ข้อมูลด้านวิชาการ | งานวิจัย | วารสารวิชาการป่าไม้  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน | หน่วยงานส่วนภูมิภาค | อัตรากำลัง |  Link อื่นๆ

  

พฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเล
  

โดย...   นายสุวรรณ พิทักษ์สินธร 1  ทิพวรรณ เศรษฐพรรค์ 2   โกมล แพรกทอง 1

  

บทคัดย่อ

พฤติกรรมของพะยูนที่มีความเกี่ยวพันกับระบบนิเวศหญ้าทะเลในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ได้จากการเฝ้าสังเกตทางอากาศ จากเรือ และจากจุดสังเกตบนหน้าผาที่อยู่ใกล้กับแหล่งอาหารของพะยูน รวมทั้งจากการทดลองเพื่อศึกษาพฤติกรรม จากร่องรอยจากการกินหญ้าของพะยูน ทำให้ทราบพฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเลด้านต่างๆคือ การเคลื่อนฝูงเข้าออกระหว่างแนวหญ้าทะเลและแหล่งหลบพักมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำขึ้นลงและทิศทางการไหลของน้ำ การหาอาหารในแนวหญ้าทะเลทั้งกลางวันและกลางคืน การกินอาหารในบริเวณซ้ำๆ ที่เดิมเพื่อประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าของอาหาร การอยู่ใต้น้ำครั้งละประมาณ 2 นาทีขณะที่กินหญ้า พฤติกรรมทางสังคมของพะยูนที่มีทั้งการหากินอย่างโดดเดี่ยวและการอยู่ร่วมกับพะยูนตัวอื่น พะยูนมีการเรียนรู้ที่บางครั้งอาจจดจำมาจากแม่พะยูนได้ การป้องกันตัวโดยการว่ายน้ำหนีเป็นวิธีหลักในการหลบหนีอันตรายแต่บางตัวมีเทคนิคในการใช้ตะกอนดินช่วยในการพรางตัว นอกจากนี้พะยูนยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสด้านการรับฟังเสียงและพฤติกรรมอื่นๆเช่น การพลิกตัว การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของพะยูนอีกด้วย

  

คำนำ

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มีการแพร่กระจายตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา อ่าวเปอร์เซีย อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย อาหารหลักของพะยูนคือหญ้าทะเล ซึ่งขึ้นตามชายฝั่งที่ตื้น ด้วยสาเหตุที่พะยูนอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งที่มีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสงบคลื่นลม มีศัตรูตามธรรมชาติน้อย และการกินพืชเป็นอาหารหลัก ทำให้พะยูนมีการเคลื่อนที่ค่อนข้างช้า มีการแพร่กระจายจำกัดตามแหล่งอาหารที่มีเฉพาะบริเวณชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่มีกิจกรรมของมนุษย์มาก สาเหตุต่างๆเหล่านี้ทำให้พะยูนได้รับผลกระทบอย่างมากต่อการขยายตัวของชุมชนแนวชายฝั่ง ทั้งการล่าเพื่อเป็นอาหาร การติดเข้าไปในเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ หรือการทำลายแหล่งหญ้าทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม ปัจจุบันจำนวนพะยูนลดลงมากจนสูญพันธุ์ไปจากบางประเทศ และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยเชื่อกันว่าแหล่งที่มีพะยูนมากที่สุดอยู่บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง โดยสุวรรณ และคณะ (2535) สำรวจพบพะยูนครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2534 จำนวนสูงสุด 14 ตัว และต่อมาในเดือนเมษายน 2535 สุวรรณ (2536) พบจำนวนสูงสุดถึง 61 ตัว ซึ่งแนวหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งหาอาหารของพะยูนบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งทำการประมงของชุมชนชายฝั่งในบริเวณใกล้เคียงด้วย ดังนั้นหากจะมีการดำเนินการใดๆเพื่อที่จะเป็นการอนุรักษ์พะยูน จึงจำต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพะยูนอย่างแน่ชัดเพื่อสามารถอธิบายถึงความจำเป็นในการดำเนินการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อชุมชนที่ทำอาชีพในบริเวณดังกล่าว ในการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นพฤติกรรมของพะยูนในบริเวณแนวหญ้าทะเลเพื่อให้ทราบถึงวิธีการดำรงชีพของพะยูน การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะต่อกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ

 

พื้นที่ศึกษา

ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และบริเวณชายฝั่งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง

สภาพอากาศ บริเวณศึกษาได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ในช่วงเวลานี้ทำให้ท้องทะเลมีคลื่นลมจัดและมีฝนตกเป็นครั้งคราว น้ำทะเลมีตะกอนแขวนลอยมาก ส่วนในช่วงเดือนที่เหลือท้องทะเลมักเรียบ น้ำทะเลโปร่งใสกว่าและมีแสงแดดจัด

สภาพระบบนิเวศน์ พื้นที่ศึกษามีสภาพเป็นระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำของคลองกันตัง มีป่าชายเลนครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ชายฝั่งทางเหนือเป็นแนวชายหาดทรายที่มีพรรณไม้ป่าชายหาดเป็นหลัก ส่วนพื้นท้องทะเลเป็นโคลนปนทราย มีความลาดชันของท้องทะเลน้อย ระดับน้ำลึกอยู่ระหว่าง 0 – 10 เมตร

  

อุปกรณ์และวิธีการ

ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่ธันวาคม 2534 ถึงเมษายน 2541 ในการศึกษาใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลหลายวิธี ได้แก่

 

การสังเกตจากทางอากาศ

                      ใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบ Jet Ranger และ AS-350 B ของสำนักฝนหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการศึกษา และใช้เจ้าหน้าที่จำนวน 4 คนคือ

1. นักบิน จำนวน 1 นาย ทำหน้าที่บังคับการบิน ไปในทิศทาง ความเร็ว และความสูง ที่กำหนด
2. ผู้นำทาง จำนวน 1 นายทำหน้าที่กำหนดเส้นทางการให้กับนักบิน
3. เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ จำนวน 2 คนนั่งอยู่ที่นั่งแถวหลังทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวาของตัวเครื่อง   
     ทำหน้าที่เฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของพะยูน ด้านทิศทางการเคลื่อนที่ การกินอาหาร การอยู่รวมฝูง
     การตอบสนองต่อกิจกรรมของมนุษย์ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ
     บางครั้งมีการถ่ายภาพหรือบันทึกเทปวิดีโอเอาไว้เพื่อนำมาดูภายหลังด้วย
4. วิธีการบินสำรวจ
  • ช่วงเวลาในการบิน จะเป็นช่วงช่วงน้ำเกิดคือน้ำมีระดับขึ้นและลงในช่วงวันต่างกันมาก คือประมาณขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ ระหว่างเวลาประมาณ 9 – 11 น. และ 13 – 15 น.
  • ระยะเวลาในการบิน ประมาณ 70 นาที
  • ความสูง 100 – 700 ฟุต
  • ในการบินสำรวจจะแบ่งการบินออกเป็นสองแบบคือ แบบที่ 1 การบินเพื่อการสำรวจประชากร จะมีเส้นทางบินและระดับความสูงคงที่ รวมระยะทางที่ใช้ในการสำรวจประมาณ 75 กิโลเมตร เลียบไปตามแนวชายฝั่งและบนแนวหญ้าทะเล แบบที่ 2 การบินเพื่อการศึกษาพฤติกรรม ในการนี้มักบินหลังจากการสำรวจแบบแรกเรียบร้อยแล้ว และจะกลับไปติดตามสังเกตพฤติกรรมพะยูนซึ่งคัดเลือกไว้

 

การสังเกตจากเรือที่ลอย นิ่งที่ผิวน้ำ

                          ก่อนน้ำขึ้นสูงสุดประมาณ 1 ชั่วโมง ให้เจ้าหน้าที่อยู่บนเรือหางยาวแล้วนำเรือไปจอดทอดสมอไว้บริเวณปลายแหลมจูโหย ใกล้ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงซึ่งพบพะยูนเข้ามาหาอาหารอย่างหนาแน่น ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพะยูนจากบนเรือ ใช้เวลาสังเกตวันละ 90 นาที จำนวน 3 วัน

 

การสังเกตจากหน้าผาริมทะเล

                          หน้าผาบริเวณเขาแบนะ มีความสูงประมาณ 70 เมตร เมื่อน้ำขึ้นสูงสุดจะอยู่ติดกับชายน้ำ และอยู่ห่างจากแนวหญ้าประมาณ 50 เมตร ให้เจ้าหน้าที่อยู่บนหน้าผาเพื่อสังเกตการเข้ามาหาอาหารของพะยูนในช่วงตั้งแต่น้ำเริ่มขึ้นเป็นเวลา 5 ชั่วโมง จำนวน 10 วัน บันทึกเวลาเข้าออก การหาอาหารและพฤติกรรมอื่นๆ

 

การทดลอง

                         ทดลองการตอบสนองต่อนักดำน้ำ เรือ การหาทิศทางของพะยูน โดย

  • ให้เจ้าหน้าที่ค่อยๆว่ายเข้าหาพะยูน สังเกตการตอบสนองของพะยูนจากบนเครื่องบินหรือบนหน้าผา
  • ใช้เรือหางยาว 1) วิ่งผ่านใกล้ๆพะยูนด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 2) จอดเรือติดเครื่องยนต์ และ 3) จอดเรือทอดสมอนิ่ง บริเวณที่พบพะยูน บันทึกการตอบสนองของพะยูน

 

ผลการศึกษา

                         จากการสำรวจทางอากาศจำนวน มากกว่า 30 เที่ยวบิน พบและนับความถี่ในการพบพะยูนโดยการนับทั้งหมด (Total count) มากกว่า 351 ครั้ง (เห็นพะยูนหนึ่งตัวนับเป็นหนึ่งครั้ง) โดยมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นในเดือนเมษายน 2541 ขณะน้ำขึ้นเท่ากับ 0.378 ตัวต่อตารางกิโลเมตร และขณะน้ำลงที่ 0.023 ตัวต่อตารางกิโลเมตร (ระหว่างการสำรวจมีการขุดลอกคลองกันตัง ทำให้น้ำทะเลมีตะกอนแขวนลอยสูงมาก อาจทำให้พะยูนมีการเคลื่อนย้ายไปถิ่นอื่น อีกทั้งตะกอนยังเป็นอุปสรรคในการมองเห็นพะยูนที่อยู่ใต้น้ำ) การสำรวจทางอากาศนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจประชากรพะยูน สามารถพบพะยูนได้เป็นบริเวณกว้างในเวลาสั้นและอย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีค่าใช้จ่ายสูง

                           การลอยเรือ เป็นวิธีที่เห็นพะยูนได้อย่างใกล้ชิดและทำได้หลายแห่ง แต่มีข้อจำกัดด้านโอกาสในการเห็นพะยูนมีน้อยและท้องทะเลต้องมีสภาพเหมาะสม คือผิวทะเลต้องเรียบและมีเมฆน้อย ซึ่งไม่ค่อยพบสภาวะดังกล่าว ในการศึกษาจำนวน 3 วัน พบเห็นพะยูนเพียงสองวันๆละ1 และ 2 ครั้ง รวม 3 ครั้ง

                            การเฝ้าสังเกตบนหน้าผา มีประสิทธิภาพในการเห็นพะยูนอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี ค่าใช้จ่ายถูก โดยในการศึกษาจำนวน 10 วัน พบพะยูนจำนวน 9 วัน แต่มีข้อจำกัดด้านสภาพท้องฟ้าและช่วงเวลาที่พะยูนจะต้องเข้าใกล้หน้าผาเท่านั้น รวมทั้งมีเพียงพะยูนตัวเดียวเข้ามาหาอาหารในบริเวณดังกล่าว

                            ในส่วนพฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเลสามารถสรุปได้ ดังนี้

การเคลื่อนฝูง

                            พะยูนมีการเคลื่อนฝูงในรอบวันโดยมีอิทธิพลจากน้ำขึ้น-ลงและทิศทางการไหลของกระแสน้ำเป็นหลัก ซึ่งตรงกับ Heinsohn et al (1997) ซึ่งกล่าวว่าการเคลื่อนฝูงของพะยูนในรอบวันมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกับระดับน้ำขึ้น-ลง โดยในการศึกษาพบว่าเมื่อน้ำเริ่มขึ้น พะยูนจะเคลื่อนจากแหล่งที่หลบอาศัย ว่ายตามหรือตัดกระแสน้ำเข้าสู่บริเวณแหล่งอาหาร และค่อยๆเคลื่อนฝูงไปตามแสน้ำ โดยจะเริ่มเคลื่อนเข้าหาชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับน้ำทะเล จนบางครั้งความลึกของน้ำน้อยกว่า 1 เมตร เมื่อน้ำเริ่มลงพะยูนจะเริ่มเคลื่อนฝูงลงสู่แหล่งที่หลบพัก โดยหากมีร่องน้ำอยู่ใกล้เคียง พะยูนจะเคลื่อนฝูงเข้า-ออกโดยใช้ร่องน้ำเป็นหลัก

                           การเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมในแหล่งอาศัยของพะยูนเป็นอย่างดี การเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำจะช่วยลดเวลาและพลังงานสำหรับการเดินทางเคลื่อนฝูงของพะยูนได้อย่างมาก

แหล่งอาศัย

                              พะยูนต้องการแหล่งอาศัยสองแหล่ง แหล่งแรกคือแหล่งหลบพักในบริเวณน้ำลึกนอกแนวหญ้าทะเล อีกแหล่งหนึ่งคือแหล่งอาหารซึ่งได้แก่แนวหญ้าทะเล เราไม่พบพะยูนอยู่อาศัยในบริเวณแนวหญ้าทะเลเลย ถึงแม้ว่าในแนวหญ้านั้นจะมีความลึกของน้ำเพียงพอ ตัวอย่างเช่นแนวหญ้าบริเวณเกาะมุกซึ่งน้ำมีความลึกเมื่อน้ำลงประมาณ 5 เมตร พะยูนก็ไม่ได้ใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนแต่กลับว่ายออกสู่นอกแนวหญ้าทะเลแทน

การหาอาหาร

                                 การหาอาหารของพะยูนในแนวหญ้าทะเลมีรูปแบบและแหล่งที่ค่อนข้างแน่ชัด คือพะยูนจะพยายามตามการขึ้นของระดับน้ำเพื่อเข้ามาหาอาหารในที่ตื้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการเข้ามาหารอาหารในที่ตื้นเช่นนี้อาจมีความเกี่ยวพันกับรูปแบบการกระจายตัวของชนิดของหญ้าทะเลในระดับความลึกต่างๆ จากการศึกษาของ Heinsohn and Birch (1972) ที่ศึกษาหญ้าในกะเพาะพะยูนจำนวน 15 ตัว พบว่าพะยูนชอบกินหญ้าทะเลชนิดที่มีลำต้นและใบที่อ่อนนุ่มเช่น Halodule sp., Cymodocea sp., Zostrea spp. Halophila sp. แต่ Wake (1975) และ Marsh (1982) กล่าวว่าพะยูนไม่เลือกกินหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะกินหญ้าที่สามารถหาได้ในพื้นที่ แต่จากการสังเกตพบว่าในบริเวณที่พบพะยูนหาอาหารกันอยู่อย่างหนาแน่นจะมีหญ้าทะเลกลุ่มที่มีลำต้นเล็กและอ่อนนุ่มเช่น Cymodocea sp., Halophila sp เป็นส่วนใหญ่

                                   ช่วงเวลาที่พะยูนหาอาหารคือช่วงที่น้ำเริ่มขึ้นและสิ้นสุดลงในขณะที่น้ำเริ่มลง ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน (บริเวณพื้นทีศึกษามีน้ำขึ้นลงวันละสองครั้ง) เนื่องจากสามารถตรวจพบร่องรอยการเข้ามาหาอาหารของพะยูนที่เข้ามากินหญ้าทะเลในเวลากลางคืนได้ ช่วงเวลาการเข้ามาหาอาหารของพะยูนในบริเวณจังหวัดตรังนี้ ไม่ตรงกันกับการศึกษาของ Anderson (1981) ซึ่งกล่าวว่าพะยูนซ่อนตัวอยู่ในร่องน้ำลึกในเวลากลางวัน และมักเข้ามาในแนวหญ้าทะเลในเวลากลางคืน ทั้งนี้อาจเนื่องจากความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมอื่นๆ ของบริเวณศึกษาซึ่งพะยูนต้องปรับตัวให้มีความเหมาะสม

                                     สำหรับช่วงเวลาน้ำเกิดและน้ำตายก็มีผลต่อการเข้ามาหาอาหารในแนวหญ้าทะเลของพะยูนเช่นกัน โดยพบว่าช่วงน้ำตายพะยูนจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ที่ตื้นและจะกินหญ้าบริเวณใกล้ขอบร่องน้ำเป็นหลัก ส่วนในช่วงน้ำเกิดพะยูนจะเข้ามากินหญ้าใกล้ชายฝั่งมาก

                                      วิธีการกินอาหารของพะยูน เริ่มจากเมื่อพะยูนหายใจที่ผิวน้ำแล้วจะเริ่มจมลงที่พื้นทะเลที่มีแนวหญ้า และใช้ปากไถไปตามแนวหญ้า ครีบหน้าทำหน้าที่พยุงตัวคล้ายขา ส่วนหางโบกไปมาเพื่อดันตัวไปข้างหน้า บางครั้งพะยูนจะใช้ปากขุดลงไปใต้ดินเพื่อหาอาหารบางอย่างซึ่งยังไม่ทราบชนิดเป็นอาหารด้วย

                                        พฤติกรรมการกินอาหารที่น่าสนใจของพะยูนแบบหนึ่งเรียกว่า Cultivation grazing คือพะยูนจะเลือกกินหญ้าทะเลในจุดที่กินอยู่เป็นประจำแต่จะเว้นระยะการกินช่วงหนึ่งเพื่อให้หญ้าทะเลเจริญกลับมาทดแทน แล้วจึงกลับมากินหญ้าในบริเวณเดิมอีกครั้ง พฤติกรรมนี้สังเกตได้จากบริเวณแนวหญ้าใบมะขามที่มีรอยพะยูนกินหญ้าอยู่หนาแน่นแต่ขณะเดียวกันกับบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกัน กลับพบรอยกินหญ้าของพะยูนอยู่น้อยมาก อีกประการหนึ่งระดับผิวดินบริเวณที่มีพะยูนกินหญ้าเป็นประจำจะมีระดับต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียงเล็กน้อย พฤติกรรมนี้ Preen (1993,1995) ซึ่งศึกษาการกินอาหารของพะยูนในเขต Sub-Tropical อธิบายว่าพะยูนจะได้ประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านดังนี้คือ 1) หญ้าที่พะยูนกินจะมีส่วนที่เป็นเส้นใยแข็งน้อยเนื่องจากเป็นหญ้าอ่อนอยู่เสมอ 2) หญ้าที่ขึ้นทดแทนใหม่จะเป็นหญ้ากลุ่ม Pioneer ซึ่งมักเป็นหญ้าใบมะขามซึ่งอาจเป็นหญ้าที่พะยูนชอบ 3) ทำให้เกิดหญ้าใหม่ๆอยู่เสมอในบริเวณที่สามารถหาอาหารได้ง่ายที่สุด การกินหญ้าแบบ Cultivation grazing นี้ De Iongh และคณะ (1996) ก็พบเช่นกันในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเขต Tropical

การหายใจ

                                     หลังจากสูดอากาศที่ผิวน้ำประมาณ 2 วินาทีพะยูนก็จะจมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง จากการเฝ้าสังเกตโดย Anderson and Bristles (1978) พบว่าขณะพะยูนหาอาหารในแนวหญ้าจะอยู่ใต้น้ำเฉลี่ยประมาณ 73 วินาที และอาจนานถึง 400 วินาที ส่วน Kenny (1967) พบว่าพะยูนที่ถูกเลี้ยงไว้ในสระดำน้ำได้นานถึง 506 วินาที

                                    จากการเฝ้าสังเกตพะยูนบริเวณเขาแบนะพบว่าขณะกินหญ้าพะยูนจะอยู่ใต้น้ำประมาณ 2 นาที จึงขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง โดยมีการหายใจออกประมาณ 2 ครั้ง ต่อการขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนการขึ้นหายใจพะยูนจะตรวจสภาพรอบข้างเพื่อความปลอดภัยก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยพะยูนจะลอยขึ้นอย่างช้าๆแต่จะใช้เวลาในการดำลงใต้น้ำน้อยกว่า การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างช้าๆนี้ทำให้เกิดคลื่นที่ผิวน้ำน้อยมากและยากต่อการสังเกตพบพะยูนที่ผิวน้ำ

พฤติกรรมการรวมฝูง

           พะยูนในบริเวณจังหวัดตรังมีพฤติกรรมทางสังคมที่พบได้สองแบบ

                                 การหากินแบบโดดเดี่ยว มักพบพะยูนหากินและเดินทางแบบตัวเดียวบริเวณแนวหญ้าทะเลระหว่างเกาะมุกและแหลมหยงหลำ แนวหญ้าทะเลบริเวณระหว่างเกาะลิบงและชายฝั่ง และ มักเป็นพะยูนที่มีขนาดใหญ่

                                  การหากินแบบเป็นฝูง พบได้บริเวณด้านใต้ของเกาะลิบง และอาจเกิดแยกออกได้เป็นสองแบบคือ

    1. การรวมฝูงอย่างแน่นอน จากการเฝ้าสังเกตทางอากาศพบว่าพะยูนในบริเวณด้านใต้ของเกาะลิ-บง มักมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 3 – 5 ตัว โดยเฉพาะพะยูนที่มีลูกอ่อนมักมีพะยูนตัวเต็มวัยอีกตัวหนึ่งอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ พะยูนฝูงกลุ่มเล็กๆนี้มักว่ายเดินทางไปด้วยกันในระยะห่างระหว่างแต่ละตัวประมาณ 5 เมตร ส่วนเวลาหาอาหารจะมีระยะห่างกันมากขึ้นคืออยู่ระหว่าง 5 – 30 เมตร หากพะยูนรู้สึกว่ามีภัยพะยูนทั้งกลุ่มจะเดินทางหนีพร้อมกันและใช้เส้นทางเดียวกันในการหลบหนี
    2. การรวมฝูงชั่วคราว พบได้เป็นครั้งคราวขณะที่พะยูนเข้ามาหาอาหารในแนวหญ้าทะเล อาจเนื่องมาจากพฤติกรรมทางสังคมหรืออาจจะเกี่ยวเนื่องกับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหาอาหารนำพะยูนมาอยู่ที่จุดเดียวกัน พบบริเวณแหลมจูโหย ถึงเกาะนก จำนวนที่พบอยู่ประมาณ 10 – 20 ตัวต่อฝูง จำนวนไม่เกินสองฝูง โดยมีระยะห่างระหว่างกันของแต่ละตัวประมาณ 3 – 30 เมตรการรวมฝูงแบบนี้ไม่เป็นการถาวร เมื่อหากินเสร็จแล้วจะกระจายกันไป และหากพะยูนรู้สึกว่ามีภัยจะเคลื่อนย้ายแตกกันไปเป็นกลุ่มเล็กๆประมาณ 3-5 ตัวแยกย้ายกันออกไป

พฤติกรรมการหากินแบบโดดเดี่ยวและการรวมฝูงขนาด 2-3 ตัวนี้ กาญจนา และคณะ (2540)ได้รายงานไว้เช่นกัน โดยพบฝูงที่มีจำนวนมากที่สุดจำนวน 15 ตัวบริเวณแหลมจูโหยเช่นเดียวกัน

การเรียนรู้ (Learned behavior)

                                    พะยูนมีการเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี พะยูนที่ถูกจับได้และกักขังไว้จะสามารถเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับมนุษย์ได้ในเวลาประมาณเพียง 2 - 3 วัน ขณะที่สัตว์ป่าประเภทกวางต้องใช้เวลากว่า 1 อาทิตย์ ในรายงานของ Belcher (1998) กล่าวว่า ในหมู่เกาะ Vanuatu เด็กและนักดำน้ำสามารถเรียกและเล่นกับพะยูนตัวเต็มวัยตัวหนึ่งได้โดยการใช้มือตบที่ผิวน้ำ ในการสำรวจประชากรพะยูนโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ในระยะแรกของการสำรวจหากนำเครี่องลงต่ำกว่าความสูง 500 ฟุต พะยูนจะหนีลงสู่ร่องน้ำอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากการสำรวจประมาณปีที่ 3 พบว่าพะยูนมีการตอบสนองต่อเสียงเครื่องบินน้อยลง

                                    ลูกพะยูนอาจมีการถ่ายทอดความรู้จากแม่โดยการเรียนรู้(Learned behavior)ด้วย ดังจะเห็นได้จากพะยูนขนาดเล็กที่แยกกับแม่ขณะยังเล็กมากจะมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่นลูกพะยูนเพศเมียที่นำมาปล่อยที่ปากคลองเจ้าไหมที่ชาวบ้านตั้งชื่อว่าเจ้าโทน ไม่สามารถกลับสู่ร่องน้ำในขณะที่น้ำลงได้และทำให้ติดแห้งขณะน้ำลงหลายครั้ง และไม่มีสัญชาติญานกลัวมนุษย์เนื่องจากเมื่อจับได้ที่จังหวัดระนองนั้นชาวประมงสามารถจับพะยูนได้โดยใช้มือเปล่า

การป้องกันตัว

                                   ถึงแม้ว่าชาวประมงในจังหวัดตรังจะอ้างว่าเคยเห็นพะยูนใช้หัวชนปลาฉลาม แต่จากศึกษาในครั้งนี้พบว่าพะยูนมีการป้องกันตัวเพียงสองแบบคือ

  • การว่ายน้ำหนีลงร่องน้ำ หากพะยูนรู้สึกว่าถูกคุกคาม จะค่อยๆเคลื่อนที่ลงร่องน้ำใกล้เคียงแล้วว่ายออกสู่ที่ลึก หากตกใจพะยูนจะว่ายหนีอย่างรวดเร็วโดยใช้ครีบหางโบกอย่างเร็ว ส่วนครีบหน้าหุบไว้ข้างตัว โดยมีความเร็วระหว่าง 30 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนพะยูนที่มีลูกอ่อนจะว่ายน้ำช้ากว่า อาจเนื่องจากต้องรอลูกซึ่งว่ายน้ำได้ไม่เร็วนัก
  • การกบดานอยู่นิ่งๆ การป้องกันตัวแบบนี้พบได้เพียงหนึ่งครั้งจากการสังเกตุพะยูนบริเวณแหลมหยงหลำ ที่น่าสนใจคือพะยูนมีเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นในการพรางตัว คือเมื่อพะยูนได้รู้ว่าอาจมีการรุกราน พะยูนตัวหนึ่งใช้หางโบกพัดพื้นทรายอย่างแรงจนตะกอนฟุ้งขึ้น แต่พะยูนก็ไม่ได้เคลื่อนที่ไปที่ใด และอาศัยกบดานนิ่งอยู่ที่พื้นบริเวณที่ตะกอนฟุ้งกระจายอยู่นั่นเอง

                                     จากการทดลองเกี่ยวกับการตอบสนองของพะยูนต่อมนุษย์ พบว่าพะยูนจะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มนุษย์และเรือ โดยหากทราบว่ามีเรืออยู่ใกล้ๆพะยูนจะหลบออกไปในระยะประมาณ 50 เมตร แต่จะใกล้กว่านี้หากเป็นเรือที่หยุดนิ่งลอยลำโดยไม่ติดเครี่องยนต์ยกเว้นพะยูนตัวหนึ่งบริเวณแหลมหยงหลำ ซึ่งจะคุ้นกับคนและสามารถเข้าใกล้ได้เป็นพิเศษ ซึ่งบางครั้งอาจพบมันว่ายห่างจากเรือเพียง 10 เมตร

ประสาทสัมผัส

                                        พะยูนมีการมองเห็นที่ไม่ดีมากนักเนื่องจากน้ำทะเลในบริเวณที่พะยูนอาศัยอยู่มีความโปร่งใสน้อย (บริเวณเกาะลิบงประมาณ 2 เมตร บริเวณแหลมหยงหลำประมาณ 3 เมตร) แต่การรับรู้เกี่ยวกับเสียงกลับดีมากเป็นพิเศษ พะยูนนอกจากจะสามารถแยกชนิดของแหล่งกำเนิดเสียงได้แล้ว ยังสามารถแยกทิศทางของเสียงได้ด้วย นอกจากนี้พะยูนยังมีการสื่อสารกัน สิ่งที่แสดงว่าพะยูนสามารถหาทิศทางและสื่อสารกันได้ คือ

  • พะยูน ในการทดลองกับพะยูนตัวหนึ่ง พบว่าพะยูนสามารถรับรู้การเข้ามาของนักดำน้ำและหลีกเลี่ยงไปในทางตรงข้าม โดยรักษาระยะห่างประมาณ 50 เมตรได้อย่างสม่ำเสมอ
  • พะยูน สามารถหาตำแหน่งของพะยูนตัวอื่นได้อย่างถูกต้องแม้ว่าจะไม่สามารถเห็นกันได้เลย และสามารถหาหรือติดตามพะยูนในฝูงที่เกิดการแยกกันระหว่างการหลบหนีได้อย่างถูกต้อง
  • พะยูนสามารถหลบหลีกเรือที่วิ่งผ่านมาโดยเลี่ยงออกไปทางด้านข้างทางซ้ายหรือขวาของทิศทางที่เรือวิ่งมาเสมอ

พฤติกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ

                           การพลิกตัว ในระหว่างที่พะยูนหาอาหาร บางครั้งพะยูนจะพลิกตัวเอาท้องขี้นซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการกินอาหารของพะยูนด้วย

                           การอยู่ร่วมของพะยูนขนาดใหญ่กับพะยูนคู่แม่ลูก ในการสำรวจพบว่าหลายครั้งมีพะยูนขนาดใหญ่จะอยู่รวมกับพะยูนที่เป็นคู่แม่ลูก ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร

                           การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม มีรายงานและคำยืนยันของชาวประมงหลายคนว่าพะยูนมีนิสัยที่ค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น ตัวอย่างเช่นหากมีการปักหลักไว้ในน้ำพะยูนจะมาเวียนดู บางครั้งยังว่ายมาดูชาวประมงที่ดำน้ำหาหอยด้วย และในการศึกษาของ De Iongh (1994) พะยูนว่ายเข้ามาสังเกตดูนักดำน้ำหลายเที่ยว ในรายงานของ Belcher (1998) อ้างว่าพะยูนสามารถโผล่ตาขึ้นมาที่ผิวน้ำเพื่อสังเกตสิ่งรอบข้างเหนือผิวน้ำได้

 

สรุป

                          พฤติกรรมของพะยูนมีความเกี่ยวพันกับหญ้าทะเลและปัจจัยทางสภาพแวดล้อมแหล่งอาศัยอย่างใกล้ชิด พฤติกรรมที่แสดงออกของพะยูนทำให้เราทราบถึงความสามารถในการปรับตัวและใช้สภาพแวดล้อม เช่นการไหลของกระแสน้ำเพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี

 

ข้อเสนอแนะ

                          ถึงแม้ว่าพะยูนจะมีพฤติกรรมและการแสดงออกถึงการเรียนรู้และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี แต่ก็ย่อมมีขีดจำกัดในความสามารถเพื่อรับกับการรบกวนของมนุษย์ การศึกษาถึงชีววิทยาด้านอื่นๆของพะยูนโดยเฉพาะการใช้พื้นที่ต่างๆซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการประมง ย่อมมีความจำเป็นในการจัดการพะยูนและระบบนิเวศของหญ้าทะเลเพื่อลดความขัดแย้งและเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยาวนาน

 

เอกสารอ้างอิง

Anderson, P. K. and A. Birtle. 1978. Behavior and ecology of the dugong, Dugong dugon (Sirenia): observations in Shoalwater and Cleveland Bays, Queensland. Aust. Wildl. Res. 5, 1-23.

Anderson, P. K. 1981. Dugong behaviour:observation, extrapolations, and speculation. Pp. 53-64. In The Dugong:Proceedings of a Seminar/workshop 8-13 May 1979. James Cook University.

Belcher, A. 1998. Diving with dugong. Asian Diver 6(4):29-31.

De Iongh, H. H., B. Bierhuizen and B. van Orden. 1996. Observation on Size, Behaviour and Feeding Ecology of Dugongs (Dugong dugon Muller,1776) at the Lease Islands, Eastern Indonesia. pp. 45-60. In :Plant Herbivore Interactions between Seagrasses and Dugongs in a Tropical Smalll Island Ecosystem. The Netherlands.

Heinsohn, G. E. and W. R. Birch. 1972. Foods and feeding habit of the Dugong, Dugong dugong (Erxleben) in northern Queensland, Australia. Mammalia 36:414-412.

Heinsohn, G. E., J. Wake, H. Marsh and A.V. Spain. 1997. The Dugong (Dugong dugon (Muller)) in The Seagrass Ecosystem System. Aquaculture, 12:235-248.

Kenny, R. 1967. The breathing pattern of the dugong. Aust. J. Sci. 29:372-373.

Marsh, H., P. W. Channells and G. E Heinsohn. and J. Morrissey. 1982. Analysis of stomach contents of dugongs from Wueensland. Austr. Wildl. Res. 9:55-68.

Preen, A. 1993. Interaction between Dugongs and Seagrasses in a Subtropical Environment. PhD Thesis, James Cook University, Townsville, Qld., 392 p.

Preen, A. 1995. Impacts of dugong foraging on seagrass habitats: observational and experimental evidence for cultivation grazing. Marine Ecology Progress Series 124:201-213.

Wake, J. A.. 1975. A study of the habitat requirements and feeding biology of the dugong, Dugong dugon (Muller). BSc Honours Thesis, James Cook University of North Queensland, Townsville, 132 p.

กาญจนา อดุลยานุโกศล, สุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์ และ สมบัติ ภู่วชิรานนท์. 2540. การสำรวจทางอากาศของพะยูนทางฝั่งทะเลอันดามัน. น. 10-24. ใน รายงานประจำปี 2540. สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล, กรมประมง.

สุวรรณ พิทักษ์สินธร, วิจารณ์ วิทยศักดิ์, รัตนา ลักขณาวรกุล, แพรทริก ฌอน โอ ซัลลิแวน และ วิศณุ ฤกษ์วิสาข์. 2535. การสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับพะยูนโดยใช้เฮลิคอปเตอร์. วารสารสัตว์ป่าเมืองไทย (2)1:80-88.

สุวรรณ พิทักษ์สินธร. 2536. การสำรวจพะยูนบริเวณแนวหญ้าทะเลในเขตจังหวัดตรัง. เสนอในการประชุมวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 31, 3-6 กุมภาพันธ์ 2536.

 

 

ประวัติการศึกษาและการทำงาน

ผู้เสนอผลงาน นายสุวรรณ พิทักษ์สินธร
ชื่อเรื่อง   (ภาษาไทย) พฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเล
           (ภาษาอังกฤษ) The behavior of Dugong (Dugong dugon) in seagrass ecosystem
สถานที่ทำงาน   กลุ่มนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ส่วนวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมป่าไม้
                 สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพ 10900
โทรศัพท์ที่สะดวกต่อการติดต่อ   5614292 ต่อ 426
ประวัติการศึกษา        วท.บ. (ประมง) ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   กรุงเทพ
ประวัติการทำงาน         ฝ่ายวิชาการ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้
ฝ่ายจัดการทรัพยากร ส่วนอุทยานแห่งชาติทะเล กรมป่าไม้
กลุ่มนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้
ประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญพิเศษ
การจัดการทรัพยากรชายฝั่งในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล
การสำรวจสัตว์ทะเลทางอากาศ
นิเวศวิทยาของพะยูน
ประชากรและการแพร่กระจายของพะยูน
    
 
หน้าแรก  คำจำกัดความเกี่ยวกับป่าไม้  พื้นที่ป่าไม้  ประเภทของป่าไม้  ลุ่มน้ำ  พะยูน  เปรียบเทียบเนื้อที่ป่าไม้
เปรียบเทียบผลผลิตของน้ำจากระบบวนเกษตรต่างๆ  การศึกษาต้านทานหนอนเจาะยอด 
ศักยภาพของแมลงคุกคามต่อสวนป่าอะคาเซียและยูคาลิปตัส  ผลกระทบจากการชะล้างพังทลายของดินในเขตลุ่มน้ำ

การลดผลกระทบอันเนื่องมาจากโรคของไม้ยูคาลิปตัส