำและป่าไม้เพื่อ รองรับการดำรงอยู่ของชุมชน เช่น การผลิตด้านการเกษตรของชุมชน ต้องคำนึงถึงศักยภาพของทรัพยากรในระบบนิเวศเป็นหลัก โดยการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้สอดคล้องกับศักยภาพของธรรมชาติ เป็นวิธีการจัดระเบียบของทรัพยากรที่ดิน น้ำ และป่าไม้ เพื่อการดำรงอยู่ของชุมชนที่มั่นคง บนพื้นฐานของความมั่นคงและอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

  1.4.2 ขั้นตอนและวิธีการจัดระเบียบชุมชน

  การจัดระเบียบชุมชนมีขั้นตอนและวิธีการที่สำคัญ 3 ประการ คือ การสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนโดยชุมชน การจัดการพัฒนาหรือแก้ปัญหาโดยชุมชน และองค์กรชุมชนที่เป็นแกนนำในการจัดการพัฒนาและแก้ปัญหา

  (1) องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของชุมชน

  องค์ความรู้นี้หมายถึง เป็นความรู้ที่เกิดจากผลิตผลของกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยการจัดการของชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถคิด ตัดสินใจ และสามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับชุมชนได้

  กระบวนการเรียนรู้ที่จัดการโดยชุมชน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่สำคัญในงานจัดการต้นน้ำของหน่วยต้นน้ำที่ผ่านมา คือ เวทีชาวบ้าน ซึ่งองค์ประกอบและการจัดการของเวทีชาวบ้านโดยสรุปมีดังนี้

  การเตรียมการ

    1. การสร้างความตื่นตัวในปัญหาแก่ชุมชน โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ เช่น การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารกับผู้นำชุมชน การประชุมชี้แจง
    2. การทำให้เขาเริ่มเกิดความคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหา โดยการพาไปศึกษาดูงานที่เขามีการแก้ปัญหาลักษณะเดียวกันแล้วประสบความสำเร็จในชุมชนอื่น
    3. การจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งหมด แล้วนำมาวิเคราะห์และสื่อสารให้ชุมชนเข้าใจ สื่อที่สำคัญได้แก่ รูปจำลองภูมิประเทศ หรือโมเดล
    4. การเตรียมบุคลากรหรือผู้นำจากชุมชนเพื่อเป็นแกนนำการเรียนรู้ในเวทีชาวบ้านให้ผู้นำเหล่านี้มีวิธีคิดที่ถูกต้องรวมทั้งการมุ่งเน้นที่ให้เกิดประโยชน์แก่ ชุมชนเป็นหลัก โดยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การพาไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรม เพื่อให้ได้จำนวนผู้นำที่มากพอสมควรเพื่อที่จะนำชุมชนไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง และไม่เกิดปัญหา

  การจัดเวทีชาวบ้าน

  ในการจัดเวทีชาวบ้านมีสาระหรือองค์ประกอบที่สำคัญที่จะต้องจัดเตรียม เพื่อให้เกิด การเรียนรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ คือ

  1. ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ต้องมีความครบถ้วน ถูกต้องและเพียงพอ ในการสนับสนุนให้เวทีชาวบ้านหรือเวทีสาธารณะดำเนินไปได้โดยราบรื่น สามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ คือสามารถกำหนดปัญหา สาเหตุของปัญหา เป้าหมาย และแนวทาง วิธีการบรรลุเป้าหมายได้ถูกต้อง

  2. สื่อ จัดเตรียมสื่อที่เกี่ยวข้องทั้งสื่อบุคคล สื่ออื่นๆที่สามารถทำให้ชุมชนเกิดมโนทัศน์ นำไปสู่การเข้าใจสิ่งต่างๆได้ดีขึ้นและรวมถึงข้อมูลที่ประมวลแล้วลงในแผนภูมิจำลองภูมิประเทศ (โมเดล) ที่แสดงความสัมพันธ์ของปัญหาได้ชัดเจน

การเตรียมสื่อแผนภูมิจำลองภูมิประเทศ (โมเดล) ของเจ้าหน้าที่

  3. ผู้นำ ที่ได้รับการพัฒนาหรือเตรียมแล้ว รวมถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยที่มีจำนวนพอสมควร สามารถนำชุมชน นำขบวนการเรียนรู้ ให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่น ซึ่งผู้นำควรจะมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ

    1. มีใจเป็นกลางหรือเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น
    2. มีความรู้ความสามารถ
    3. เป็นที่ยอมรับเชื่อถือของชุมชน

ผู้นำชุมชนกับการเป็นผู้นำการเรียนรู้ของชุมชน

  4. ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนในระดับหนึ่ง

  5. เรื่องหรือปัญหา ที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมควรนำประเด็นของปัญหาให้ชุมชนทราบเพื่อที่จะได้เตรียมตัวในการเข้าร่วมเวทีชาวบ้านโดยวิธีการประชาสัมพันธ์หรือการประสานงานทำความเข้าใจในระดับหนึ่ง

  6. วิธีการคิด ที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหาในเวที ซึ่งสามารถนำหลักอริยสัจ 4 มาเป็นหลักได้

    1. กำหนดปัญหาได้ชัดเจนถูกต้อง
    2. กำหนดสาเหตุของปัญหาที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมดชัดเจนและถูกต้อง
    3. กำหนดเป้าหมายหรือสภาพที่ไม่เป็นปัญหาได้
    4. กำหนดแนวทางและวิธีการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายได้

  (2) การจัดการพัฒนาและแก้ปัญหาโดยชุมชน

  เมื่อชุมชนสามารถคิดและตัดสินใจ คือ สามารถกำหนดปัญหาเป้าหมายรวมถึงกิจกรรม แผนงานและโครงการในการแก้ไขปัญหาได้แล้ว การจัดการเพื่อดำเนินโครงการและกิจกรรมให้ลุล่วงเพื่อ แก้ไขปัญหานั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่หน่วยงานต่างๆ จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการกิจกรรมด้วยชุมชนเองได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงการบริหาร การจัดการ ซึ่งมีกิจกรรมที่สำคัญได้แก่

  2.1) การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นการจัดระเบียบทรัพยากรที่ดินของชุมชนเพื่อต้องการแยกพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ดินทำกินออกจากกัน รวมถึงการกำหนดพื้นที่ทำการเกษตรให้เหมาะสมตามศักยภาพของทรัพยากร และสอดคล้องกับนโยบายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  2.2) การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญที่สุดในการควบคุมระบบที่ทำให้ต้นน้ำลำธารทำหน้าที่ได้สมบูรณ์คือ สามารถเก็บกักน้ำและปล่อยน้ำไปสู่พื้นที่ราบลุ่มเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆได้ และป่าไม้ยังเป็นแหล่งปัจจัย 4 ที่หล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่อีกด้วย การอนุรักษ์จึงเป็นหน้าที่ของชุมชนที่สำคัญ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนได้ทำหน้าที่อนุรักษ์ป้องกันป่าต้นน้ำลำธาร จึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญ

  2.3) การพัฒนาป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำลำธารมีพื้นที่ป่าส่วนหนึ่งถูกบุกรุก แผ้วถาง เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน รวมถึงการใช้พื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดผลกระทบบางพื้นที่เสื่อมโทรมจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้และบางพื้นที่ถูกทิ้งให้เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการพัฒนา ดังกล่าว

  (3) องค์กรชุมชน

  กลุ่มองค์กร หมายถึง องค์กรชุมชนที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน มีสมาชิก มีการบริหารการจัดการมีแผนงานและกิจกรรม รวมถึงกฎระเบียบที่เป็นเครื่องมือในการ ดำเนินการ ที่จัดตั้งขึ้นจากสมาชิกในชุมชนที่มีความพร้อมในด้านความรู้ความเข้าใจเสียสละทำงานเพื่อ ชุมชนและอาสาสมัครเข้ามาแก้ปัญหาในชุมชน อาจจะเป็นกรรมการหมู่บ้านด้วยก็ได้ (แต่กลุ่มอนุรักษ์ไม่ใช่กรรมการหมู่บ้าน) เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอนุรักษ์เป็นต้น

  การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต้นน้ำลำธารในการดำเนินงานของหน่วยจัดการต้นน้ำ องค์กรชุมชนเป็นแกนนำที่สำคัญในการ ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือแก้ปัญหา องค์กรที่ไม่เป็นทางการที่มีบทบาทในการดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในระดับชุมชน ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์ และระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ องค์กรเครือข่ายลุ่มน้ำ

  3.1) กลุ่มอนุรักษ์ เป็นกลุ่มองค์กรของชุมชนที่ไม่เป็นทางการที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน วิธีการและขั้นตอน การจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ที่สำคัญ มีดังนี้

  1. ชุมชนดำเนินการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์

 

การทำกิจกรรมของกลุ่มอนุรักษ์

  2. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กร โดยพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น การฝึกอบรม การศึกษาดูงานและการประชุมเวทีชาวบ้าน

 

สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ศึกษาดูงานกิจกรรมของชุมชนอื่น

  3. ส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารการจัดการและการทำกิจกรรมของกลุ่มโดยสนับสนุนทั้ง ข้อมูล ความรู้ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ หรือคำปรึกษา โดยวิธีการต่างๆ เช่น ประสานงาน ขอสนับสนุนงานที่เกี่ยวข้อง

  4. สนับสนุนให้กลุ่มดำเนินกิจกรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ

  3.2) องค์กรเครือข่ายชุมชน เป็นองค์กรของชุมชนที่ไม่เป็นทางการซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ระดับลุ่มน้ำย่อยหรือพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ในการดำเนินงานของส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ ทั้งนี้เนื่องจากการดูแลในหมู่บ้านของตนเองหมู่บ้านเดียวยังไม่เพียงพอเพราะยังมีปัญหาเกี่ยวโยงระหว่างหมู่บ้านหรือชุมชนอื่น เช่น ปัญหาเรื่องที่ทำกิน ปัญหาไฟป่า ปัญหาคุณภาพน้ำจากการใช้สารเคมี ซึ่งเกี่ยวโยงกันระหว่างหมู่บ้านและมีผลกระทบซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหาจึงต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในชุมชนต่างๆ ทั่วทั้งลุ่มน้ำครอบคลุมทุกชุมชน ที่อยู่ใน ลุ่มน้ำเดียวกัน และสนับสนุนให้ชุมชนเหล่านี้สร้างองค์กรเครือข่ายขึ้นมาเพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันในลุ่มน้ำให้เกิดประโยชน์กับชุมชนทั้งหมดและลดปัญหาที่เกิดขึ้น

Back to top

 

  2. การใช้ที่ดินของชุมชนบนที่สูงเขตป่าอนุรักษ์

2.1 การจัดการใช้ที่ดินของชุมชนบนพื้นที่สูงเขตป่าอนุรักษ์

การดำเนินการจัดระเบียบชุมชนของหน่วยจัดการต้นน้ำ ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ นอกจากจัดระเบียบปัจจัยอื่นๆในชุมชน ได้แก่ ด้านบุคคล ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องจัดระเบียบด้านนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์เป็นเรื่องที่ต้องโดยเร่งด่วน

  การจัดการการใช้ที่ดินของชุมชนในพื้นที่สูง จะต้องมีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ถูกต้องให้สอดคล้องกับแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาชุมชนสิ่งแวดล้อมและเพื่อควบคุมพื้นที่เศรษฐกิจบนพื้นที่สูงและแนวทางการจัดการและแก้ปัญหาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และเพื่อแยกพื้นที่ป่าออกจากที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงการจำแนกและกำหนดเขตการใช้ที่ดินทำกินให้ถูกต้องสอดคล้องกับศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ วิธีการดำเนินการที่สำคัญ คือ การสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในชุมชน

2.2 การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยชุมชนมีส่วนร่วม

  การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยชุมชนมีส่วนร่วม คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการกำหนดมาตราการที่จำเป็นในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลถูกต้องตามสมรรถนะและศักยภาพของที่ดิน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เกิดการเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การจัดการที่ถูกต้องเหมาะสมและให้ได้เครื่องมือในการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน

  การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยชุมชนมีส่วนร่วมเป็นการเรียนรู้โดยการปฏิบัติมี เป้าหมาย แนวทาง และขั้นตอนชัดเจนผู้เรียนรู้จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เห็นอะไรก็เห็นด้วยกันและจะเข้าใจตรงกัน นำไปสู่ความสามัคคีและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา

 

แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการ

ขั้นตอนการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยชุมชนมีส่วนร่วม

  • การเตรียมความพร้อมของชุมชน
  • การเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • การประมวล วิเคราะห์ข้อมูล และการยกร่างแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ฉบับยกร่างไปสร้างความเข้าใจและยอมรับจากชุมชน
  • การปรับปรุงแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ผลผลิตของกระบวนการเรียนรู้

  • ความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้นำ
  • ศักยภาพขององค์กรชุมชน
  • แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นเครื่องมือในการบริหารการจัดการของชุมชนและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข้อควรคำนึง

  • ผู้นำในกระบวนการเรียนรู้ ปัญหาการใช้ที่ดินควรจะเป็นรูปของคณะกรรมการจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน
  • กรรมการจากชุมชนควรจะเป็นผู้นำจากองค์กรต่างๆ ของชุมชน และควรมีจำนวนมาก พอสมควร
  • เจ้าหน้าที่ จปส. เป็นคณะกรรมการคนหนึ่ง

เป้าหมาย

  แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นที่ยอมรับของชุมชน สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนทั้งของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  2.2.1 การเตรียมความพร้อมของชุมชน

  ชุมชนที่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เนื่องมาจาก ชุมชนเกิดความรู้ความเข้าใจ และเกิดการตัดสินใจ

เทคนิค วิธีการ และอุปกรณ์

  การสร้างและการเตรียมความพร้อมของชุมชน มีขั้นตอนและวิธีการที่สำคัญ คือ

  • การทำให้ชุมชนตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหา

  การทำให้ชุมชนเกิดความสนใจและตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้อง และปัญหาเกี่ยวโยง คือการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและชุมชน เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสม

 

การประชาสัมพันธ์โดยผู้นำชุมชน



 

การให้ข้อมูลโดยการฝึกอบรมหรือศึกษาดูงาน



 

การให้ข้อมูลโดยการฝึกอบรมหรือศึกษาดูงาน

  • การทำให้ชุมชนเกิดความเข้าใจ หรือชุมชนคิดเองได้

  กระตุ้นและสนับสนุนให้ชุมชนเข้าร่วมเรียนรู้ในเวทีชาวบ้านเกี่ยวกับปัญหาการใช้ที่ดินไม่ถูกต้องและปัญหาเกี่ยวเนื่อง คือการขยายการบุกรุกพื้นที่ป่า

 

  • การทำให้ชุมชนเห็นปัญหาและตัดสินใจร่วมแก้ปัญหา

  กระตุ้นและสนับสนุนให้ชุมชนได้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับปัญหาการใช้พื้นที่ไม่ถูกต้องและปัญหาเกี่ยวเนื่อง คือ การบุกรุกพื้นที่ป่าว่าในที่สุดจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อ ชุมชนยังไง โดยการให้ศึกษาของจริง จากเหตุการณ์ในชุมชน หรือ ศึกษากรณีตัวอย่าง การเกิดปัญหา ผลกระทบและการแก้ปัญหาในชุมชนอื่น ที่มีปัญหาลักษณะเดียวกัน

 

สร้างประสบการณ์จริงจากเหตุการณ์ในชุมชน



 

การศึกษาดูงานประสบการณ์แก้ปัญหาของชุมชนอื่น

ข้อควรคำนึง

  • สนับสนุนให้ผู้นำชุมชนทั้งผู้นำเป็นทางการและผู้นำไม่เป็นทางการเข้ามาเป็นคณะทำงานวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในชุมชน
  • สนับสนุนให้ผู้นำดังกล่าวสื่อสารข้อมูล ความรู้การดำเนินงานในทุกขั้นตอน ให้ ชุมชนได้รับทราบ
  • สนับสนุนให้ชุมชนสร้างกิจกรรม เพื่อเพิ่มความเข้าใจในการดำเนินงาน

เป้าหมาย

  ความพร้อมของชุมชนการมีส่วนร่วมการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่

  • ความเข้าใจของสมาชิกในชุมชน
  • ความพร้อมของผู้นำ
  • ความพร้อมขององค์กรชุมชน


Back to top


©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๗ - ส่วนโครงการพระราชดำริและความมั่นคง ( กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )