|
ข้อมูลด้านวิชาการ | งานวิจัย | วารสารวิชาการป่าไม้ | ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน | หน่วยงานส่วนภูมิภาค | อัตรากำลัง | Link อื่นๆ |
|
พฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเล |
|
โดย... นายสุวรรณ พิทักษ์สินธร 1 ทิพวรรณ เศรษฐพรรค์ 2 โกมล แพรกทอง 1 |
|
บทคัดย่อ |
|
พฤติกรรมของพะยูนที่มีความเกี่ยวพันกับระบบนิเวศหญ้าทะเลในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ได้จากการเฝ้าสังเกตทางอากาศ จากเรือ และจากจุดสังเกตบนหน้าผาที่อยู่ใกล้กับแหล่งอาหารของพะยูน รวมทั้งจากการทดลองเพื่อศึกษาพฤติกรรม จากร่องรอยจากการกินหญ้าของพะยูน ทำให้ทราบพฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเลด้านต่างๆคือ การเคลื่อนฝูงเข้าออกระหว่างแนวหญ้าทะเลและแหล่งหลบพักมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำขึ้นลงและทิศทางการไหลของน้ำ การหาอาหารในแนวหญ้าทะเลทั้งกลางวันและกลางคืน การกินอาหารในบริเวณซ้ำๆ ที่เดิมเพื่อประโยชน์ในการเพิ่มคุณค่าของอาหาร การอยู่ใต้น้ำครั้งละประมาณ 2 นาทีขณะที่กินหญ้า พฤติกรรมทางสังคมของพะยูนที่มีทั้งการหากินอย่างโดดเดี่ยวและการอยู่ร่วมกับพะยูนตัวอื่น พะยูนมีการเรียนรู้ที่บางครั้งอาจจดจำมาจากแม่พะยูนได้ การป้องกันตัวโดยการว่ายน้ำหนีเป็นวิธีหลักในการหลบหนีอันตรายแต่บางตัวมีเทคนิคในการใช้ตะกอนดินช่วยในการพรางตัว นอกจากนี้พะยูนยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสด้านการรับฟังเสียงและพฤติกรรมอื่นๆเช่น การพลิกตัว การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของพะยูนอีกด้วย |
|
คำนำ |
|
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณชายฝั่งเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มีการแพร่กระจายตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา อ่าวเปอร์เซีย อินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย อาหารหลักของพะยูนคือหญ้าทะเล ซึ่งขึ้นตามชายฝั่งที่ตื้น ด้วยสาเหตุที่พะยูนอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งที่มีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสงบคลื่นลม มีศัตรูตามธรรมชาติน้อย และการกินพืชเป็นอาหารหลัก ทำให้พะยูนมีการเคลื่อนที่ค่อนข้างช้า มีการแพร่กระจายจำกัดตามแหล่งอาหารที่มีเฉพาะบริเวณชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่มีกิจกรรมของมนุษย์มาก สาเหตุต่างๆเหล่านี้ทำให้พะยูนได้รับผลกระทบอย่างมากต่อการขยายตัวของชุมชนแนวชายฝั่ง ทั้งการล่าเพื่อเป็นอาหาร การติดเข้าไปในเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ หรือการทำลายแหล่งหญ้าทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม ปัจจุบันจำนวนพะยูนลดลงมากจนสูญพันธุ์ไปจากบางประเทศ และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยเชื่อกันว่าแหล่งที่มีพะยูนมากที่สุดอยู่บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง โดยสุวรรณ และคณะ (2535) สำรวจพบพะยูนครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2534 จำนวนสูงสุด 14 ตัว และต่อมาในเดือนเมษายน 2535 สุวรรณ (2536) พบจำนวนสูงสุดถึง 61 ตัว ซึ่งแนวหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งหาอาหารของพะยูนบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งทำการประมงของชุมชนชายฝั่งในบริเวณใกล้เคียงด้วย ดังนั้นหากจะมีการดำเนินการใดๆเพื่อที่จะเป็นการอนุรักษ์พะยูน จึงจำต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพะยูนอย่างแน่ชัดเพื่อสามารถอธิบายถึงความจำเป็นในการดำเนินการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อชุมชนที่ทำอาชีพในบริเวณดังกล่าว ในการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นพฤติกรรมของพะยูนในบริเวณแนวหญ้าทะเลเพื่อให้ทราบถึงวิธีการดำรงชีพของพะยูน การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะต่อกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ |
|
พื้นที่ศึกษา |
|
ที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และบริเวณชายฝั่งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง สภาพอากาศ บริเวณศึกษาได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ในช่วงเวลานี้ทำให้ท้องทะเลมีคลื่นลมจัดและมีฝนตกเป็นครั้งคราว น้ำทะเลมีตะกอนแขวนลอยมาก ส่วนในช่วงเดือนที่เหลือท้องทะเลมักเรียบ น้ำทะเลโปร่งใสกว่าและมีแสงแดดจัด สภาพระบบนิเวศน์ พื้นที่ศึกษามีสภาพเป็นระบบนิเวศน์ปากแม่น้ำของคลองกันตัง มีป่าชายเลนครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ชายฝั่งทางเหนือเป็นแนวชายหาดทรายที่มีพรรณไม้ป่าชายหาดเป็นหลัก ส่วนพื้นท้องทะเลเป็นโคลนปนทราย มีความลาดชันของท้องทะเลน้อย ระดับน้ำลึกอยู่ระหว่าง 0 10 เมตร |
|
อุปกรณ์และวิธีการ |
|
ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่ธันวาคม 2534 ถึงเมษายน 2541 ในการศึกษาใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลหลายวิธี ได้แก่
|
|
การสังเกตจากทางอากาศ |
|
ใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบ Jet Ranger และ AS-350 B ของสำนักฝนหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการศึกษา และใช้เจ้าหน้าที่จำนวน 4 คนคือ
|
|
การสังเกตจากเรือที่ลอย นิ่งที่ผิวน้ำ |
|
ก่อนน้ำขึ้นสูงสุดประมาณ 1 ชั่วโมง ให้เจ้าหน้าที่อยู่บนเรือหางยาวแล้วนำเรือไปจอดทอดสมอไว้บริเวณปลายแหลมจูโหย ใกล้ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงซึ่งพบพะยูนเข้ามาหาอาหารอย่างหนาแน่น ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพะยูนจากบนเรือ ใช้เวลาสังเกตวันละ 90 นาที จำนวน 3 วัน
|
|
การสังเกตจากหน้าผาริมทะเล |
|
หน้าผาบริเวณเขาแบนะ มีความสูงประมาณ 70 เมตร เมื่อน้ำขึ้นสูงสุดจะอยู่ติดกับชายน้ำ และอยู่ห่างจากแนวหญ้าประมาณ 50 เมตร ให้เจ้าหน้าที่อยู่บนหน้าผาเพื่อสังเกตการเข้ามาหาอาหารของพะยูนในช่วงตั้งแต่น้ำเริ่มขึ้นเป็นเวลา 5 ชั่วโมง จำนวน 10 วัน บันทึกเวลาเข้าออก การหาอาหารและพฤติกรรมอื่นๆ
|
|
การทดลอง |
|
ทดลองการตอบสนองต่อนักดำน้ำ เรือ การหาทิศทางของพะยูน โดย
|
|
ผลการศึกษา |
|
จากการสำรวจทางอากาศจำนวน มากกว่า 30 เที่ยวบิน พบและนับความถี่ในการพบพะยูนโดยการนับทั้งหมด (Total count) มากกว่า 351 ครั้ง (เห็นพะยูนหนึ่งตัวนับเป็นหนึ่งครั้ง) โดยมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นในเดือนเมษายน 2541 ขณะน้ำขึ้นเท่ากับ 0.378 ตัวต่อตารางกิโลเมตร และขณะน้ำลงที่ 0.023 ตัวต่อตารางกิโลเมตร (ระหว่างการสำรวจมีการขุดลอกคลองกันตัง ทำให้น้ำทะเลมีตะกอนแขวนลอยสูงมาก อาจทำให้พะยูนมีการเคลื่อนย้ายไปถิ่นอื่น อีกทั้งตะกอนยังเป็นอุปสรรคในการมองเห็นพะยูนที่อยู่ใต้น้ำ) การสำรวจทางอากาศนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจประชากรพะยูน สามารถพบพะยูนได้เป็นบริเวณกว้างในเวลาสั้นและอย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีค่าใช้จ่ายสูง การลอยเรือ เป็นวิธีที่เห็นพะยูนได้อย่างใกล้ชิดและทำได้หลายแห่ง แต่มีข้อจำกัดด้านโอกาสในการเห็นพะยูนมีน้อยและท้องทะเลต้องมีสภาพเหมาะสม คือผิวทะเลต้องเรียบและมีเมฆน้อย ซึ่งไม่ค่อยพบสภาวะดังกล่าว ในการศึกษาจำนวน 3 วัน พบเห็นพะยูนเพียงสองวันๆละ1 และ 2 ครั้ง รวม 3 ครั้ง การเฝ้าสังเกตบนหน้าผา มีประสิทธิภาพในการเห็นพะยูนอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี ค่าใช้จ่ายถูก โดยในการศึกษาจำนวน 10 วัน พบพะยูนจำนวน 9 วัน แต่มีข้อจำกัดด้านสภาพท้องฟ้าและช่วงเวลาที่พะยูนจะต้องเข้าใกล้หน้าผาเท่านั้น รวมทั้งมีเพียงพะยูนตัวเดียวเข้ามาหาอาหารในบริเวณดังกล่าว ในส่วนพฤติกรรมของพะยูนในระบบนิเวศหญ้าทะเลสามารถสรุปได้ ดังนี้ |
|
การเคลื่อนฝูง พะยูนมีการเคลื่อนฝูงในรอบวันโดยมีอิทธิพลจากน้ำขึ้น-ลงและทิศทางการไหลของกระแสน้ำเป็นหลัก ซึ่งตรงกับ Heinsohn et al (1997) ซึ่งกล่าวว่าการเคลื่อนฝูงของพะยูนในรอบวันมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกับระดับน้ำขึ้น-ลง โดยในการศึกษาพบว่าเมื่อน้ำเริ่มขึ้น พะยูนจะเคลื่อนจากแหล่งที่หลบอาศัย ว่ายตามหรือตัดกระแสน้ำเข้าสู่บริเวณแหล่งอาหาร และค่อยๆเคลื่อนฝูงไปตามแสน้ำ โดยจะเริ่มเคลื่อนเข้าหาชายฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับน้ำทะเล จนบางครั้งความลึกของน้ำน้อยกว่า 1 เมตร เมื่อน้ำเริ่มลงพะยูนจะเริ่มเคลื่อนฝูงลงสู่แหล่งที่หลบพัก โดยหากมีร่องน้ำอยู่ใกล้เคียง พะยูนจะเคลื่อนฝูงเข้า-ออกโดยใช้ร่องน้ำเป็นหลัก การเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมในแหล่งอาศัยของพะยูนเป็นอย่างดี การเคลื่อนที่ตามกระแสน้ำจะช่วยลดเวลาและพลังงานสำหรับการเดินทางเคลื่อนฝูงของพะยูนได้อย่างมาก |
|
แหล่งอาศัย พะยูนต้องการแหล่งอาศัยสองแหล่ง แหล่งแรกคือแหล่งหลบพักในบริเวณน้ำลึกนอกแนวหญ้าทะเล อีกแหล่งหนึ่งคือแหล่งอาหารซึ่งได้แก่แนวหญ้าทะเล เราไม่พบพะยูนอยู่อาศัยในบริเวณแนวหญ้าทะเลเลย ถึงแม้ว่าในแนวหญ้านั้นจะมีความลึกของน้ำเพียงพอ ตัวอย่างเช่นแนวหญ้าบริเวณเกาะมุกซึ่งน้ำมีความลึกเมื่อน้ำลงประมาณ 5 เมตร พะยูนก็ไม่ได้ใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนแต่กลับว่ายออกสู่นอกแนวหญ้าทะเลแทน |
|
การหาอาหาร การหาอาหารของพะยูนในแนวหญ้าทะเลมีรูปแบบและแหล่งที่ค่อนข้างแน่ชัด คือพะยูนจะพยายามตามการขึ้นของระดับน้ำเพื่อเข้ามาหาอาหารในที่ตื้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการเข้ามาหารอาหารในที่ตื้นเช่นนี้อาจมีความเกี่ยวพันกับรูปแบบการกระจายตัวของชนิดของหญ้าทะเลในระดับความลึกต่างๆ จากการศึกษาของ Heinsohn and Birch (1972) ที่ศึกษาหญ้าในกะเพาะพะยูนจำนวน 15 ตัว พบว่าพะยูนชอบกินหญ้าทะเลชนิดที่มีลำต้นและใบที่อ่อนนุ่มเช่น Halodule sp., Cymodocea sp., Zostrea spp. Halophila sp. แต่ Wake (1975) และ Marsh (1982) กล่าวว่าพะยูนไม่เลือกกินหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะกินหญ้าที่สามารถหาได้ในพื้นที่ แต่จากการสังเกตพบว่าในบริเวณที่พบพะยูนหาอาหารกันอยู่อย่างหนาแน่นจะมีหญ้าทะเลกลุ่มที่มีลำต้นเล็กและอ่อนนุ่มเช่น Cymodocea sp., Halophila sp เป็นส่วนใหญ่ ช่วงเวลาที่พะยูนหาอาหารคือช่วงที่น้ำเริ่มขึ้นและสิ้นสุดลงในขณะที่น้ำเริ่มลง ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน (บริเวณพื้นทีศึกษามีน้ำขึ้นลงวันละสองครั้ง) เนื่องจากสามารถตรวจพบร่องรอยการเข้ามาหาอาหารของพะยูนที่เข้ามากินหญ้าทะเลในเวลากลางคืนได้ ช่วงเวลาการเข้ามาหาอาหารของพะยูนในบริเวณจังหวัดตรังนี้ ไม่ตรงกันกับการศึกษาของ Anderson (1981) ซึ่งกล่าวว่าพะยูนซ่อนตัวอยู่ในร่องน้ำลึกในเวลากลางวัน และมักเข้ามาในแนวหญ้าทะเลในเวลากลางคืน ทั้งนี้อาจเนื่องจากความแตกต่างทางสภาพแวดล้อมอื่นๆ ของบริเวณศึกษาซึ่งพะยูนต้องปรับตัวให้มีความเหมาะสม สำหรับช่วงเวลาน้ำเกิดและน้ำตายก็มีผลต่อการเข้ามาหาอาหารในแนวหญ้าทะเลของพะยูนเช่นกัน โดยพบว่าช่วงน้ำตายพะยูนจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ที่ตื้นและจะกินหญ้าบริเวณใกล้ขอบร่องน้ำเป็นหลัก ส่วนในช่วงน้ำเกิดพะยูนจะเข้ามากินหญ้าใกล้ชายฝั่งมาก วิธีการกินอาหารของพะยูน เริ่มจากเมื่อพะยูนหายใจที่ผิวน้ำแล้วจะเริ่มจมลงที่พื้นทะเลที่มีแนวหญ้า และใช้ปากไถไปตามแนวหญ้า ครีบหน้าทำหน้าที่พยุงตัวคล้ายขา ส่วนหางโบกไปมาเพื่อดันตัวไปข้างหน้า บางครั้งพะยูนจะใช้ปากขุดลงไปใต้ดินเพื่อหาอาหารบางอย่างซึ่งยังไม่ทราบชนิดเป็นอาหารด้วย พฤติกรรมการกินอาหารที่น่าสนใจของพะยูนแบบหนึ่งเรียกว่า Cultivation grazing คือพะยูนจะเลือกกินหญ้าทะเลในจุดที่กินอยู่เป็นประจำแต่จะเว้นระยะการกินช่วงหนึ่งเพื่อให้หญ้าทะเลเจริญกลับมาทดแทน แล้วจึงกลับมากินหญ้าในบริเวณเดิมอีกครั้ง พฤติกรรมนี้สังเกตได้จากบริเวณแนวหญ้าใบมะขามที่มีรอยพะยูนกินหญ้าอยู่หนาแน่นแต่ขณะเดียวกันกับบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกัน กลับพบรอยกินหญ้าของพะยูนอยู่น้อยมาก อีกประการหนึ่งระดับผิวดินบริเวณที่มีพะยูนกินหญ้าเป็นประจำจะมีระดับต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียงเล็กน้อย พฤติกรรมนี้ Preen (1993,1995) ซึ่งศึกษาการกินอาหารของพะยูนในเขต Sub-Tropical อธิบายว่าพะยูนจะได้ประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านดังนี้คือ 1) หญ้าที่พะยูนกินจะมีส่วนที่เป็นเส้นใยแข็งน้อยเนื่องจากเป็นหญ้าอ่อนอยู่เสมอ 2) หญ้าที่ขึ้นทดแทนใหม่จะเป็นหญ้ากลุ่ม Pioneer ซึ่งมักเป็นหญ้าใบมะขามซึ่งอาจเป็นหญ้าที่พะยูนชอบ 3) ทำให้เกิดหญ้าใหม่ๆอยู่เสมอในบริเวณที่สามารถหาอาหารได้ง่ายที่สุด การกินหญ้าแบบ Cultivation grazing นี้ De Iongh และคณะ (1996) ก็พบเช่นกันในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเขต Tropical |
|
การหายใจ หลังจากสูดอากาศที่ผิวน้ำประมาณ 2 วินาทีพะยูนก็จะจมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง จากการเฝ้าสังเกตโดย Anderson and Bristles (1978) พบว่าขณะพะยูนหาอาหารในแนวหญ้าจะอยู่ใต้น้ำเฉลี่ยประมาณ 73 วินาที และอาจนานถึง 400 วินาที ส่วน Kenny (1967) พบว่าพะยูนที่ถูกเลี้ยงไว้ในสระดำน้ำได้นานถึง 506 วินาที จากการเฝ้าสังเกตพะยูนบริเวณเขาแบนะพบว่าขณะกินหญ้าพะยูนจะอยู่ใต้น้ำประมาณ 2 นาที จึงขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง โดยมีการหายใจออกประมาณ 2 ครั้ง ต่อการขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนการขึ้นหายใจพะยูนจะตรวจสภาพรอบข้างเพื่อความปลอดภัยก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยพะยูนจะลอยขึ้นอย่างช้าๆแต่จะใช้เวลาในการดำลงใต้น้ำน้อยกว่า การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างช้าๆนี้ทำให้เกิดคลื่นที่ผิวน้ำน้อยมากและยากต่อการสังเกตพบพะยูนที่ผิวน้ำ |
|
พฤติกรรมการรวมฝูง พะยูนในบริเวณจังหวัดตรังมีพฤติกรรมทางสังคมที่พบได้สองแบบ การหากินแบบโดดเดี่ยว มักพบพะยูนหากินและเดินทางแบบตัวเดียวบริเวณแนวหญ้าทะเลระหว่างเกาะมุกและแหลมหยงหลำ แนวหญ้าทะเลบริเวณระหว่างเกาะลิบงและชายฝั่ง และ มักเป็นพะยูนที่มีขนาดใหญ่ การหากินแบบเป็นฝูง พบได้บริเวณด้านใต้ของเกาะลิบง และอาจเกิดแยกออกได้เป็นสองแบบคือ
พฤติกรรมการหากินแบบโดดเดี่ยวและการรวมฝูงขนาด 2-3 ตัวนี้ กาญจนา และคณะ (2540)ได้รายงานไว้เช่นกัน โดยพบฝูงที่มีจำนวนมากที่สุดจำนวน 15 ตัวบริเวณแหลมจูโหยเช่นเดียวกัน |
|
การเรียนรู้ (Learned behavior) พะยูนมีการเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี พะยูนที่ถูกจับได้และกักขังไว้จะสามารถเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับมนุษย์ได้ในเวลาประมาณเพียง 2 - 3 วัน ขณะที่สัตว์ป่าประเภทกวางต้องใช้เวลากว่า 1 อาทิตย์ ในรายงานของ Belcher (1998) กล่าวว่า ในหมู่เกาะ Vanuatu เด็กและนักดำน้ำสามารถเรียกและเล่นกับพะยูนตัวเต็มวัยตัวหนึ่งได้โดยการใช้มือตบที่ผิวน้ำ ในการสำรวจประชากรพะยูนโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ในระยะแรกของการสำรวจหากนำเครี่องลงต่ำกว่าความสูง 500 ฟุต พะยูนจะหนีลงสู่ร่องน้ำอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากการสำรวจประมาณปีที่ 3 พบว่าพะยูนมีการตอบสนองต่อเสียงเครื่องบินน้อยลง ลูกพะยูนอาจมีการถ่ายทอดความรู้จากแม่โดยการเรียนรู้(Learned behavior)ด้วย ดังจะเห็นได้จากพะยูนขนาดเล็กที่แยกกับแม่ขณะยังเล็กมากจะมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่นลูกพะยูนเพศเมียที่นำมาปล่อยที่ปากคลองเจ้าไหมที่ชาวบ้านตั้งชื่อว่าเจ้าโทน ไม่สามารถกลับสู่ร่องน้ำในขณะที่น้ำลงได้และทำให้ติดแห้งขณะน้ำลงหลายครั้ง และไม่มีสัญชาติญานกลัวมนุษย์เนื่องจากเมื่อจับได้ที่จังหวัดระนองนั้นชาวประมงสามารถจับพะยูนได้โดยใช้มือเปล่า |
|
การป้องกันตัว ถึงแม้ว่าชาวประมงในจังหวัดตรังจะอ้างว่าเคยเห็นพะยูนใช้หัวชนปลาฉลาม แต่จากศึกษาในครั้งนี้พบว่าพะยูนมีการป้องกันตัวเพียงสองแบบคือ
จากการทดลองเกี่ยวกับการตอบสนองของพะยูนต่อมนุษย์ พบว่าพะยูนจะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้มนุษย์และเรือ โดยหากทราบว่ามีเรืออยู่ใกล้ๆพะยูนจะหลบออกไปในระยะประมาณ 50 เมตร แต่จะใกล้กว่านี้หากเป็นเรือที่หยุดนิ่งลอยลำโดยไม่ติดเครี่องยนต์ยกเว้นพะยูนตัวหนึ่งบริเวณแหลมหยงหลำ ซึ่งจะคุ้นกับคนและสามารถเข้าใกล้ได้เป็นพิเศษ ซึ่งบางครั้งอาจพบมันว่ายห่างจากเรือเพียง 10 เมตร |
|
ประสาทสัมผัส พะยูนมีการมองเห็นที่ไม่ดีมากนักเนื่องจากน้ำทะเลในบริเวณที่พะยูนอาศัยอยู่มีความโปร่งใสน้อย (บริเวณเกาะลิบงประมาณ 2 เมตร บริเวณแหลมหยงหลำประมาณ 3 เมตร) แต่การรับรู้เกี่ยวกับเสียงกลับดีมากเป็นพิเศษ พะยูนนอกจากจะสามารถแยกชนิดของแหล่งกำเนิดเสียงได้แล้ว ยังสามารถแยกทิศทางของเสียงได้ด้วย นอกจากนี้พะยูนยังมีการสื่อสารกัน สิ่งที่แสดงว่าพะยูนสามารถหาทิศทางและสื่อสารกันได้ คือ
|
|
พฤติกรรมอื่นๆที่น่าสนใจ การพลิกตัว ในระหว่างที่พะยูนหาอาหาร บางครั้งพะยูนจะพลิกตัวเอาท้องขี้นซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการกินอาหารของพะยูนด้วย การอยู่ร่วมของพะยูนขนาดใหญ่กับพะยูนคู่แม่ลูก ในการสำรวจพบว่าหลายครั้งมีพะยูนขนาดใหญ่จะอยู่รวมกับพะยูนที่เป็นคู่แม่ลูก ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร การตรวจสอบสิ่งแวดล้อม มีรายงานและคำยืนยันของชาวประมงหลายคนว่าพะยูนมีนิสัยที่ค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น ตัวอย่างเช่นหากมีการปักหลักไว้ในน้ำพะยูนจะมาเวียนดู บางครั้งยังว่ายมาดูชาวประมงที่ดำน้ำหาหอยด้วย และในการศึกษาของ De Iongh (1994) พะยูนว่ายเข้ามาสังเกตดูนักดำน้ำหลายเที่ยว ในรายงานของ Belcher (1998) อ้างว่าพะยูนสามารถโผล่ตาขึ้นมาที่ผิวน้ำเพื่อสังเกตสิ่งรอบข้างเหนือผิวน้ำได้
|
|
สรุป |
|
พฤติกรรมของพะยูนมีความเกี่ยวพันกับหญ้าทะเลและปัจจัยทางสภาพแวดล้อมแหล่งอาศัยอย่างใกล้ชิด พฤติกรรมที่แสดงออกของพะยูนทำให้เราทราบถึงความสามารถในการปรับตัวและใช้สภาพแวดล้อม เช่นการไหลของกระแสน้ำเพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี
|
|
ข้อเสนอแนะ |
|
ถึงแม้ว่าพะยูนจะมีพฤติกรรมและการแสดงออกถึงการเรียนรู้และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี แต่ก็ย่อมมีขีดจำกัดในความสามารถเพื่อรับกับการรบกวนของมนุษย์ การศึกษาถึงชีววิทยาด้านอื่นๆของพะยูนโดยเฉพาะการใช้พื้นที่ต่างๆซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการประมง ย่อมมีความจำเป็นในการจัดการพะยูนและระบบนิเวศของหญ้าทะเลเพื่อลดความขัดแย้งและเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยาวนาน
|
|
เอกสารอ้างอิง |
|
|
|
|
ประวัติการศึกษาและการทำงาน |
|