ข้อมูลด้านวิชาการ | งานวิจัย | วารสารวิชาการป่าไม้ | ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน | หน่วยงานส่วนภูมิภาค | อัตรากำลัง |  Link อื่นๆ
ารจัดการป่าไม้ในประเทศไท
 
 
                การจัดการป่าไม้ในประเทศไทย ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลายาวนานโดยในช่วงแรกจะเป็นการจัดการป่าไม้สักจนระยะช่วงกลางๆ จึงได้มีการจัดการป่าไม้กระยาเลย และการจัดการป่าชายเลนตามลำดับ การเรียบเรียงได้เน้นเฉพาะทางวิชาการและเหตุการณ์สำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการจัดการป่าไม้ เพื่อสะดวกในการอ่าน การเรียบเรียงจึงได้แบ่งการจัดการป่าไม้ออกเป็น การจัดการป่าบกและการจัดการป่าชายเลน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจป่าไม้นั้นแยกเป็นหัวข้อต่างหาก
1. การจัดการป่าบก แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่
1.1 เหตุการณ์ก่อนตั้งกรมป่าไม้
1.2 เหตุการณ์พ.ศ. 2439-2539 (100ปี)
1.3 ทิศทางการจัดการป่าบกในอนาคต
2. การจัดการป่าชายเลน แบ่งเป็น 2 ตอน ได้แก่
2.1 เหตุการณ์พ.ศ. 2480-2539
2.2 ทิศทางการจัดการป่าชายเลนในอนาคต
3. งานเศรษฐกิจป่าไม้
 
1. การจัดการป่าบก
1.1 เหตุการณ์ก่อนตั้งกรมป่าไม้
                    การจัดการป่าไม้ของประเทศไทย ตามประวัติศาตร์แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเริ่มตั้งประเทศไทย คือ สมัยกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปลูกป่า ดังในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่หนึ่ง บางตอนได้กล่าวไว้ว่า
                   -   “ในปากประตูมี กระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้นั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสอบความแก่มัยด้วยซือ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้ จึงชม สร้างป่าหมากป่าพลู ทั่วเมืองทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน”
                    -   “เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้ มีฬิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลาย มีป่าหมากป่าพลู มีไร่มีนา มีถิ่นมีลาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงป่าขาม ดูงามดังแกล้ง”
                    -   “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากกลาง มีไร่มีนา มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก”
                    -   “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฏิหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม มีน้ำโคก------”
                    -  “ 1214 ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ปลูกไม้ตาลนี้ได้สีบสี่เข้า จึงให้ช่างหินชะดารหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือนออก วันเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นนั่งเหนือชะดารนี้ สาวกธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัยขึ้นนั่งเหนือชะดาร ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน -----”
                     ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น พระองค์ท่านได้แขวนกระดิ่งใว้ที่ประตูวัง ใครมีทุกข์ร้อนก็มาลั่นกระดิ่งร้องทุกข์ พระองค์ท่านก็ได้สอบสวนให้ความยุติธรรม พระองค์ทรงชักนำให้ราษฎรปลูกป่า ฉะนั้น พวกชาวสุโขทัยได้มีการปลูกสวนป่าหมากสวนป่าพลู สวนป่าขนุน สวนป่ามะม่วง ใครปลูกก็เป็นของผู้นั้น
                     ทางทิศตะวันออกเมืองสุโขทัยก็มี พระภิกษุ มีโบสถ์วิหาร มีทะเลหลวง มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีไร่นา มีป่าพลู ป่ามะม่วง ป่ามะขาม ดูสวยงามประหนึ่งตกแต่งไว้
                     ทางทิศเหนือ มีตลาดร้านค้า มีพระอัจนะอยู่ในปราสาท มีบ้านใหญ่ บ้านน้อย มีไร่ มีนา มีป่ามะพร้าว ป่าขนุน
                     ทางทิศใต้นั้นก็มีเขื่อนกั้นน้ำชลประทาน มีกุฏิวิหารของพระภิกษุ และมีป่ามะพร้าว ป่ามะม่วง ป่ามะขาม เช่นกัน
                     ในปี พ.ศ. 1214 นั้น พ่อขุนรามคำแหง ได้ปลูกต้นตาลไว้ได้ มีอายุถึง 14 ปี จึงให้ช่างสะกัดหินทำเป็นแท่น ต่อแท่นศิลาอาสน์ สำหรับให้พระได้นั่งเทศน์สั่งสอนประชาชนในวันศีลวันพระ (ธรรมสวนะ) ส่วนวันธรรมดา พ่อขุนรามคำแหง ก็จะได้ไปทรงนั่งเป็นประธาน ปรึกษาความบ้านความเมือง เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า พ่อขุนรามคำแหงมีพระราโชบายที่อบรมพสกนิกรของพระองค์ให้มีนิสัยรักป่า รักสวน รักการปลูกสร้าง พร้อมทั้งการอบรมศีลธรรมไปด้วยในตัว และได้จารึกไว้เป็นหลักฐานที่อ้างอิงได้ว่า ได้มีการปลูกสร้างสวนป่าในสมัยของพระองค์ แต่ตลอดระยะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นระยะเวลา 546 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการจัดการป่าไม้ เพราะ
- สมัยก่อนยัง ไม่ได้เห็นความสำคัญของป่าไม้ต่อการพัฒนาประเทศ
- เป็นที่เชื่อกันว่า ป่าไม้เป็นแหล่งเพาะเชื้อของโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่าง
- ต้องการให้ราษฎรได้ทำความเจริญในด้านการปลูกข้าว, การเกษตรแต่เพียงด้านเดียว 
  ถือว่าป่าดงนั้นเป็นของสาธารณะ ควรจะได้บุกเบิกโค่นถาง เผา เปลี่ยนเป็นนาหรือเป็นไร่เสียให้หมด
- การปกครองบ้านเมืองก็อยู่ไม่ค่อยจะสงบ จึงไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องป่าไม้
  และสมัยโน้นมองไปทางไหนก็มีแต่ป่า
                   จากเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงไม่ได้ควบคุมเรื่องการป่าไม้แต่อย่างใด การทำไม้ และการเก็บหาของป่า จะตัดฟัน ใช้สอย หรือซื้อขายของราษฎรจึงเป็นไปอย่างเสรีในระยะหกศตวรรษที่ผ่านมา จนอังกฤษได้ครอบครองอินเดีย และพม่าบางส่วนแล้ว ได้มีการทำไม้สักเป็นสินค้าออกต่างประเทศ เมื่อทราบว่า เมืองไทยยังมีไม้สักอยู่มาก พวกอังกฤษ พม่า และจีนในท้องถิ่น ก็เริ่มตัดโค่นไม้สักในเมืองไทยส่งออกทำสินค้าไปต่างประเทศกันมากขึ้น
                     พ.ศ. 2372 รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เห็นว่า สมควรที่จะควบคุมกิจการป่าไม้ให้เป็นกิจลักษณะโดยในระยะนั้นหรือสมัยนั้นก็มีเพียงการเก็บภาษี เรียกว่า “การเก็บภาษีไม้ขอนสัก” ที่จะผ่านกรุงเทพฯ ออกไปต่างประเทศตามจดหมายเหตุฉบับที่ 1/จ.ศ. 1191 (พ.ศ. 2372) ได้มีการตั้ง ขุนจำเริญรักษา ขึ้นเป็นเจ้าภาษีไม้ขอนสัก และจากจดหมายเหตุฉบับเดียวกันนี้ทำให้ทราบว่ามีการทำไม้กระยาเลยบางอย่างออกมาใช้ประโยชน์ เช่น ไม้ตะแบก ไม้ตะเคียน ไม้ยาง และไม้อุโลก
                    พ.ศ. 2385 ตามจดหมายเหตุฉบับที่ 16/จ.ศ. 1204 พระยาเชียงใหม่ และพระยาลำปาง บอกมายังกรุงเทพฯ ว่า มีชาวอังกฤษ ชาวมอญ และชาวพม่าจากเมืองเมาะลำเลิง มาตัดไม้สักอยู่ตามชายแดนเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และเมืองตาก แล้วก็นำเอาเงินมามอบไว้ให้ 500 เหรียญ (คงจะเป็นรูปี) พระยาทั้งสองนั้นจึงยังไม่ทราบว่า จะทำอย่างไรดีกับเงิน 500 เหรียญนั้น ว่าควรจะรับหรือไม่ ไม้สักก็ถูกตัดโค่นไปแล้ว จึงแจ้งมายังกรุงเทพฯ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวต่างประเทศได้เริ่มเข้ามีบทบาทในการทำไม้ในปี พ.ศ. 2385 หรือก่อนนั้นแล้ว
                    พ.ศ. 2389 ตามจดหมายเหตุฉบับที่ 68/จ.ศ. 1208 นั้น ทางกรุงเทพฯได้แจ้งให้เจ้านายทางหัวเมืองฝ่ายเหนือจัดส่งไม้สักเป็นส่วยแทนทองคำที่เคยส่งได้ จะเห็นได้ว่า การทำไม้และการค้าไม้ได้เกิดขึ้นในสองลุ่มน้ำเช่นกันคือ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งรวมเอาแม่เมยและแม่ปายเข้าไปด้วย
                    การอนุญาตทำไม้ในครั้งนั้น ผู้ใดจะทำไม้สักทางภาคเหนือจะต้องไปขออนุญาตจากเจ้านายฝ่ายเหนือผู้เป็นเจ้าของป่า เมื่อออกอนุญาตให้ เจ้านายจึงเขียนใบอนุญาตลงบนใบลานให้ไว้แก่ผู้รับทำป่าเป็นคู่มือทุกราย และไม่มีข้อสัญญาอันหนึ่งอันใดเลย นอกจากคำอนุญาต “ให้ตัดไม้ในป่าตำบลนั้น ๆ” เท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้รับอนุญาต (ทำไม้) จะตัดฟันไม้เล็กหรือไม้ใหญ่ หรือทำประการใดได้หมด การเก็บค่าตอ (คล้าย ๆ ค่าภาคหลวงปัจจุบัน) แต่เงินค่าตอนั้น พวกเจ้านายฝ่ายเหนือได้รับไปในครั้งกระนั้น เมื่อถึงฤดูเจ้าของป่าก็จะส่งพนักงานของตนออกไปเก็บเงินค่าตอจากผู้ตัดฟันตามกำหนดแล้วนำเงินมาให้เจ้าของป่า แล้วเจ้าของป่านั้นก็จะนำเอาเงินเหล่านั้นขึ้นถวายเจ้าผู้ครองนคร ๆ ก็จะแบ่งเงินนั้นออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของป่า ส่วนหนึ่งนั้นเป็นรางวัลให้พนักงานผู้ไปเก็บค่าตอ อีกส่วนหนึ่งเป็นของเจ้าผู้ครองนคร พนักงานผู้เก็บค่าตอจะเป็นผู้ทำบัญชีค่าตอที่เก็บได้ จำนวนไม้และชื่อผู้ตัดฟันหรือผู้ทำไม้ ยื่นต่อเจ้าผู้เป็นเจ้าของป่า เจ้าผู้เป็นเจ้าของป่าจะต้องยื่นต่อให้ พนักงานผู้เก็บเงินของเจ้าผู้ครองนครทุกปี   ในระยะเวลานี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศสยาม ยังไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการทำไม้สักในประเทศไทยเลย เพราะมอบให้เจ้าผู้ครองนครภาคเหนือเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งสิ้น แต่เมื่อเกิดปัญหากับชาวต่างประเทศ เรื่องก็ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือรัฐบาลกลาง ซึ่งจะต้องแก้ไขและตัดสินความอยู่เสมอ
                     เหตุการณ์ต่าง ๆ ในการป่าไม้ภาคเหนือ ได้ดำเนินการมาอย่างขลุกขลักตลอดระยะเวลาจนถึง พ.ศ. 2416 พระเจ้าอินทรวิไชยนนท์ ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และมีเจ้าพระยารัตนธิเบศร์ เมื่อครั้งยังเป็นพระนรินทราชเสนีขึ้นมาเป็นข้าหลวงประจำอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ ได้มีการปรับปรุงในวิธีการตัดไม้และเก็บค่าตอใหม่โดยได้
                       ก. ขอเพิ่มค่าตอเพื่อเป็นส่วนแบ่งให้รัฐบาลกลางส่วนหนึ่ง สำหรับใช้ทนุบำรุงหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้สักทางเขตชายแดนฝั่งตะวันตกของเชียงใหม่ เช่น
- ป่าแม่ยวมเดิมค่าตอต้นละ 5 รูปี สลึง เพิ่มอีก 3 สลึง เป็นส่วนของรัฐบาลกลาง
- ป่าแม่ปายเดิมค่าตอต้นละ 3 รูปี เพิ่มอีก 2 รูปี เป็นของรัฐบาลกลาง
- ป่าแม่เมย, ป่าท่าตาฝั่ง, ป่าท่าสองยาง และป่าแม่เมย (เข้าใจว่าเป็นป่าแม่แหยะ)
   เพิ่มค่าตอต้นละ 4 รูปี ขึ้นอีก 2 รูปี เป็นส่วนของรัฐบาลกลาง
                      ข. การอนุญาตตัดฟัน (ทำไม้) นั้น มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม คือ ผู้ตัดฟัน (หรือผู้รับสัมปทานทำไม้) จะต้องได้ใบอนุญาตซึ่งมีตราของเจ้าผู้ครองนครประทับหนึ่งดวง จึงจะเป็นใบอนุญาต (สัมปทาน)
                       ค. การเก็บเงินค่าตอนั้น ยังคงเป็นไปตามเดิม นอกจากบัญชีที่ส่งเจ้าผู้ครองนคร ก็จะต้องมีสำเนาส่งให้ข้าหลวงรักษาราชการ ทุกป่า ทุกราย อีกชุดหนึ่งด้วย เงินค่าตอที่เก็บเพิ่มเป็นส่วนของรัฐบาล อันที่จริงก็มอบให้เจ้าผู้ครองนครเก็บรักษาไว้ในบ้านเมือง เมื่อมีราชการที่จะต้องใช้จ่ายเป็นส่วนแผ่นดินแล้ว จึงตกลงกันในระหว่างเจ้าผู้ครองนครกับข้าหลวงรักษาราชการให้ใช้จ่ายได้
                      พ.ศ. 2417 เนื่องจากเหตุการณ์อนุญาตให้ทำไม้ของผู้เป็นเจ้าของป่าต่าง ๆ มิได้เป็นไปโดยยุติธรรมและสมควร เนื่องจากเจ้าของป่า (ไม้สักทางเหนือ) ส่วนมากเห็นแก่จะได้ เช่น ตกลงอนุญาตแก่บุคคลหนึ่งแล้ว เมื่อมีผู้อื่นให้ค่าตอสูงกว่า หรือให้เงินพิเศษนอกเหนือขึ้นอีก ก็อนุญาตให้แก่ผู้นั้นไป หรือป่าแห่งเดียวกันอนุญาตให้คนหนึ่งไปแล้ว กลับอนุญาตให้คนที่สองที่สามเป็นการซ้ำซ้อนกันอีก เพื่อหวังประโยชน์ทางเงินทองให้มากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดมีกรณีพิพาทระหว่างผู้ขออนุญาต ผู้รับอนุญาต และเจ้านายเจ้าของป่าอยู่เนือง ๆ และมีคำร้องทุกข์ของบรรดาพ่อค้าไม้หรือผู้ทำไม้ ถึงรัฐบาลอยู่เสมอ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงมีพระบรมราชโองการ 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งว่าด้วย “การภาษี” ไม้ขอนสักและไม้กระยาเลย พ.ศ. 2417 (จ.ศ.1236) ในพระบรมราชโองการอีกฉบับหนึ่ง มีความสำคัญว่า สัญญาที่ผู้รักษาเมือง หรือเจ้าผู้ครองนครจะทำกับชาวต่างประเทศนั้น ต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐบาลจึงจะมีผลบังคับใช้ได้ การทำไม้สักทางภาคเหนือของประเทศสยามก็สงบเรียบร้อยขึ้นชั่วคราว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อการทำไม้สักในพม่าถูกจำกัดขอบเขตตามวิธีการป่าไม้ของ Dr. Brandis ก็ทำให้พวกทำไม้หันเหความสนใจมาสู่เมืองไทย และพวกพ่อค้าไม้ต่างประเทศก็มาประสบปัญหากับเจ้านายเจ้าของป่า ถึงแม้ว่าการตัดฟันไม้อาจจะกระทำได้เหมือนในพม่า ก่อนการจัดการของ Dr. Brandis ก็ตาม
                      พ.ศ. 2426 รัฐบาลกลางได้พยายามเจรจากับผู้ครองนครฝ่ายเหนืออีกครั้งหนึ่งหลังจากตกลงกันแล้วเมื่อ พ.ศ. 2416 ขอมีส่วนควบคุมและแบ่งผลประโยชน์จากป่าไม้สักคนละครึ่งได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งทั้งนี้อาจจะเนื่องด้วยปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเจ้าครองนครได้รับ เช่น การไม่ได้รับเงินค่าตอเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะมีการเบียดบังมาก ปัญหาการอนุญาตให้ทำไม้ การทะเลาะกันระหว่างผู้รับทำไม้กับผู้รับทำไม้ ระหว่างผู้รับทำไม้กับเจ้าของป่า ฯลฯ เจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือจึงตกลงตามที่รัฐบาลกลางเสนอในการนี้รัฐบาลกลางได้ดำเนินการ คือ
- แทรกข้อความตกลงทางสัญญาทางพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษ ห้ามมิให้เจ้านาย
   เจ้าของป่าออกใบอนุญาตป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ให้บุคคลเกินกว่าหนึ่งคนขึ้นไป
- รัฐบาลแต่งตั้งข้าหลวงใหญ่ขึ้นไปประจำที่เชียงใหม่ เพื่อดูแลกิจการป่าไม้
   ทำหน้าที่ควบคุมการทำไม้ในมณฑลพายัพ และแบ่งค่าตอเข้าพระคลังมหาสมบัติส่วนหนึ่ง
   ให้เจ้านายฝ่ายเหนือส่วนหนึ่ง
                      พ.ศ. 2427 มีประกาศพระบรมราชโองการเรื่อง “การซื้อไม้ขอนสัก” ทั้งนี้เพราะปรากฏว่า เมื่อประเทศสยามได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับประเทศอังกฤษ คนในบังคับอังกฤษก็ได้เข้ามาลงทุนทำป่าไม้มากรายขึ้น ความยุ่งยากในการทำและซื้อไม้ขอนสัก จึงบังเกิดขึ้นเนือง ๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้มอบให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เสด็จขึ้นไปจัดราชการที่นครเชียงใหม่ ได้ทรงเปลี่ยนแปลงให้ข้อสัตยาบันสัญญา การตัดฟันไม้ป่าขึ้น และเพิ่มเติมค่าตอขึ้นเป็น 2 รูปี รวดทุกป่า เว้นแต่ป่าแม่เมยซึ่งเป็นอยู่อย่างเดิม รวมค่าตอไม้ ครั้งนั้น 8 รูปี เงินค่าตอซึ่งเจ้าพระยารัตนธิเบศร์ กับกรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ขอขึ้นนั้น ได้เป็นของรัฐบาลกลางทั้งสิ้น
                     พ.ศ. 2429 เป็นปีซึ่งมีความสำคัญในการป่าไม้ หรือป่าไม้สักอยู่มาก โดยที่เจ้าดารารัศมี (เจ้าหญิงอึ่ง) ได้โดยเสด็จพระชนก (พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ พระเจ้านครเชียงใหม่) ลงมากรุงเทพฯ เนื่องในราชพิธีลงสรงสมเด็จพระโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณทิศ และทรงอยู่รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ขณะนั้นบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า กำลังส่งคนมาหาความรู้ รัฐบาลไทยได้รับทราบความจึงรู้สึกวิตก เพราะการที่พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ก็เพราะการทำไม้สักของบริษัทบอมเบย์ฯ เป็นต้นเหตุ จึงได้ส่งชาวอังกฤษผู้ชำนาญการป่าไม้พร้อมด้วยนักเรียนไทย 4 คน ขึ้นไปตรวจป่าไม้สักภาคเหนือ เป็นเหตุให้เจ้าผู้ครองนคร เฉพาะอย่างยิ่งนครเชียงใหม่แสดงความไม่พอใจ เข้าใจว่า รัฐบาลไทยจะฮุบเอาป่าสักไปหมด ประกอบกับขุนนางชั้นพญาซึ่งอยู่ใกล้ชิดช่วยยุยงด้วย จึงคิดที่จะเอาใจออกห่างจากประเทศไทย ความทราบถึงพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงใช้วิธีสันติ โดยทรงส่งเจ้าจอม เจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นญาติสนิทของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ขึ้นไปชี้แจงทำความเข้าใจกับเจ้าผู้ครองนครในเวลาต่อมา ผลก็คือ เจ้าผู้ครองนครได้รับทราบเจตนาของทางราชการ และพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยชัดแจ้งแล้ว คือ แม้ว่า รัฐบาลจะรับเอากิจการป่าไม้ ตลอดจนเรื่องภาษีอากรมาจากเจ้าผู้ครองนคร แต่เจ้าผู้ครองนครก็ได้รับค่าทดแทนโดยควร เมื่อเจ้าผู้ครองนครได้ทราบเรื่องจึงเห็นพ้องด้วย ยินยอมตามที่รัฐบาลจะปฏิบัติทุกประการ เมื่อทางนครเชียงใหม่ยินยอมแล้ว ทางนครนอกนั้นก็ได้รับทราบและเห็นพ้องด้วย ก่อนที่เจ้าจอมเจ้าดารารัศมีจะกลับ ยังได้สั่งถอดยศญาติคนสนิทของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เสีย 3-4 คน ฐานยุยงส่งเสริมเจ้าผู้ครองนครไปในทางร้าย” นับว่า เจ้าจอม”เจ้าดารารัศมี” หรือ “พระราชชายา” นั้น ได้มีส่วนทำให้สัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลกลางของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือในด้านการป่าไม้ และการเมืองได้สงบเรียบร้อย
                      ในระหว่าง พ.ศ. 2430 ถึง 2432 เมื่อรัฐบาลได้สามารถควบคุมกิจการป่าไม้สักในมณฑลพายัพจนเป็นระเบียบรัดกุมดีแล้ว ก็มีชาวตะวันตกคนแรก เป็นชาวอเมริกัน ชื่อ หมอจิก หรือ (Dr. Cheek) ได้ขอร่วมลงทุนทำไม้สักกับรัฐบาล ปรากฏว่าประสบความล้มเหลว ต้องมีการฟ้องร้องเรียกเงินคืน และต้องริบไม้ที่ทำออกมาเป็นของหลวงทั้งสิ้น จากบทเรียนอันนี้ ทำให้คิดกันในวงราชการว่า ควรจัดการให้ป่าเป็นของหลวงเสียทั้งสิ้น
                      พ.ศ. 2432 ได้มีผู้ซึ่งมีความสนใจและมีความคิดเห็นการณ์ไกลในเรื่องการป่าไม้ที่นักการป่าไม้ไทยควรจะระลึกถึงท่านผู้นี้ คือ พระยาดำรงราชพลขันธ์ ท่านผู้นี้เป็นเอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงเบอร์ลิน ท่านได้มีความสนใจเกี่ยวกับกิจการป่าไม้ และเห็นความสำคัญของกิจการป่าไม้ที่จะเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขึ้นมาอย่างถ่องแท้และจริงจัง จึงเสนอเรื่องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับกิจการป่าไม้ในประเทศนี้เสียใหม่ กับได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและระเบียบที่เกี่ยวข้องมายังกรุงเทพฯ เพื่อพิจารณาสนับสนุนข้อเสนอ ท่านก็ได้บันทึกเล่าถึงสภาพการณ์ป่าไม้ในประเทศเยอรมันไว้ด้วย
                      “ป่าและไม้ในแผ่นดินเมืองเยอรมันนี้น้อยนัก คอเวอนเมนต์เยอรมันมีความปราถนาอยากจะให้มีป่าไม้ในพระราชอาณาเขตบ้านเมืองให้มากขึ้นบ้าง จึงได้คิดตั้งเจ้าพนักงาน สำหรับจัดการส่วนป่าไม้ในบ้านเมืองให้เจริญและมากขึ้นต่อไป และถ้าเห็นว่าตำบลใด ๆ ว่างเปล่า เจ้าพนักงานก็ปลูกต้นไม้ลงให้เต็มที่เป็นป่าของ คอเวอนเมนต์ และถ้าราษฎรจะขายที่ป่าให้แก่คอเวอนเมนต์ ๆ เห็นว่า ไม่แพงก็ซื้อไว้ ในเวลานี้ คอเวอนเมนต์เยอรมันมีที่ป่าไม้ประมาณ 10 ล้านเอเคอร์”
                    พ.ศ. 2435 นอกจากได้มีการแสดงว่า รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามนั้น มีความสนใจที่จะหาแหล่งศึกษาวิชาการป่าไม้ให้นักศึกษาไทยอยู่ แต่ยังทราบกันไม่ค่อยชัดแจ้ง และได้มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในวิธีการของการทำไม้ในป่าเมืองไทยหลายประการ เช่น พระยาทรงสุรเดช ได้ขึ้นมาเป็นข้าหลวงใหญ่ รักษาราชการมณฑลพายัพ ได้จัดเพิ่มเติมข้อสัญญาขึ้นอีก คือ
- ผู้รับเช่าตัดฟันป่าไม้ตัดไม้สักลงต้นหนึ่งต้องปลูกไม้สักแทนสี่ต้นเป็นลำดับไป
- ถ้าผู้ใดจะรับเช่าทำป่าในตำบลใด เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าผู้ครองนครแล้ว
   เจ้าผู้ครองนครต้อง มีหนังสือแจ้งความไปยังข้าหลวงใหญ่ให้ทำสัตยาบัน
   เรียกเงินค่าสัตยาบันจากผู้รับเช่าทำป่าตำบลละ 1,200 รูปี และมีกำหนดในสัญญาว่า
   ให้ผู้รับเช่าตัดฟันได้ภายในกำหนด 6 ปี แต่เงินค่าตอนั้น ต้นละ 8 รูปี เรียกเงิน
    เพิ่มจากผู้รับเข้าตัดฟันป่าอีกต้นละหนึ่งสลึง ยกเป็นเบี้ยเลี้ยงเจ้าพนักงานซึ่งครั้งนั้น
    มี 3 นาย คือ เจ้าพนักงานใน
1.  ตำแหน่งมหาดไทย
2.  ตำแหน่งคลัง
3.  ตำแหน่งนา
                  เจ้าพนักงานสามนายนี้ จะเก็บค่าตอไม้ และตีตราฆ้อนเหล็ก อนุญาตให้ชักลากไม้ออกจากป่าและได้เริ่มการกำหนดเวลาของสัญญาในการทำไม้ (6ปี) มีค่าตอเป็นของรัฐและเจ้าของป่า มีค่าใช้จ่ายกำหนดแน่นอน
                    กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย   ซึ่งเป็นผู้ทูลเกล้าถวายความคิดเห็นและได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สรรหาผู้ที่ได้รับการศึกษาทางด้านการป่าไม้มารับราชการ โดยมีแนวคิดที่จะจัดตั้งหน่วยงานด้านการป่าไม้ขึ้นในประเทศไทย กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เจรจาขอยืมตัว Mr. H. A. Slade เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในกรมป่าไม้พม่า จากรัฐบาลอินเดีย เช่นเดียวกับที่ Sir Dietrich Brandis ได้เริ่มลงมือจัดการป่าไม้ในประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ. 2399 ในวันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 Mr. H. A . Slade ก็ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยเรือกลไฟชื่อ “Oriental” พร้อมด้วยนักเรียนไทยฝึกหัดอีก 5 นาย ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2438 แม่น้ำก็ตื้นต้องเปลี่ยนลงเรือถ่อหรือเรือแม่ปะ เดินทางผ่าน ชัยนาท ปากน้ำโพ ถึงอุตรดิตถ์ ในวันที่ 3 มีนาคม 2438 จากอุตรดิตถ์ก็เปลี่ยนจากการเดินทางด้วยเรือแม่ปะ เป็นเดินทางด้วยช้างไปยังจังหวัดแพร่ ลำปาง ลำพูนและเชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2439 จากเชียงใหม่ก็ล่องแพตามลำแม่น้ำปิง ผ่านจังหวัดตาก ถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2439 รวมเวลาเดินทาง 4 เดือนกับ 29 วัน
                        Mr. H .A. Slade ได้ทำรายงานเสนอต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2439 มีข้อความพอสรุปได้ดังนี้
- กล่าวถึงวิธีการจัดการป่าไม้ในประเทศพม่า ที่แล้วมา
- กล่าวถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงการป่าไม้สยาม
- กล่าวถึงการทำป่าทั้งหมดเป็นของรัฐบาลสยาม
- กล่าวถึงการจัดตั้งกรมป่าไม้เพื่อรับหน้าที่ดูแลจัดการป่าไม้
- กล่าวถึงการให้สัมปทาน โดยปรับปรุงวิธีให้ และวิธีการเก็บภาษีและค่าตอ
                      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับรายงานจากกระทรวงมหาดไทย และได้มีพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 62/385 ลงวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2439 เห็นชอบด้วยกระทรวงมหาดไทยและเห็นด้วยความคิดหรือรายงานของ Mr H.A. Slade ว่าถูกต้องดีแล้วทุกประการ ได้มีความบางตอนที่สมควรจะคัดลอกจากพระราชหัตถเลขาในฉบับดังกล่าวมาไว้ ณ ที่นี้
                        “การที่จะถือป่าไม้เป็นของหลวงทั้งสิ้นนั้น เห็นว่าเป็นการมีตัวอย่างอยู่แต่ก่อน ป่าไม้ที่ตกเป็นมรดกแก่บุตรหลานเจ้าผู้ครองนครเมือง เจ้าของป่ามีอำนาจที่จะหาผู้รับเช่าทำเองตามลำพัง ภายหลังเกิดความด้วยเรื่องให้เช่าหลายรายชุกชุมหนักขึ้น จึงได้ตัดสินมอบที่ป่าให้เจ้าผู้ครองเมืองเป็นผู้อนุญาตแต่คนเดียว เมื่อได้ค่าตอมาเท่าใดให้ปันจ่ายให้เจ้าของป่าเป็นส่วน ๆ การที่ปันเงินนั้นก็ไม่เรียบร้อย เพราะไปติดค้างอยู่เสียที่ผู้รับทำป่าบ้าง ที่พนักงานผู้ตรวจเก็บค่าตอบ้าง ละลายไปในคลังบ้าง เงินแผ่นดินก็พลอยสาบสูญไปด้วย การที่คอเวอเมนต์จะรับเงินค่าตอนี้ ก็เพื่อจะให้ได้เงินมากเต็มตามที่ควรจะได้ แลจะแบ่งให้เจ้าผู้ครองนครเมืองและเจ้าของป่า   ตามที่ควรจะได้แลเคยได้จะขาดประโยชน์ใดก็แต่ผลประโยชน์ซึ่งได้โดยนอกทาง คือ เงินน้ำใจแลอะไรอื่น ๆ ถ้าเป็นเงินที่ได้โดยตรงได้รับเต็มบริบูรณ์แล้ว ถึงจะขาดโดยทางลับก็จะไม่เป็นการเสียใจอันใดมาก จะเป็นอยู่แต่แรก ๆ เมื่อยังไม่ได้รับเงินการป่าไม้นั้น เป็นตกลงให้ตั้ง บันดาป่าไม้ทั้งปวงและด่านภาษีเมืองไชยนาทให้อยู่ในกระทรวงมหาดไทย”
                  กรมป่าไม้จึงได้ถูกตั้งขึ้นในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Royal Forest Department”
   
           1.2 เหตุการณ์ พ.ศ. 2439-2539 (100ปี )
                   เมื่อได้ตั้งกรมป่าไม้ขึ้นแล้ว ก็ยังไม่มีเจ้ากรมหรืออธิบดี ทางรัฐบาลสยามก็ได้ขอร้องไปยังรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ หรือ British India ขอตัว Mr. H. A. Slade อยู่ทำงานในประเทศสยามเป็นการชั่วคราว จึงได้มีการทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ Mr. H. A. Slade เป็นเจ้ากรมป่าไม้คนแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2439 ในสมัยนั้นชื่อตำแหน่งต่างๆ ก็ใช้เป็นภาษาอังกฤษหมด เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานของฝรั่ง ชาวอังกฤษที่จ้างมาจากกรมป่าไม้พม่า ส่วนใหญ่แม้แต่หนังสือราชการก็ใช้ภาษาอังกฤษด้วย ในสมัยเริ่มตั้งกรมป่าไม้นั้น ตำแหน่งอธิบดีปัจจุบันเรียกว่า “Conservator of Forests” เราเรียกกันในภาษาไทยว่า “เจ้ากรมป่าไม้” (เปลี่ยนเป็น “อธิบดีกรมป่าไม้” ในภาษาไทยและ Director General of the Royal Forest Department” ในภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2467)
                    ในสมัยที่ Mr. H. A. Slade เป็นระยะเวลาของการวางระเบียบเบื้องต้นของการป่าไม้และพยายามแก้ไขสภาพการณ์ป่าไม้สักในขณะนั้นเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอำนาจการครอบครองป่าไม้ การเริ่มหลักเกณฑ์ของการอนุญาตทำไม้ การดำเนินงานทางด้านวิชาการอื่น ๆ พอสรุปได้ดังนี้
การวางระเบียบการป่าไม้ตอนต้น
                  ในตอนต้นว่าระหว่างที่ Mr. H. A. Slade เป็นเจ้ากรมป่าไม้นั้น หนังสือราชการได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็เพราะข้าราชการกรมป่าไม้ขณะนั้น มี 25 คน เป็นฝรั่งที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ เสีย 16 คน มีคนไทยอยู่เพียง 9 คน (พ.ศ. 2444) ข้าราชการฝรั่งเหล่านี้ก็มักจะเป็นชาวอังกฤษซึ่งมาจากพม่าเป็นส่วนใหญ่ ที่มาจากลังกาหนึ่งคน
การแก้ไขสภาพการณ์ป่าไม้สักทางเหนือ
                  Mr. H. A. Slade ได้กราบทูลในเรื่องต้องเอาป่าสักทั้งหมดเป็นของรัฐบาลสยามทั้งหมดให้ได้ก่อนจะเริ่มแผนงานจัดการป่าไม้ ซึ่งข้อนี้จะแตกต่างกว่าการป่าไม้พม่า ซึ่งอังกฤษยึดเอาเลย ส่วนไทยจะต้องมีการต่อรอง และมีเหตุผลต่อเนื่องไปถึงการทำสัญญาสัมปทาน การเจรจานี้ทางรัฐบาลสยามถือว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความปรีชาสามารถของ พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) ครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาศรีสหเทพ ซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงเลือกและมอบให้เป็นผู้ขึ้นไปดำเนินการเจรจากับเจ้านายฝ่ายเหนือ หลังจาก Mr. H. A. Slade เป็นเจ้ากรมป่าไม้ใหม่ ๆ การเจรจาในเรื่องนี้ได้ทำเป็นผลสำเร็จในระยะเวลา 2-3 ปี ต่อมา ซึ่งเป็นผลให้เจ้านายฝ่ายเหนือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจการต่อไป คงมีสิทธิ์แต่ “ค่าตอ” ที่รัฐบาลแบ่งให้ครึ่งหนึ่งจากที่เก็บได้เป็นรายปี กลยุทธหรือ Tactic อย่างหนึ่งองค์พระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิริยะศิริ) เท่าที่ทราบก็คือ ในขณะที่ท่าน ดำเนินการเจรจานั้น ท่านได้พยายามติดต่อบุคคลสำคัญในทางการค้าของแต่ละจังหวัด   เพราะบุคคลเหล่านี้มีส่วนอิทธิพลครอบคลุมเจ้านายฝ่ายเหนือเป็นบางส่วนท่านได้เสนอขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ราชทินนาม หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้บุคคลสำคัญเหล่านี้ โดยที่ได้เงินเข้า พระคลังมหาสมบัติ ตามลำดับ ความสำคัญและจำนวนเงินที่เขาเหล่านั้นถวายเงินเข้ากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรื่องนี้ทำให้เป็นแรงสนับสนุนการเจรจาเรื่อง “ยกป่าสักเมืองเหนือให้รัฐบาลสยาม” อยู่ประการหนึ่ง
                   แรงที่หนึ่ง คือ แรงของการให้เจ้าผู้ครองนครได้รับเงิน “ค่าตอ” แน่นอนสม่ำเสมอ ดังที่กล่าวมาแล้ว
                   แรงที่สอง คือ แรงของพ่อค้าคหบดี ซึ่งได้รับยศบรรดาศักดิ์ตลอดจนเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้เจ้าผู้ครองนครเหนือ เชื่อใจในความประสงค์ของรัฐบาลกลาง
                   แรงที่สาม คือ แรงของเจ้าดารารัศมี (เจ้าหญิงอึ่ง)พระธิดาของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ พระเจ้านครเชียงใหม่ ซึ่งได้เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นผู้ที่ขึ้นไปเจรจาถึงตัวกับเจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือ ในเรื่องการป่าไม้และอื่น ๆ และเชื่อว่าท่านได้เป็นแรงสำคัญในการไปเจรจาในนโยบายของประเทศให้เจ้าผู้ครองนครฝ่ายเหนือทราบและเข้าใจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จไปรับ “เจ้าดารารัศมี” เมื่อกลับจากเชียงใหม่ถึงอ่างทอง และได้แต่งตั้งให้เป็น “พระราชชายา”
การเริ่มหลักเกณฑ์ของการอนุญาตทำไม้
                  เมื่อก่อน พ.ศ. 2439 ได้มีการให้สัมปทานการทำไม้หรือสัญญาอนุญาตทำไม้ จะมีอายุสัญญา 6 ปี โดยไม่มีกำหนดถึงขนาดและจำนวนแน่นอน ใน พ.ศ. 2439 ได้มีการยกเลิก และได้เริ่มสัญญาใหม่แทน โดยใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System)มีสารสำคัญว่า
- ไม้สักชั้นหนึ่งนั้น จะต้องโตกว่า 6ฟุต4.5 นิ้ว โดยวัดที่สูง 4 ฟุต 6 นิ้ว
- ต้องกานก่อนตัดโค่น 2 ปี
- ต้องเว้นไม้สวยงามไว้เป็นแม่ไม้
- ต้องตีตรากรรมสิทธิ์ของเจ้าของสัมปทานก่อนเคลื่อนย้าย
- ห้ามแปรรูปไม้ก่อนชำระค่าตอและภาษี
- ค่าตอไม้ชั้นหนึ่ง อัตราต้นละ 1.25 รูปี
- สัญญามีอายุครั้งละ 6 ปี โดยกำหนดรอบตัดฟันไว้ 12 ปี
                    สัญญาทำไม้เหล่านี้ได้เริ่มปฏิบัติกันตั้งแต่ พ.ศ. 2440 ซึ่งยังไม่มีแบบของการจัดการป่าไม้ที่พอจะมองเห็นได้ชัด
การดำเนินงานด้านวิชาการป่าไม้บางส่วน
                    ในเมื่อมีพนักงานป่าไม้ชาวต่างประเทศมาเป็นพนักงานป่าไม้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นป่าไม้ภาค ได้มีการสำรวจแผนที่ป่าไม้สักในปี พ.ศ. 2441 ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ สุโขทัย และกำแพงเพชร และสำเร็จเป็นอันมาก แผนที่เหล่านี้ได้ใช้เป็นหลักในการวางโครงการป่าไม้ในโอกาสต่อไป
                     พ.ศ. 2444 Mr. WFL Tottenham เป็นเจ้ากรมป่าไม้ เมื่อ Mr. H.A. Slade กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ Mr. WFL Tottenham เป็นเจ้ากรมป่าไม้สืบมา ในสมัยของ Mr WFL.Tottenham เป็นเจ้ากรมป่าไม้นั้น ได้มีการขยายกิจการการทำไม้ ไม้กระยาเลย และขยายเขตกิจการป่าไม้ไปถึงแหลมมลายู หรือตลอดภาคใต้ของประเทศสยาม Mr. WFL.Tottenham ขอขยายอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ชั้นบริหารรวม 15 คน เป็นชาวต่างประเทศ 14 คน เป็นคนไทย 1 คน และ Mr. WFL Tottenham ได้มีบันทึกไว้มีใจความว่า “เจ้าหน้าที่มีจำนวนน้อยไม่เพียงพอแก่การขยายงาน งานที่ทำอยู่ก็เป็นเฉพาะในด้านการเก็บภาษี ซึ่งไม่ควรจะเป็นนโยบายสำคัญของงานป่าไม้ งานที่สำคัญในการป่าไม้ เช่น การป้องกันไฟ การสงวนป่า การตัดเถาวัลย์ แผ้วถางวัชพืชให้กล้าไม้สัก งานเตรียมวางโครงการป่าไม้ การจัดระบบการแผ้วถางป่าในที่ควนเขา การปลูกสร้างสวนป่า ฯลฯ กลับไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด”
                      ในด้านที่เกี่ยวกับการทำไม้สักได้มีการเพิ่มค่าตอจาก 4 รูปี เป็น 10 รูปี รัฐบาลได้กำหนดให้ผู้รับอนุญาตกานไม้เอง เช่นเดิมและทำไม้ถึงขนาด หรือไม้ชั้นหนึ่งเพียง 2 ใน 5 ของทั้งหมด
                        พ.ศ. 2448 Mr. W.F. Lloyd เป็นเจ้ากรมป่าไม้ หรืออธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งมีอายุราชการในตำแหน่งนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ของกรมป่าไม้ทีเดียว Mr. W.F. Lloyd เป็นพนักงานป่าไม้ชาวอังกฤษประจำกรมป่าไม้พม่าอยู่เดิมรัฐบาลสยามได้ทาบทามขอตัวจ้างมาทำงานในตำแหน่งเจ้ากรมป่าไม้
                         พ.ศ. 2448 ได้มีการตั้งป่าไม้ตอน เป็นภาษาอังกฤษว่า “Circle” มีเจ้าพนักงานบำรุงป่าภาค หรือ “Conservator of the Forests” เป็นผู้บริหารงาน ป่าไม้ตอนนั้นมี 3 ตอน คือ
- ตอนเหนือ
- ตอนตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
- ตอนใต้
                       พ.ศ. 2449 กรมป่าไม้ได้เริ่มทำการปลูกสร้างสวนป่าขึ้นเป็นครั้งแรกที่ป่าแม่ปาน อำเภอสูงเม่น (อำเภอเด่นชัยปัจจุบัน) จังหวัดแพร่ โดยวิธีอาศัยชาวไร่ ตามแบบพม่า (Taungya Plantation)
                       พ.ศ. 2450-2452 ได้มีการบำรุงป่าธรรมชาติโดยการตัดเถาวัลย์และหว่านเมล็ดพันธุ์สักลงตามที่ว่างในป่า ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและเป็นน็เวลาที่เหมาะสม เพราะหมดช่วงของระยะสัญญา 12 ปี ได้เปลี่ยนโครงการป่าสักเสียใหม่ ให้มีรอบตัดฟัน 30 ปี พอดีโดยแบ่งอนุญาตเข้าเช่าทำเป็นภาครวมสองภาค ภาคละ 15 ปี ต้องทำภาคแรกให้เสร็จก่อน ถึงจะได้เข้าทำไม้ในภาคสองต่อไป นอกจากการกำหนดเวลาแล้ว ทางรัฐบาลยังเปลี่ยนราคาค่าตอจากต้นละ 10 รูปี (ในสมัยของ Mr. WFL.Tottenham) เป็นต้นละ 12 บาท กำหนดให้รัฐบาลมีสิทธิ์จำหน่าย “ไม้ป่า” ที่บริษัทผู้รับสัมปทานไม่ประสงค์จะชักลากออกมาทำประโยชน์เพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายทางบริษัทให้กับพวกพ่อค้าไม้รายย่อย กำหนดชื่อของไม้งามที่ละไว้เป็นแม่ไม้ เป็น ไม้เชื้อ ไม้โทน และไม้สันเขา กำหนดขนาดไม้กาน สำหรับสัมปทานของบริษัท เปลี่ยนขนาดจาก 6 ฟุต 4.5 นิ้ว เป็น 6 ฟุต 6.5 นิ้วแทน แต่สำหรับไม้ของผู้รับสัมปทาน ชาวพื้นเมืองยังใช้ขนาดไม้กาน 7 ฟุตตามเดิม คิดค่ากานไม้จากบริษัทที่ทางกองกานไม้ กานให้ต้นละ 1 บาทและได้มีระเบียบในการที่มีการคัดเลือกไม้เพื่อสับกาน วิธีการสับกาน วิธีการนับไม้แต่ละชั้นขนาด ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการที่ลอก (Adopt) มาจากการป่าไม้พม่า ตามแบบของ Brandis’ System หรือ Modified Selection System หรือ Indian Selection System นั่นเอง โดยที่ระยะเวลาสัมปทานครั้งหนึ่งเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี
                        พ.ศ. 2458 ได้มีการตั้งโรงเรียนที่จะสอนวิชาการป่าไม้ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยตั้งขึ้นในแผนกยันตรศึกษา โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)ที่วังใหม่ สระปทุม ทำการสอนวิชาป่าไม้เบื้องต้น มีหลักสูตร 2 ปี แต่ตั้งมาได้เพียง 3 ปี ก็ต้องเลิกกิจการ เนื่องจากขาดผู้ที่มาสมัครเรียนด้วยเห็นว่า งานป่าไม้ลำบาก
                        พ.ศ. 2461 ได้มีการตั้ง “กองกานไม้” ขึ้น กองนี้มีความสำคัญมากในแง่ของการจัดการป่าไม้ เพราะจะเป็นผู้คัดเลือกไม้และกำหนดจำนวนไม้ที่จะตัดฟันในแต่ละแปลงแต่ละปี และได้กำหนดให้มีการสงวนไม้ที่โตได้ขนาดจำกัด แต่ไม่เกิน 7 ฟุต ไว้ในรอบตัดฟันหน้าไม่เกิน 6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนไม้เลือกให้ตัดฟันทั้งหมด นอกจาก ไม้เชื้อ ไม้โทนและไม้สันเขาไว้ เรื่องนี้นับว่าเป็นการปรับปรุงที่เป็นธรรมในการทำไม้มากขึ้นแต่การให้สัมปทานทำไม้ยังเป็นรายต้นอยู่ตามเดิม ในปีนี้กรมป่าไม้ได้มีการทำไม้กระยาเลยเสียเอง โดยทำฟืนขายให้แก่การรถไฟจากป่าหนองเต็ง-จักราช จังหวัดนครราชสีมา
                     พ.ศ. 2467 ในปีนี้การทำไม้ตามสัญญา 15 ปี แรกได้สิ้นสุดลงบ้างแล้ว จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการบางประการ เพื่อให้การควบคุมการทำไม้รัดกุมขึ้น ทั้งนี้โดยกำหนดว่าในสัญญาหนึ่งแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาคหนึ่งๆ เปิดให้ทำไม้ 4 ถึง 6 ปี แต่เมื่อรวมทั้ง 3 ภาคแล้วต้องไม่เกิน 15 ปี เมื่อทำไม้ภาคใดแล้วให้เปิดป่าเพื่อให้ป่าได้พักผ่อน
                      พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนขนาดจำกัดจาก 6 ฟุต 8.5 นิ้ว เป็น 7 ฟุตเสียทั้งหมด และได้มีการคัดเลือกตีตราไม้กระยาเลยให้ตัดฟัน และมีการสงวนป่าได้ 74 แปลง เนื้อที่ 774,280 ไร่ แต่ก็ปรากฏว่า มีการลักลอบตัดฟันชักลากไม้ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนเป็นไปอย่างชุกชุม พ.ศ. 2478 กรมป่าไม้ได้ยุบเลิกตอน ยังคงเหลือภาค บริเวณและสาขา และได้มีการตั้งกองค้นคว้า กองโรงเรียนป่าไม้ กองกานไม้เดิมปรับปรุงเป็นกองบำรุงและกองทำไม้ปรับปรุงเป็นกองคุ้มครอง พ.ศ. 2479 รัฐบาลได้อนุมัติให้กรมป่าไม้ จัดตั้งโรงเรียนป่าไม้ที่จังหวัดแพร่ มีนักศึกษา รวม 25 นาย
                      กองที่มีความสำคัญต่อการจัดการป่าไม้ ก็คือ กองบำรุง และกองโรงเรียนป่าไม้ เพราะกองบำรุง ก็คือ กองกานไม้เดิม ซึ่งเป็นกองซึ่งคัดเลือกกานไม้ เพื่อจะอนุญาตให้ทำไม้ออกในแต่ละแปลงในแต่ละสัมปทาน โดยคำนึงถึงปริมาณไม้ที่โต เกินขนาด ไม้ชั้นสองจะโตขึ้นเป็นไม้ชั้นหนึ่ง ไม้ชั้นรอง ๆ และลูกไม้ฯลฯ เป็นหลักในการดำเนินงานอนุญาต เมื่อกองกานไม้ยกเลิกไป ภาคหรือเขตก็ทำหน้าที่แทน และกองบำรุงก็เป็นผู้ตรวจสอบโดยมีหัวหน้ากองกานไม้คนเดิมเป็นหัวหน้ากองบำรุง
                     กองโรงเรียนป่าไม้ คือ กองซึ่งทำหน้าที่ผลิตนักศึกษาวิชาการป่าไม้ ออกมาช่วยในการจัดการป่าไม้ให้ถูกต้องตามหลักวิชา กรมป่าไม้ในสมัยท่านเจ้าคุณพนานุจร ท่านถือ ว่าโรงเรียนป่าไม้คือหลักอันสำคัญสำหรับอนาคตของกรมป่าไม้ เพราะฉะนั้นคณะที่ปรึกษาและตัวท่านจึงได้พยายามคัดเลือกอาจารย์ซึ่งมีความเข้มแข็ง มีความรู้ ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัยเป็นอย่างดี ส่งไปเป็นอาจารย์โรงเรียนป่าไม้ เพื่อสั่งสอนและอบรมพนักงานป่าไม้ในอนาคต อาจารย์เหล่านั้นทางกรมป่าไม้ ถือ เป็นเจ้าพนักงานชั้นแนวหน้าทีเดียว
                     พ.ศ. 2482 เป็นระยะที่สัมปทานการทำไม้สักในระยะ 15 ปีหลัง ตามโครงการรอบตัดฟัน 30 ปี ได้เริ่มสิ้นสุดลง และเริ่มสัญญาสัมปทานทำไม้เสียใหม่หลายประการ แต่ที่สำคัญคือ โครงการรอบตัดฟันคงเป็นเวลา 30 ปี โดยแบ่งป่าสัมปทานรายหนึ่ง ๆ ออกเป็น 5 ภาค ภาคละ 3 ปี
                    ในระหว่าง พ.ศ. 2484 ถึง พ.ศ. 2486 นั้น ประเทศไทยอยู่ในสภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง จึงมีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะยุ่งยากและสับสน ส่วนมากจะเป็นไปในรูปของการพยายามคุ้มครองรักษาป่า ควบคุมการทำไม้และการเก็บเงินภาษีและค่าภาคหลวงมากกว่า การปลูกป่ามีจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ
                      พ.ศ. 2485 กรมป่าไม้ได้จัดป่าไม้สัก ซึ่งไม่อยู่ในเขตสัมปทานเดิมเป็นป่าโครงการรายย่อยขึ้นในท้องที่ป่าไม้เขตพิษณุโลก โดยถือเป็นป่าที่อยู่นอกเขตโครงการสัมปทาน มีหลักการของโครงการ ดังนี้
- แบ่งป่าออกเป็นหมวดตัดฟัน แต่ละหมวดตัดฟันมี แปลงตัดฟัน 15 แปลง
  โดยให้มีจำนวนไม้แต่ละแปลงไล่เลี่ยกัน
- ให้มีการเลือกกานตามวิธีบำรุงป่าไว้ก่อน 2 ปี และอนุญาตให้ทำไม้ปีละแปลง
                     พ.ศ. 2489 รัฐบาลต้องมอบคืนสัมปทานและชดเชยส่วนที่เสียหายให้แก่บริษัทผู้รับสัมปทานทำไม้ โดยต้องคัดเลือกไม้สักชดเชยให้บริษัทนอกเหนือหลักเกณฑ์ ทำให้สภาพป่าถูกตัดโค่นลงเกินกำลังป่า แต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นประวัติอยู่ ณ ที่ใด
                      พ.ศ. 2491 Mr. G.N. Danhof ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้แนะนำให้
- สงวนพื้นที่ป่าไว้ให้ได้ 40 % ของเนื้อที่ของประเทศ
- ใช้แผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศมาใช้ในกิจการป่าไม้
                      พ.ศ. 2494 ในปลายของสมัยหลวงสมานวนกิจเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ กรมป่าไม้ได้เสนอโครงการสำรวจและวางโครงการไม้กระยาเลยต่อกระทรวงเกษตราธิการ โครงการดังกล่าวได้กำหนดรอบตัดฟันไว้ 30 ปี (คือว่าไม้ชั้นสองจะโตเป็นไม้ชั้นหนึ่งได้ต้องใช้เวลา 30 ปี) แบ่งป่าออกเป็น 30 แปลง ทำไม้แปลงละ 1 ปี ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) ป่าโครงการดังกล่าวนี้เป็นป่าโครงการเพื่อผลิตไม้ท่อนและไม้ซุง การดำเนินงานในป่าโครงการ แยกงานออกดังนี้
- ทำการสำรวจคัดเลือกไม้ที่ได้ขนาดตัดฟัน
- ทำการสำรวจนับไม้ชั้นต่าง ๆ
- ทำแผนที่ แสดงสต๊อกไม้ (Stock map)
- ทำการรังวัดหมายแนวเขตแปลงตัดฟัน
- ทำการบำรุงป่า
                      การสำรวจคัดเลือกตีตราไม้ให้ทำการสงวนไม้กระยาเลย (นอกจากไม้ยาง) 15% ของไม้เลือกทั้งหมด สำหรับไม้ยางให้สงวน 30 เปอร์เซ็นต์ ของไม้เลือกทั้งหมด นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งป่าไม้แขวงขึ้นเพื่อที่จะให้มีพนักงานป่าไม้ประจำอยู่ในป่า
                      พ.ศ. 2495 ได้มีการวางโครงการป่าไม้เพื่อกิจการของการรถไฟ และกรมป่าไม้ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ผลเป็นอย่างไร ไม่มีการบันทึก แต่หลักการมีอยู่ว่า
                      ในรัศมี 10 กม. จากทางรถไฟ จะกันที่ป่าเพื่อการรถไฟ ระยะที่กรมป่าไม้ยังไม่วางโครงการ กรมป่าไม้จะได้แบ่งแปลงตัดฟันให้หนึ่งแปลงก่อน สำหรับป่าที่จะจัดเป็นหมวดตัดฟันหนึ่ง ๆ การอนุญาตทำไม้ให้ทำในนามของการรถไฟแห่งประเทศไทย
                       ไม้ที่ทำออกกรมป่าไม้จะเก็บแต่ค่าภาคหลวง การรถไฟจะออกค่าใช้จ่ายในการหมายเขตป่า เท่า ๆ กับค่าภาคหลวง
                       ไม้ที่หมายไว้ และไม้ประเภท ข. เป็นไม้ที่ทางการรถไฟฯ จะต้องเว้นไว้ไม่ตัดฟัน
                        การวางโครงการป่าไม้กระยาเลย เฉพาะป่าบกได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ใน พ.ศ. 2495 เมื่อมีการจัดตั้งกองโครงการขึ้นรับผิดชอบงานด้านการจัดการป่าไม้ โดยมีแผนกวางแผนการเป็นผู้ดำเนินการ ในครั้งแรกมีป่าโครงการอยู่เพียง 5 หมวดตัดฟันแต่การควบคุมไม่ทั่วถึงการทำงานตามหลักเกณฑ์ทั้งห้าที่กำหนดไว้ไม่ได้ผลตามที่กำหนดไว้
                        พ.ศ. 2496 กรมป่าไม้ได้ตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ โดยอาศัยแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหารบกและสัญญาสัมปทานงวด 15 ปี ของการให้สัมปทานแบบกำหนดรอบตัดฟัน 30 ปีก็หมดอายุลง กรมป่าไม้ได้จัดวางโครงการป่าไม้ ขึ้นใหม่ โดยจัดวางโครงการไม้สักทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรออกเป็น 40 หน่วยโครงการ แต่ละหน่วยโครงการให้มีการทำไม้ 30 ปี โดยพื้นที่ป่าแบ่งออกเป็น 30 แปลงตัดฟัน แบ่งป่าออกเป็น 2 ภาค คือภาคเปิดและภาคปิดใช้วนวัฒน์วิธี Brandis Selection System ขนาดตัดฟันไม้สัก 213 เซนติเมตร วัดที่ 1.30 เมตร สงวนไม้ไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ ของไม้ที่สำรวจคัดเลือก ตีตราให้ตัดฟันทั้งหมดและให้มีไม้เชื้อ ไม้โทน ไม้สันเขา ตามความเหมาะสม และจัดให้ทำไม้ปีละแปลงหมุนเวียนกันไปและป่าโครงการประเภทต่าง ๆ ดังนี้
- ป่าไม้สัก 40 หน่วย โครงการ เนื้อที่ 118,650.00
กม2  

(เนื้อที่ซ้อนไม้กระยาเลย)

- ป่าไม้กระยาเลย 272 หน่วย โครงการ เนื้อที่ 102,482.61 กม2  
- ป่าเลนน้ำเค็ม 302 หน่วย โครงการ เนื้อที่ 1,528.10 กม2  
- ป่าไม้หมอนและฟืนรถไฟ 50 หน่วย โครงการ เนื้อที่ 8,070.26 กม2  
- ป่าฟืนโรงงานอุตสาหกรรม 63 หน่วย โครงการ เนื้อที่ 7,847.54 กม2  
รวมเนื้อที่ 238,587.54 กม2  
                      พ.ศ. 2497 สัมปทานป่าไม้สักของบริษัทต่างประเทศได้หมดอายุลง (ภาค 15 ปี) รัฐบาลไม่ให้ต่ออายุสัมปทาน แต่ให้ตั้ง “บริษัทป่าไม้ร่วมทุน” แทน
                     พ.ศ. 2498 จัดตั้งบริษัทป่าไม้จังหวัด ตามนโยบายรัฐบาล ทำไม้สักส่วนหนึ่ง บริษัทป่าไม้ร่วมทุนทำไม้สักส่วนหนึ่ง และให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ทำป่าอีกส่วนหนึ่ง รวมเป็นสามส่วน ยกเว้น การทำไม้ที่จะต้องส่งล่องตามแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า
                      พ.ศ. 2501 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการ
- ให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ทำไม้ ซึ่งอยู่นอกสิทธิของป่าสัมปทานทั้งหมด (ไม้ 7 กรณี)
- ให้กรมที่ดิน กรมอื่น ๆ ร่วมกับ กรมป่าไม้จำแนกที่ดินทั่วประเทศ ให้ได้เนื้อที่ป่าไว้
   ในขั้นต้น 156 ล้านไร่
                     พ.ศ. 2504 Sir Harry champion ผู้เชี่ยวชาญขององค์การองค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ (FAO) ได้สำรวจวางโครงการ ป่าแม่งาว จังหวัดลำปาง และได้เสนอแผนงานดำเนินงานในป่าแม่งาวระหว่าง พ.ศ. 2504-2514 เสนอต่อรัฐบาลไทย เรียกว่า “โครงการป่าแม่งาว”
                      พ.ศ. 2507 กรมป่าไม้ได้ขออนุมัติหลักการจากกระทรวงเกษตรเพื่อจัดวางโครงการแม่งาวเป็นป่าสาธิต โดยจะดำเนินงานตามแนวทางที่ Sir Harry Champion ได้วางโครงการไว้ ซึ่งกระทรวงเกษตรได้อนุมัติให้ดำเนินการได้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2507 กรมป่าไม้ได้พิจารณาวางแผนการดำเนินงานร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และในเดือนถัดไปกรมป่าไม้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่จากกองโครงการออกไปดำเนินการจัดตั้งหน่วยสาธิตแม่งาว อำเภองาว จังหวัดลำปาง
                      ป่าสาธิตแม่งาวมีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 1,540.55 กม.2 แบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น 4 เซคเตอร์ คือแม่งาว แม่แหง แม่หวด และแม่ตีบ ใน พ.ศ. 2507 นี้ได้เริ่มดำเนินการในเซคเตอร์แม่หวด ซึ่งมีเนื้อที่ 215 กม.2 ก่อนโดยร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการสำรวจสภาพป่าและแจงนับไม้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 19 คอมพาร์ทเมนท์ จากนั้นก็เข้าทำการสำรวจคัดเลือกตีตราไม้บำรุงป่าแบบละเอียดถี่ถ้วนในแต่ละคอมพาร์ทเมนท์ โดยการจ้างให้ ออป. เป็นผู้ทำไม้ออก นอกจากนี้แล้วยังได้ดำเนินการด้านอื่น ๆ อีก เช่น ทำแปลงเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ ทำแปลงเพาะปลูกสร้างสวนป่า และทำทางสายประธานเพื่อใช้ในการชักลากไม้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อาศัยใช้งบประมาณจากงบงานควบคุมป่าที่อนุญาตทำไม้
                   พ.ศ. 2508 กรมป่าไม้ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนการจัดการป่าสาธิตแม่งาว
                   พ.ศ. 2510 กรมป่าไม้ได้ปรับปรุงโครงการป่าสาธิตแม่งาว โดยจัดเป็นโครงการไม้สักและไม้กระยาเลยอยู่ในโครงการเดียวกัน ทั้ง 4 เซคเตอร์ ในปีนี้กรมป่าไม้ได้รับงบประมาณในการจัดตั้ง “หน่วยจัดการป่าไม้” เพื่อดำเนินการจัดการป่าโครงการถาวรตามแนวทางของป่าสาธิตแม่งาว เพิ่มขึ้นอีก 4 หน่วย กรมป่าไม้โดยกองโครงการจึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางออกไปดำเนินการจัดตั้ง และดำเนินการในป่าแม่ทรายคำ จังหวัดลำปาง ป่าแม่ต้า จังหวัดแพร่ ป่าแม่ประแหนะ-ประจำรักษ์ และป่าประดางค์-วังก์เจ้า จังหวัดตาก ซึ่งในปีต่อๆ มา คือ ปี 2511, 2512, 2517, 2518 และ 2519 ได้รับงบประมาณให้จัดตั้งหน่วยจัดการป่าไม้เพิ่มขึ้นอีก 5, 8, 4, 5 และ 4 หน่วยตามลำดับ รวมทั้งสิ้นในปัจจุบันนี้มีหน่วยจัดการป่าไม้รวมทั้งสิ้น 25 หน่วย
                   โครงการป่าสาธิตได้ดำเนินการอยู่ภายใต้ความควบคุม และรับผิดชอบของคณะกรรมการ 2 ชุด คือ
                     - คณะกรรมการป่าสาธิต มีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ แนะนำ และตรวจสอบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการฝ่ายวิชาการป่าสาธิต
                     - คณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการป่าสาธิต มีหน้าที่วางแผนปฏิบัติงานเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าสาธิตและควบคุมการดำเนินงานป่าสาธิตให้เป็นไปตามแผนงาน พร้อมทั้งรายงานผลความก้าวหน้าในการดำเนินงานต่อคณะกรรมการป่าสาธิตทุก 6 เดือน
                   พ.ศ. 2510-2513 กรมป่าไม้ได้จัดวางโครงการป่าบกทั่วประเทศ แยกเป็นป่าโครงการต่าง ๆ ดังนี้
                     - ป่าโครงการไม้สักได้ทำการสำรวจปรับปรุงป่าโครงการไม้สักทั้ง 41 หน่วยโครงการใหม่ให้เป็นไปตามหลักวิชายิ่งขึ้น โดยอาศัยขอบเขตของป่าโครงการไม้กระยาเลยเป็นหลัก ป่าโครงการไม้สักที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ดังกล่าวนี้มีจำนวนทั้งหมด 217 หมวดตัดฟัน พื้นที่ซ้อนกับป่าโครงการไม้กระยาเลย ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) ทำการสำรวจไปพร้อมกับไม้กระยาเลย แล้วแยกบัญชีไม้สักเพื่อให้ผู้รับสัมปทานไม้สักเข้าทำไม้ ป่าต่าง ๆ เหล่านี้ได้เริ่มเปิดดำเนินงานตามโครงการที่ปรับปรุงใหม่โดยลำดับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา หลังจากที่อายุสัมปทานการทำไม้สักของป่าไม้สักหน่วยโครงการเดิมต่าง ๆ ได้สิ้นสุดลงแล้ว
                     - ป่าโครงการไม้กระยาเลย (ป่าบก) ที่จะให้สัมปทานระยะยาวมีทั้งหมดจำนวน 328 หมวดตัดฟัน เนื้อที่ประมาณ 189,373 กม2 โดยจัดแบ่งป่าโครงการออกเป็น 10 ตอน แต่ละตอนแบ่งออกเป็น 3 แปลง รวมทั้งหมดมี 30 แปลง ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) ป่าโครงการประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้ทำไม้ในลักษณะไม้ท่อนซุงแบบสัมปทานและเพื่อการค้าโดยเฉพาะ
                    - ป่าโครงการเพื่อการใช้สอยแบบเอนกประสงค์มีทั้งหมดจำนวน 146 หมวดตัดฟัน เนื้อที่ประมาณ 33,902 กม2. โดยจัดแบ่งป่าโครงการออกเป็น 10 ตอน แต่ละตอนแบ่งออกเป็น 3 แปลง รวมทั้งหมดมี 30 แปลง ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัดผสมกับการตัดไม้บำรุงป่า (Modified Selection cum Improvement Felling system) ป่าโครงการประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้ทำไม้ท่อนซุง ไม้ฟืน หรือไม้เสาเข็มฯลฯ เพื่อการใช้สอยส่วนตัวของประชาชน และการกุศลสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะเท่านั้น
                     - ป่าโครงการไม้ฟืนโรงงานบ่มใบยาสูบ ได้จัดแบ่งป่าออกเป็น 20 แปลง ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัดผสมกับการตัดไม้บำรุงป่า (Modified Selection cum Improvement Felling system) มีทั้งหมดทั่วทั้งประเทศ 46 หมวดตัดฟัน คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 7,161 กม.2   ป่าโครงการประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้ทำไม้ฟืนสำหรับใช้ในกิจการบ่มใบยาสูบโดยเฉพาะ
                     - ป่าโครงการไม้สนเพื่อเจาะเอายาง ได้จัดแบ่งออกเป็น 3 แปลง การสำรวจตีตราไม้ หรือนับจำนวนไม้เพื่ออนุญาตให้เจาะเอายางเป็นรายปีนั้นยึดถือปฏิบัติเกี่ยวกับขนาดความโตของไม้และวิธีการเก็บหาของป่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ว่าด้วยการเก็บหาของป่าหวงห้ามทุกประการ มีทั้งหมดทั่วทั้งประเทศ 10 หมวด คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,083 กม.2 ป่าโครงการประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้เจาะต้นสนเอายางหรือชันสนไปใช้ประโยชน์เท่านั้น มิได้อนุญาตให้ตัดฟันต้นไม้สน
                      - ป่าโครงการไม้รักเพื่อเจาะเอายาง ได้จัดแบ่งออกเป็น 3 แปลง การสำรวจตีตราหมายไม้หรือนับจำนวนไม้ เพื่ออนุญาตให้เจาะเอายางเป็นรายปีนั้นยึดถือปฏิบัติเกี่ยวกับขนาดความโตของไม้และวิธีการเก็บหาของป่าตามกฎกระทรวงฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 ว่าด้วยการเก็บหาของป่าหวงห้ามทุกประการ มีทั้งหมดทั่วทั้งประเทศ 10 หมวด คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,316 กม2. ป่าโครงการประเภทนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้เจาะต้นรักเอายางไปใช้ประโยชน์เท่านั้น มิได้อนุญาตให้ตัดฟันต้นไม้รัก
                      - ป่าโครงการเพื่อเก็บหาใบลาน ได้จัดแบ่งออกเป็นหมวดโดยไม่ต้องแบ่งแปลง การตัดเอาใบลานเป็นรายปีนั้น ยึดถือปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการเก็บหาของป่าตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ว่าด้วยการเก็บหาของป่าหวงห้ามทุกประการ มีทั้งหมดทั่วทั้งประเทศ 5 หมวด คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,354 กม.2 ป่าโครงการประเภทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้ตัดเอาใบลานไปใช้ประโยชน์เท่านั้น มิได้อนุญาตให้ตัดฟันต้นลาน
                     - ป่าโครงการรถไฟมีทั้งหมด จำนวน 26 หมวดตัดฟัน เนื้อที่ประมาณ 7,184 กม.2 โดยจัดแบ่งป่าโครงการออกเป็น 30 แปลง ใช้ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัดผสมกับการตัดไม้บำรุงป่า (Modified Selection cum Improvement Felling system) ป่าโครงการประเภทนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดอนุญาตให้ทำไม้หมอนและไม้ฟืน เพื่อกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยเฉพาะ
                    สำหรับระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) นี้ จำเป็นต้องอธิบายเพราะเป็นระบบที่ใช้กับป่าที่ผลิตไม้เพื่อเป็นสินค้า หรือป่าสัมปทาน จึงขอสรุปสาระสำคัญของระบบนี้
                    ระบบวนวัฒน์วิธีเลือกตัด (Selection System) หมายถึงเลือกไม้ที่โตได้ขนาดจำกัดขึ้นไป ที่ความสูง 130 ซม. เช่นไม้สักขนาดจำกัด 213 ซม. ไม้ยาง 250 ซม.ไม้เต็ง 100 ซม. ฯลฯ นอกจากนี้ไม้ที่โตได้ขนาดจะต้องทำการสงวนไว้อีก 15 เปอร์เซนต์ สำหรับไม้สักและไม้กระยาเลย (เว้นไม้ยาง) 30 เปอร์เซนต์สำหรับไม้ยางโดยคิดจากสูตร
เปอร์เซนต์ไว้สงวน = ไม้สงวน x 100
                                        ไม้เลือกยืนต้นสด+ ไม้สงวน
                   นอกจากไม้สงวนแล้วไม้ต้องห้ามที่ห้ามทำออก ได้แก่
                     ก. ไม้หวงห้ามประเภท ข ทุกชนิด
                     ข. ไม้โทน ห้ามมิให้คัดเลือกตีตรา ต้นไม้ที่เรียกว่าไม้โทนนั้น เป็นต้นไม้ที่อยู่ห่างต้นไม้ดีงามขนาดใหญ่กว่า100 ซม. (วัดตรงที่สูงจากพื้นดิน 130 ซม.) ขึ้นไป อันจะเป็นเชื้อได้ยั่งยืน คือ
- ในป่าที่ราบในระหว่าง 35 เมตร
- ในป่าเชิงเขาในระหว่าง 30 เมตร ทางบนเขา หรือในระหว่าง 45 เมตร ลุ่มเขาถ้าไม่มีไม้เชื้อดังกล่าว ให้ถือว่าต้นไม้นั้นเป็นไม้โทน
                     ค. ไม้สันเขา ซึ่งชาวเมืองเรียกว่า แปดอย คือ ต้นไม้ที่ขึ้นบนสันเขา ห้ามมิให้เลือกตีตราเป็นอันขาด ไม้สันเขานั้น คือ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนสันหรือใกล้สันเขา ต้องเป็นต้นไม้อันสามารถโปรยเมล็ดลงบนเชิงเขาทั้งสองข้างสันเขาได้ หรือถ้าต้นไม้นั้นต้องตัดฟันและชักลากแล้ว น่าจะเป็นเหตุให้เกิดถล่มหรือเขาทลายได้
                      ส่วนกว้างแห่งสันเขานั้น คือ ที่ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ราบในระหว่างเส้นศูนย์กลางของเส้นทั้งสองข้างศูนย์กลางที่ตรงที่ดินลาดลงไปตามเชิงเขานั้น
                      ถ้าส่วนกว้างแห่งสันเขาไม่เกินกว่า 35 เมตร ต้นไม้ทุก ๆต้นที่อยู่ในระยะ 250 ซม.   ศูนย์กลางของสันเขา ให้นับว่าเป็นไม้สันเขาแต่ถ้าส่วนกว้างของสันเขาเกินกว่า 35 เมตร จงอย่าว่าเป็นสันเขา ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในอาณาเขตนั้นก็ให้เลือกตีตราได้ดังต้นไม้ในที่อื่นๆ เช่นต้นไม้ในที่ราบอย่างธรรมดา แต่ต้องเหลือไม้โทน ไม้เชื้อ ไม้สงวน ไว้ตามที่จำเป็น
                     ง. ไม้เชื้อหรือแม่ไม้ ต้องมีไว้ให้เพียงพอ ไม้เชื้อหรือแม่ไม้ต้องเป็นไม้ที่มีขนาดวัดรอบต้นเกินกว่า 100 ซม. (วัดตรงที่สูงจากพื้นดิน 130 ซม.) และมีลำต้นงดงามมียอดสมต้นพอที่จะยืนสำหรับหว่านพืชให้ทั่วถึงชั่วกาลนานได้
                     โดยเหตุที่ประมาณว่าไม้เชื้อจะโปรยเมล็ดไกลจากต้นได้ในที่ราบ แต่เพียง 35 เมตร ที่ลาดจะโปรยขึ้นไปทางบนภูเขาได้เพียง 30 เมตร ทางลุ่มเขาเพียง 45 เมตร ฉะนั้นไม้ต้นใดไม่มีเชื้อขึ้นแทนอยู่ในระหว่างระยะที่กล่าวนี้ ห้ามมิให้เลือกตีตราเป็นอันขาด
                     พ.ศ. 2515 ได้มีการแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อกองโครงการเป็นกองจัดการป่าไม้และแบ่งงานด้านการจัดการป่าไม้ กองจัดการป่าไม้ออกเป็น 3 งาน
- งานจัดการป่าไม้สัก
- งานจัดการป่าไม้กระยาเลย
- งานจัดการป่ารถไฟและอุตสาหกรรม
                    พ.ศ. 2517 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเปอร์เซนต์ไม้ไว้สงวนเป็นไม้ทุกชนิด (เว้นไม้ยาง) สงวนไว้ 30 เปอร์เซนต์ ไม้ยางสงวนไว้ 50 เปอร์เซนต์ และได้ยกเลิกการกานไม้สัก
                    พ.ศ. 2518 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการหมายแนวเขตแสดงบริเวณพื้นที่ๆ เป็นต้นน้ำลำธารลงในแผนที่ป่าโครงการที่ให้สัมปทานทำไม้ ใช้หลักการหมายขอบเขตภูมิประเทศที่มีความลาดชันโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 30 องศา ขึ้นไป บริเวณที่หมายแนวดังกล่าวห้ามมิให้ทำการสำรวจคัดเลือกตีตราไม้โดยเด็ดขาดด้วยการหาค่าเฉลี่ยความลาดชันอย่างสังเขป โดยวิธี Relief Ratio
                   อนึ่งในปีนี้สถานการณ์ในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาคอมมิวนิสต์รุนแรง ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ใช้อำนาจห้ามมิให้บุคคลเข้าไปอยู่และอาศัยในพื้นที่ ทำให้พื้นที่ป่าโครงการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทยอยระงับการทำไม้ลงจนเกือบหมด
                    พ.ศ. 2521 ได้มีการจัดแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยแบ่งงานด้านการจัดการป่าไม้ กองจัดการป่าไม้ ออกเป็น 4 ภาค
- งานจัดการป่าไม้ภาคเหนือ
- งานจัดการป่าไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- งานจัดการป่าไม้ภาคกลาง
- งานจัดการป่าไม้ภาคใต้
                    ทางด้านขนาดจำกัดได้มีการลดขนาดจำกัดไม้สำคัญหลายชนิด ไม้สักได้ลดขนาดลงมาเหลือ 190 ซม.
                    พ.ศ. 2522 งาน 4 ภาค กพ. ได้ยกระดับเป็นฝ่าย และในปีนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ค.ร.ม.เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2522 ลดพื้นที่การทำไม้ลง 50 เปอร์เซนต์ ของพื้นที่ป่าโครงการ ทำให้ป่าโครงการ 341 โครงการเกือบครึ่งต้องถูกปิดไปโดยปริยาย
                    พ.ศ. 2527 เมื่อผู้รับสัมปทานทำไม้ ซึ่งถูกปิดป่าได้ร้องขอความเป็นธรรม คณะรัฐมนตรีมีมติ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ผ่อนคลายให้มีการทำไม้ในอัตราร้อยละ 50 ของจำนวนไม้ที่ได้ขนาดจำกัดหรือไม้สงวนไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนต้นไม้เลือกและไม้สงวนรวมกัน จำนวน 48 ป่า
                    พ.ศ. 2529 ได้มีการเปลี่ยนเปอร์เซนต์ไม้สงวนเป็น 30 เปอร์เซนต์ทุกชนิด ขณะเดียวกันประเทศในกลุ่มอาเซียนได้จัดตั้งสถาบันการจัดการป่าไม้ (ASEAN Institute of Forest Management = AIFM) โดยมีรัฐบาลประเทศแคนาดา เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ การศึกษา อบรม ดูงานที่ประเทศแคนาดาและประเทศอาเซี่ยน และประเทศแคนาดาได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ โดยมีโครงการนำร่องที่ป่าสาธิต อ.งาว จ. ลำปาง และ อ. พนม จ. สุราษฎร์ธานี ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2529-2534)
                   การทำไม้หลังจากที่มีการผ่อนคลายเริ่มมีปัญหามากขึ้นเนื่องจากกระแสการต่อต้านของมวลชนต่าง ๆ รวมทั้งราษฎรที่อาศัยในบริเวณป่าด้วย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อุทกภัยทางภาคใต้เมื่อปลายปี 2531 ซึ่งทำความเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐบาลได้ระงับการทำไม้ทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปชั่วคราวขณะเดียวกันมวลชน / สื่อมวลชนเกือบทุกแขนงต่างเร่งรัดให้รัฐบาลยกเลิกสัมปทานทำไม้ทั้งหมด จนในที่สุดรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2498 พ.ศ. 2532 เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2532 และคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 32/2532 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2532 เรื่อง การให้สัมปทานสิ้นสุดลง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการจัดการป่าไม้ (ป่าบก) ในการจัดวางโครงการทำไม้ป่าบกทั่วประเทศ ในป่าธรรมชาติก็ต้องยุติลงทุกโครงการ พื้นที่ๆ มีสภาพป่าสมบูรณ์ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแทน กลายเป็นตำนานของการจัดการป่าไม้ เพื่อจัดวางโครงการทำไม้ในป่าธรรมชาติ สำหรับป่าสาธิตได้ยุติการดำเนินการทางด้านตัดไม้บำรุงป่า คงเหลือแต่งานทางด้านวิชาการเท่านั้น
                   หลังจากปิดป่าแล้ว กรมป่าไม้ได้มีการปรับปรุงป่าโครงการทั่วประเทศ เพื่อทำการสำรวจหาพื้นที่ป่าที่มิได้นำไปผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยทำการสำรวจทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณและใกล้เคียงป่าทั้งที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่และไม่มี เมื่อได้เนื้อที่ป่าเหลืออยู่จริง ก็ทำการปักหลักเขตและหมายแนวเขต ตลอดจนสำรวจนับไม้และนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าพื้นที่ป่าแต่ละแห่งสมควรจะดำเนินการจัดการป่าไม้อย่างไร วัตถุประสงค์อะไร
                  นอกจากนี้ฝ่ายจัดการป่าไม้แต่ละภาคได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการจัดการป่าไม้ร่วมกับฝ่ายจัดการและสำนักงานป่าไม้เขต มีแปลงตั้งอยู่ที่ จ. อุบลราชธานี จ. อุดรธานี จ. มุกดาหาร จ. เลย จ. กาญจนบุรี จ. ลำปาง จ. พังงาและ จ. นครศรีธรรมราช
                  พ.ศ. 2535 กรมป่าไม้ได้มีการจัดอัตรากำลัง แผน 3 ปี ครั้งแรก ฝ่ายจัดการป่าไม้ทั้ง 4 ภาค ได้ยุบเหลือฝ่ายเดียว และต่อมาในปีเดียวกัน กรมป่าไม้ได้ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ โดยงานที่เกี่ยวกับวิชาการทั้งหมดให้ไปขึ้นกับสำนักวิชาการป่าไม้ ทำให้ฝ่ายจัดการป่าไม้ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน งานวิชาการไปสังกัดสำนักวิชาการป่าไม้ งานที่ปฏิบัติไปขึ้นกับส่วนทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและฝ่ายป่าสาธิตไปขึ้นกับสำนักวิชาการป่าไม้เช่นเดียวกัน
                  พ.ศ. 2536 ยุบกองจัดการป่าไม้และกรมป่าไม้ได้แบ่งหน่วยงานภายในสำนักวิชาการป่าไม้ ออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ งานทางด้านวิชาการทางฝ่ายจัดการป่าไม้ได้รวมกับฝ่ายป่าสาธิต เรียกว่า กลุ่มพัฒนาการจัดการป่าไม้และป่าสาธิต สังกัดส่วนวิจัยเศรษฐกิจและพัฒนาการจัดการป่าไม้ โดยมีกลุ่มวิชาการ สังกัดป่าไม้เขตต่าง ๆ เป็นหน่วยงานร่วมวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี
                   ปัจจุบันเมื่อการจัดการป่าไม้ในป่าโครงการได้ถูกนำไปเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์เกือบทั้งหมดแล้ว งานวิชาการทางด้านนี้ได้เน้นหนักไปทางด้านวิจัยเป็นหลักในพื้นที่ป่าสาธิต อ.งาว จ. ลำปาง หน่วยจัดการป่าไม้ทั้ง 25 หน่วย ตลอดจนพื้นที่แปลงตัวอย่างในภาคต่าง ๆและได้มีการจัดตั้งหน่วยป่าสาธิตภาคกลาง ที่ จ. กาญจนบุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมนี้เตรียมหาพื้นที่จัดตั้งที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ต่อไป เพื่อหารูปแบบการจัดการป่าไม้ในอนาคตและสถาบันการจัดการป่าไม้ (ASEAN Institute of Forest Management: AIFM) ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2529 (phase 1 ) ระยะ 5 ปี ปัจจุบันอยู่ใน Phase 2 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 และโครงการวิจัยด้านการจัดการป่าไม้ร่วมกับนักวิจัยจากสถาบัน JICA (Japan Inaternational Cooperation Agency) ที่ปฏิบัติงานที่ป่าสาธิต อำเภองาว จังหวัดลำปางซึ่งงานทั้งหมดนี้ มีกลุ่มพัฒนาการจัดการป่าไม้และป่าสาธิตส่วนวิจัยเศรษฐกิจและพัฒนาการจัดการป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานวิชาการทางด้านการจัดการป่าไม้
  
           1.3 ทิศทางการจัดการป่าบกในอนาคต
                 การจัดการป่าไม้ในอนาคตมื่อป่าธรรมชาติได้ถูกกำหนดเป็นป่าเพื่อการอนุรักษ์หมดแล้ว แต่การใช้ไม้ภายในประเทศยังต้องมีต่อไปและปัญหาการลักลอบตัดฟันไม้เพื่อความจำเป็นต้องใช้ไม้และการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินป่าไม้ล้วนแต่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและสภาพแวดล้อมเป็นผลทำให้ความสมดุลทางธรรมชาติเสียไป มาตรการแก้ไขและกำหนดแนวทางการปฏิบัติด้านป่าไม้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ กำหนดพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศหรือประมาณ 128 ล้านไร่ จึงจะสมดุลกับการรักษาระดับความสัมพันธ์อันเหมาะสมของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติไว้ได้ แต่ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงประมาณร้อยละ 26 แสดงว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าไม้อีกร้อยละ 14 หรือคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 45 ล้านไร่ โดยเร่งรัดให้มีการกำหนดพื้นที่ป่าไม้ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศหรือประมาณ 80 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ป่าที่จะต้องนำมากำหนดให้เป็นป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมให้ครบตามเป้าหมายได้แก่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์มีพรรณไม้ที่มีค่าและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธาร สำหรับป่าเศรษฐกิจร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศนั้นรัฐต้องรณรงค์และเร่งรัดให้มีการปลูกไม้ป่าทุกรูปแบบควบคู่กับการป้องกัน และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่เหลืออยู่อย่างจริงจัง และเร่งด่วนซึ่งจะต้องปลูกป่าเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 45 ล้านไร่ ในขณะที่รัฐโดยกรมป่าไม้สามารถปลูกป่าขึ้นมาใหม่ได้เพียงปีละประมาณ 2 แสนไร่เท่านั้น จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ราษฎร และเอกชน ได้มีส่วนร่วมในการปลูกป่าจึงจะสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้ครบร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศตามที่กำหนดไว้ในนโยบายการป่าไม้แห่งชาติ ทิศทางของการจัดการป่าไม้เพื่อสนองความต้องการใช้ไม้ภายในประเทศจะต้องดำเนินการในลักษณะโดยการปลูกป่าเองไว้ใช้เองเป็นหลัก โดยแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
การจัดการปลูกป่าในพื้นที่หัวไร่ปลายนาหรือพื้นที่กรรมสิทธิ์รายย่อย
                 โดยแต่ละครอบครัวทำการปลูกป่าในพื้นที่ครอบครองของตนเองอย่างอิสระ ต้นไม้ที่ปลูกเป็นสมบัติของราษฎรโดยตรงเพื่อนำไปใช้สอยในครัวเรือน เช่น ทำเป็นฟืนถ่านและไม้ก่อสร้างทั่วไป ขณะเดียวกันยังมีรายได้และอาหารจากพืชเกษตรที่ปลูกควบด้วย ถ้าหากแต่ละครอบครัวนำเอาเทคนิคด้านวนเกษตรไปใช้
การจัดการในพื้นที่สาธารณะประโยชน์และป่าชุมชน
                 โดยปลูกไม้ป่าตามโรงเรียน วัดหรือในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ เป็นการดำเนินงานโดยกลุ่มราษฎรชนบทในชุมชนนั้นๆ ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดจะเป็นของส่วนรวมในรูปของการปลูกป่าเพื่อชุมชน โดยในระยะแรก กรมป่าไม้คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการให้บริการบางส่วนเท่าที่จำเป็น ให้กล้าไม้ ขณะเดียวกันพยายามเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การจัดการป่าเชิงพาณิชย์โดยภาคเอกชน
                 ในพื้นที่นี้อาจจะเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ หรือพื้นที่ครอบครองโดยการเช่าพื้นที่ป่าสงวนเพื่อดำเนินการลงทุนเพื่อประกอบการทางธุรกิจของภาคเอกชน ซึ่งสามารถนำเอาเทคนิคด้านวนเกษตรไปใช้ซึ่งเป็นวิธีการปรับปรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ให้มีกำลังผลิตยั่งยืนในระยะยาว ลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดความล้มเหลวทางด้านการเกษตร เนื่องจากประสบความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ยังสามารถได้รับประโยชน์จากต้นไม้เป็นผลพลอยได้อย่างคุ้มค่าด้วย เพราะต้นไม้มีขีดความสามารถและความทนทานต่อสภาวะวิกฤตของสภาพแวดล้อมได้สูงกว่าพืชเกษตรหลายสิบเท่า และแทบจะไม่ได้รับอันตรายเลยถ้าหากเลือกชนิดไม้ปลูกได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะเดียวกันผลผลิตของต้นไม้ที่ได้ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายเป็นสินค้าได้ ซึ่งอาจจะจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบเพื่อผลิตเยื่อกระดาษ หรือจะจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบหรือไม้ใช้สอยขนาดเล็ก เช่น ทำไม้เสาเข็ม เสาเรือนขนาดเล็ก ทำไม้ปาเก้ เครื่องเรือน เครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ รวมทั้งการผลิตฟืนสำหรับโรงบ่มใบยาสูบ และการผลิตถ่านเพื่อการใช้สอยในครัวเรือน เป็นต้น
การจัดการในพื้นที่ดำเนินการของรัฐ
                 ในอนาคตหน่วยราชการอื่นและรัฐวิสาหกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากไม้จะต้องดำเนินการหาวัตถุดิบเอง เช่น
                  - กรมประชาสงเคราะห์ โดยการปลูกป่าเพื่อใช้สอยภายในนิคมสร้างตนเองแต่ละแห่ง ขณะเดียวกันสามารถผลิตอาหารเพื่อบริโภคของแต่ละครอบครัวที่เป็นสมาชิกอยู่ในนิคมนั้น ๆ
                  - กรมราชทัณฑ์ เนื่องด้วยกรมราชทัณฑ์ได้มีโครงการปลูกป่าเพื่อใช้สอยในการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังหรือนักโทษ โดยใช้ไม้เป็นวัตถุดิบสำหรับงานแกะสลักหรือประดิษฐ์เครื่องเรือนต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ระบบวนเกษตรสามารถนำไปใช้กับโครงการนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถผลิตอาหารให้แก่นักโทษเป็นการประหยัดงบประมาณได้อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันสามารถนำแรงงานสูญเปล่าของนักโทษมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม และสามารถมีไม้เพื่อใช้ประโยชน์ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นประมาณ 5-8 ปี
                   - องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และบริษัทไม้อัดไทยจำกัด รัฐวิสาหกิจทั้งสองนี้ได้นำระบบวนเกษตรไปปฏิบัติในการปลูกสร้างสวนป่าอย่างได้ผลมานานแล้ว โดยที่ลักษณะการประกอบการนั้นสามารถกระทำ โดยการชักนำราษฎรให้เข้ามามีส่วนในรูปของการให้ราษฎรเช่าที่ดินมาดำเนินการเอง และองค์การคอยรับซื้อไม้ทั้งหมด หรือทางองค์การเป็นผู้ดำเนินการเองเพียงแต่จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้แก่ราษฎรที่เข้ามาปลูกพืชไร่ควบภายในสวนป่าขององค์การ ซึ่งในกรณีหลังนี้ผลผลิตพืชเกษตรจะตกเป็นของชาวไร่ ส่วนต้นไม้เป็นสมบัติขององค์การโดยตรง
การจัดการปลูกป่าในเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐและพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
                   เนื่องจากราษฎรในชนบทจะมีถิ่นฐานและดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องกับป่าไม้อยู่โดยทั่วไปทั้งในที่ราบและที่สูง โดยมิได้แยกหรือจำกัดเขต ให้อยู่อาศัยได้เฉพาะนอกเขตป่าอนุรักษ์เท่านั้น เช่นชุมชนชาวไทยภูเขาต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ ด้วย แต่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการและพยายามที่จะแยกหรืออพยพราษฎรดังกล่าวออกจากเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกให้หมด แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
                ดังนั้น เพื่อให้ราษฎรยังคงใช้ชีวิตหรืออยู่อาศัยในเขตป่าอนุรักษ์ได้ต่อไปโดยไม่ทำให้ทรัพยากรป่าไม้ต้องถูกทำลายจนเสื่อมโทรม ระบบวนเกษตรสามารถนำไปแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันของคนกับป่าไม้ในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม โดยเลือกใช้รูปแบบของวนเกษตรในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น รูปแบบการปลูกไม้หลายชั้นเรือนยอดโดยการปลูกเป็นแถบสลับกับพืชเกษตรตามแนวขวางทางลาดขอบเขาเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ขณะเดียวกันราษฎรก็มีไม้สำหรับใช้สอยในครัวเรือนพร้อมทั้งมีพืชเกษตรสำหรับเป็นอาหารควบคู่กันไป
  

2. การจัดการป่าชายเลน

            2.1 เหตุการณ์ พ.ศ. 2480-2539
                  การจัดการป่าชายเลนในอดีต ยังมิได้มีการวางโครงการเป็นการถาวรเท่าใดนัก เป็นเพียงโครงการชั่วคราวที่มีการอนุญาตให้แก่รายย่อยเป็นปี ๆ ไป ระบบวนวัฒน์วิธีก็ยังมิได้ มีการกำหนดให้ใช้แน่นอนแต่อย่างใด ตามหลักฐานเรื่องป่าชายเลนของคุณหลวงวิบูลวนกิจ จากหนังสือวนสาร ปีที่ 2 ฉบับที่ 6 ประจำเดือน ตุลาคม 2480 กล่าวว่า
                  “...ป่าชายเลนในจังหวัดตราดนั้นได้วางโครงการไว้เสร็จแล้ว
                  .....ป่าชายเลนในจังหวัดจันทบุรีนั้น เหลืออีกหนึ่งปีก็จะครบอายุโครงการเดิม และจะจัดวางโครงการใหม่...”
                 พ.ศ. 2504 กรมป่าไม้ โดยแผนกงานแผนการ กองโครงการ ได้ทำการปรับปรุง หลักเกณฑ์การทำไม้ป่าชายเลน และให้ทำการสำรวจจัดวางโครงการป่าชายเลนให้เป็นรูปแบบ เดียวกันทั้งหมดใหม่ โดยกำหนดรอบตัดฟัน 15 ปี แบ่งพื้นที่ป่าแต่ละโครงการเป็น 15 แปลง ระบบวนวัฒน์วิธีที่ใช้ คือ Shelterwood with Minimum Girth Limit ต่อมาได้มีมติคณะรัฐ- มนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2509 ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายการทำไม้ป่าชายเลนจากวิธีย่อย และการอนุญาตแบบผูกขาดมาเป็นการอนุญาตโดยวิธีสัมปทานระยะยาวตามโครงการ 15 ปี และเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว กรมป่าไม้ได้ทำการสำรวจจัดวางโครงการเพื่อทำไม้ ออกตามหลักวิชาการ จำนวน 310 โครงการ (มีผู้รับสัมปทาน 299 โครงการ) โดยมีเป้าหมาย เพื่ออำนวยผลผลิตอย่างสม่ำเสมอตลอดไป ป่าโครงการแต่ละโครงการจะทำการแบ่งออกเป็น 15 แปลงตัดฟัน ให้ทำไม้ปีละ 1 แปลง ตามระบบตัดหมดในแนวสลับ (Clear Felling in Alternate Srips) โดยมีหลักเกณฑ์และแนวทางการตัดฟันไม้ป่าชายเลน มีดังนี้
- วางแนวตัดฟัน (strip) เป็นมุม 45 องศา กับทิศกระแสน้ำขึ้น
- แนวตัดฟัน (strip) มีขนาดความกว้างแนวละ 40 เมตร   วางตลอดทั้งแปลง
  โดย ทำการหมายด้วยสีหรือตัดสางให้เป็นช่องสามารถเห็นได้โดยเด่นชัด
   และติดป้ายแสดงหมายเลข แปลงของแนวตัดฟันไว้
- ให้ทำการตัดฟันไม้ในแนวตัดฟัน 1 แนว เว้นไว้ 1 แนว สลับกันเรื่อยไป ตลอดทั้งแปลง
- ให้ตัดฟันไม้ทุกชนิด ทุกขนาดในแนวตัดฟันออกทั้งหมด ยกเว้นลูกไม้โกงกาง
    โปรง ประสัก และถั่ว ที่มีขนาดโตต่ำกว่า 15 ซม.
- ต้นไม้ที่โค่นลงและเศษไม้ปลายไม้ต่าง ๆ ที่ใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้ ถ้าทิ้งไว้
   ในพื้นที่ป่าจะเกะกะกีดขวางการปลูกไม้โกงกาง จึงให้นำออกไปให้พ้นบริเวณนั้น
    หรือตัดทอน ให้เป็นท่อนเล็ก ๆ ซึ่งไม่เป็นอุปสรรคแก่การปลูกป่า
                  เพื่อให้การจัดการป่าชายเลนที่ให้สัมปทานไปนั้นถูกต้องตามหลักวิชาการ และ ควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัมปทาน กรมป่าไม้จึงได้ของบประมาณจัดตั้ง หน่วยควบคุมป่าเลน เพื่อดำเนินการจัดการป่าชายเลนตลอดจนควบคุมการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของผู้รับสัมปทาน โดยในปี พ.ศ. 2511 ได้รับงบประมาณจัดตั้งหน่วยควบคุมป่าเลนขึ้นจำนวน 5 หน่วย ต่อมาใน พ.ศ. 2512-2514 ได้รับงบประมาณให้จัดตั้งหน่วยเพิ่มขึ้นปีละ 10 หน่วย ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นครบตามโครงการรวม 34 หน่วย (ในปัจจุบัน มี 40 หน่วย) แต่ละหน่วยควบคุม ป่าชายเลนโครงการประมาณ 10 โครงการ
                  ความมุ่งหมายหลักในการจัดตั้งโครงการควบคุมป่าเลนขึ้น ก็เพื่อจะได้มีการจัด การป่าเลนให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของทางราชการ ในอันที่จะพัฒนาป่าชายเลนให้สามารถ อำนวยประโยชน์และผลิตผลได้สูงสุดสม่ำเสมอตลอดไป กรมป่าไม้ได้ศึกษาค้นคว้าหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับป่าชายเลน โดยได้พิจารณาการจัดการป่าเลนของประเทศ เพื่อนบ้านและเห็นว่าระบบวนวัฒน์วิธีแบบ Clear Felling in Alternate Strip น่าจะบังเกิดผลดี ที่สุด กล่าวคือ
- สามารถควบคุมการทำไม้ได้โดยสะดวก
- ทำให้สภาพป่าสมบูรณ์ขึ้น
- สามารถเพิ่มกำลังผลิตของป่าได้อีกมาก
- สามารถกำจัดไม้ที่ไม่มีค่าต่าง ๆ ออกเหลือแต่ไม้ชนิดที่มีค่าไว้
- ทำการปลูกบำรุงป่า ช่วยเหลือการสืบพันธุ์ของพรรณไม้ได้เต็มที่
-ไม้ที่เกิดขึ้นใหม่จะมีอายุสม่ำเสมอตลอดทั้งแปลง สะดวกและเป็นผลดีแก่การ จัดการป่าในอนาคต
                การทำไม้ป่าเลนในอดีตมุ่งหวังที่จะนำไม้มาใช้ประโยชน์ โดยร้อยละ 90 ของ ไม้ที่ทำออกจะนำไปใช้ในกิจการเผาถ่าน ซึ่งถ่านไม้โกงกางนับว่าคุณสมบัติดีที่สุดในการใช้ ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิง ประเทศไทยได้ผลิตถ่านไม้โกงกางและเคยส่งไปขายยังต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และบางประเทศแถบตะวันออกกลางก็เข้ามาซื้อถ่านจาก ประเทศไทยโดยตรงอีกด้วย ถ่านที่ได้จากป่าชายเลนในท้องที่จังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง สตูล ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ส่วนในจังหวัดระนองและจังหวัดอื่นทางภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด ส่วนใหญ่วางจำหน่ายในท้องถิ่นและส่งมาจำหน่ายในเขต กรุงเทพมหานคร
                 เนื่องจากไม้ที่ทำออกจากป่าชายเลนส่วนใหญ่ใช้ในการเผาถ่าน ดังนั้น เตาเผา ถ่านจึงมีความจำเป็น ซึ่งเตาเผาถ่านส่วนมากได้ก่อสร้างไว้ตั้งแต่สมัยที่มีการทำไม้โดยวิธีผูกขาด หรืออนุญาตรายย่อย จะมีที่สร้างขึ้นใหม่บ้างเป็นส่วนน้อย ลักษณะเตาเผาถ่านเป็นรูปครึ่ง วงกลม และกรมป่าไม้ได้กำหนดสูตรในการคำนวณปริมาตรความจุของเตาเผาถ่านไว้ ดังนี้
V = 0.131 D2 (6H-D)
V = ปริมาตรเตาเผาถ่าน
D = เส้นผ่าศูนย์กลางที่ฐานของเตา
H = ความสูงจากศูนย์กลางถึงยอด
                  แต่ตามข้อเท็จจริงการบรรจุฟืนเข้าเตานั้นจะบรรจุได้ไม่เต็มที่ จะต้องเว้นช่องว่าง คิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาตรเตา ซึ่งต้องนำไปหักออกจากปริมาตรเตาทั้งหมด และเพิ่ม จำนวนฟืนหน้าเตาที่ต้องนำมาใช้ติดไฟเผาให้เป็นถ่านอีกร้อยละ 10 ของฟืนในเตา ดังนั้น สูตรในการคำนวณปริมาตรความจุของเตาเผาถ่านจึงเป็นดังนี้
V = 0.131 D2 (6H-D) –20% + 10%
                   ทางด้านการปลูกบำรุงป่าชายเลน ตามเงื่อนไขข้อ 10 ได้กำหนดให้ผู้รับสัมปทานต้องดำเนินการปลูกบำรุงป่าเพื่อให้มีสภาพสมบูรณ์ สามารถอำนวยผลผลิตได้สม่ำเสมอ โดยผู้รับสัมปทานต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น ซึ่งกรมป่าไม้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ให้ผู้รับ สัมปทานทำการปลูกบำรุงป่าในแปลงที่ผ่านพ้นการทำไม้ไปแล้วทั้งหมด แต่ถ้าแปลงที่ผ่านการทำไม้แล้วมีลูกไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ก็ให้ทำการปลูกบำรุงป่าในแปลงอื่นที่มีสภาพป่าทรุดโทรม ทดแทน โดยกรมป่าไม้ได้จัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำทางวิชาการ ประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับการปลูกบำรุงป่าจะต้องไม่น้อยกว่าค่าภาคหลวงไม้ฟืน ในการกำหนดค่าใช้จ่าย และวิธีการปลูกบำรุงป่าขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของป่า ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ป่า สมบูรณ์มาก ป่าสมบูรณ์ปานกลางและป่าไม่สมบูรณ์หรือป่าเสื่อมโทรม
                  พ.ศ. 2515 ได้เปลี่ยนชื่อ กองโครงการ เป็นกองจัดการป่าไม้ และตั้งงาน จัดการป่าเลนขึ้นรับผิดชอบและดูแลหน่วยควบคุมป่าเลน
                  พ.ศ. 2518 หน่วยควบคุมป่าเลนได้โอนไปสังกัดป่าไม้เขตท้องที่ โดยตั้งเป็นงาน จัดการป่าชายเลน และในส่วนกลางก็ยังมีงานจัดการป่าชายเลนรับผิดชอบ
                  พ.ศ. 2522 งานจัดการป่าชายเลนได้ถูกแยกไปสังกัดฝ่ายจัดการป่าไม้ภาคกลาง
และฝ่ายจัดการป่าไม้ภาคใต้ ตามพื้นที่ภูมิประเทศที่ตั้งอยู่
                  พ.ศ. 2525 กรมป่าไม้ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยป่าชายเลนขึ้นที่จังหวัดระนอง เพื่อเป็น สถานที่สำหรับนักวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศไปทำการศึกษาวิจัยทางด้านป่าชายเลน
                  พ.ศ. 2526 ค.ร.ม. มีมติเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2526 อนุมัติในหลักการ อนุญาตให้มีการทำไม้ป่าชายเลนโดยการให้สัมปทานระยะยาว 15 ปีต่อไปอีก ซึ่งสัมปทาน ฉบับใหม่ที่จะทำไม้ออกตามสัมปทานให้เหมาะสมยิ่งขึ้นทั้งด้านวิธีการทำไม้และวิธีการปลูกบำรุงป่า
                  พ.ศ. 2530 ค.ร.ม. มีมติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2530 อนุมัติให้กรมป่าไม้ ทำการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ป่าชายเลน ออกเป็น 3 เขต ดังนี้
- เขตอนุรักษ์
- เขตเศรษฐกิจ ก
- เขตเศรษฐกิจ ข
                   พ.ศ. 2532 ได้มีการจัดตั้งฝ่ายจัดการป่าชายเลนขึ้นใหม่ สังกัดกองจัดการป่าไม้
                   พ.ศ. 2534 ค.ร.ม. มีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 เห็นชอบในหลักการ เกี่ยวกับมาตราการเร่งด่วนการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลด้านป่าชายเลน และปะการังโดยกรมป่าไม้ได้จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนเขตอนุรักษ์ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและฟื้นฟูป่าชายเลนทั่วประเทศให้สมบูรณ์ และจัดการการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนให้สอด คล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีกำหนด 5 ปี (พ.ศ. 2535-2539) มีการจัดตั้ง ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน จำนวน 4 ศูนย์
                    พ.ศ. 2535 กรมป่าไม้ได้จัดอัตรากำลังตามแผน 3 ปี ฝ่ายจัดการป่าชายเลน กองจัดการป่าไม้แบ่งออกเป็นกลุ่มวิจัยป่าชายเลน และฝ่ายจัดการป่าชายเลน และขณะเดียวกัน กรมป่าไม้ได้ปรับปรุงโครงสร้างใหม่และได้ยุบกองจัดการป่าไม้ กลุ่มวิจัยป่าชายเลนจึงไป สังกัดในสำนักวิชาการป่าไม้ และฝ่ายจัดการป่าชายเลนไปสังกัดในสำนักอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ
                    พ.ศ. 2536 ยุบกองจัดการป่าไม้และกรมป่าไม้ได้แบ่งหน่วยงานในสำนักวิชาการ ป่าไม้ออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะประกอบด้วยกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มวิจัยป่าชายเลนสังกัด ส่วนวิจัยเศรษฐกิจและพัฒนาการจัดการป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้
                    เนื่องจากในการจัดการป่าชายเลน นอกจากกิจกรรมการทำไม้แล้ว ยังมีกิจกรรม ด้านการปลูกสร้างสวนป่าชายเลน และการอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่าชายเลนเป็นหลักเพื่อทด แทนสภาพป่าที่ถูกบุกรุกอย่างรุนแรงโดยกิจการทำนากุ้ง การปลูกสร้างสวนป่าชายเลนแยกการ ดำเนินงานตามผู้ดำเนินการ ดังนี้
การปลูกสร้างสวนป่าชายเลนโดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน
                   กรมป่าไม้ได้ดำเนินการมานานแล้วในท้องที่จังหวัดจันทบุรี ในบริเวณพื้นที่ป่า ที่เสื่อมโทรม โดยดำเนินการปลูกไม้โกงกางเพื่อเป็นการทดลองปลูกในเนื้อที่เพียงเล็กน้อย และไม่มีโครงการที่จะปลูกติดต่อกันมาทุกปี เนื่องจากในขณะนั้นทางรัฐบาลส่งเสริมการปลูก สร้างสวนป่าไม้สักหรือไม้ป่าบก ไม่มีงบประมาณโดยตรงมาใช้ในการปลูกป่าชายเลน ซึ่งต่อมา แม้ว่าจะมีการปลูกเพิ่มขึ้นในท้องที่จังหวัดอื่นด้วย แต่ก็ดำเนินการเพียงพื้นที่เล็กน้อย ไม้ที่ปลูก ส่วนใหญ่เป็นไม้โกงกาง ไม้โปรง ส่วนไม้ถั่วปลูกบ้างแต่เป็นส่วนน้อย การปลูกป่าชายเลน ที่ผ่านมาเพียงปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณที่เสื่อมโทรมเท่านั้น ยังไม่มีแผนการจัดการที่จะ นำไม้ออกมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด เนื้อที่สวนป่าชายเลนที่ได้ดำเนินการปลูกโดยใช้เงินงบ ประมาณแผ่นดิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2482 จนถึง พ.ศ. 2534 ที่ดำเนินการในท้องที่จังหวัด จันทบุรี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล ปัตตานี กระบี่ และชุมพร รวมกันทั้งสิ้น ประมาณ 56,660 ไร่
การปลูกป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี
                   การปลูกป่าชายเลนของกรมป่าไม้เริ่มกระทำกันอย่างต่อเนื่อง และได้รับการ สนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเต็มที่ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2539 กำหนดเป้าหมายในส่วนที่เป็น การปลูกป่าชายเลนไว้ 250,000 ไร่ ในพื้นที่ที่มีสภาพป่าเสื่อมโทรม และพื้นที่ดินเลนงอกใหม่ ที่มีศักยภาพในการปลูกป่าแล้วได้ผล โดยมีศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน จำนวน 4 ศูนย์ จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาจนถึง พ.ศ. 2537 กรมป่าไม้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนไปแล้ว 49,987.5 ไร่ ยังเหลือพื้นที่ที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายอีก 200,012.5 ไร่
การปลูกสร้างสวนป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน
                การทำไม้ตามสัมปทานได้เริ่มออกสัมปทานทำไม้ตั้งแต่ พ.ศ. 2511 โดยการให้ สัมปทานระยะยาว 15 ปี ขณะนี้ป่าโครงการที่ให้สัมปทานอยู่ในรอบที่สอง (สัมปทานฉบับ ใหม่) จำนวน 248 ป่า เนื้อที่ประมาณ 899,755.07 ไร่ ซึ่งเมื่อทำไม้ออกตามสัมปทานแล้ว ในแต่ละปีผู้รับสัมปทานจะต้องทำการปลูกบำรุงป่าทดแทน ในเงื่อนไขสัมปทานทำไม้รอบแรก กำหนดให้ผู้รับสัมปทานปลูกป่าทดแทนเพียง 1 เท่าค่าภาคหลวงเท่านั้น ทำให้ปลูกป่าทดแทน ได้ไม่เต็มพื้นที่ที่มีการทำไม้ออก ดังนั้นในเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ฉบับใหม่ตามสัมปทานทำไม้ ในรอบที่สอง ได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสมยึ่งขึ้นโดยเฉพาะการปลูกบำรุงป่าได้กำหนดให้ ผู้รับสัมปทานดำเนินการปลูกป่าชายเลนทดแทนให้เต็มพื้นที่ในแนวตัดฟันที่ทำไม้ออกทั้งหมด นอกจากนั้น ยังต้องดำเนินการปลูกป่าในเขตสัมปทานตามวิธีการที่กรมป่าไม้กำหนดอีกภายใน วงเงิน 3 เท่าค่าภาคหลวง พร้อมทั้งขุดแพรกเพื่อช่วยเหลือการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ป่าชาย เลนที่ปลูกอีกด้วย จะเห็นได้ว่าในพื้นที่ป่าชายเลนที่ให้สัมปทานทำไม้แล้ว รัฐไม่ต้องทำการ ปลูกป่าชายเลนเอง เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบควบคุมให้ผู้รับสัมปทานทำการ ปลูกป่าชายเลนให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัมปทานโดยเคร่งครัดเท่านั้น
การปลูกสร้างสวนป่าชายเลนโดยภาคเอกชน
                   การปลูกสร้างสวนป่าชายเลนหรือสวนป่าไม้โกงกางโดยเอกชน มีอยู่ในบริเวณ ชายฝั่งทะเลก้นอ่าวไทย ในท้องที่จังหวัด เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ จนถึงชลบุรี ส่วนใหญ่เป็นการปลูกสร้างสวนป่าไม้โกงกางเป็นอาชีพในที่ดินกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นมรดกตกทอดต่อ ๆ กันมา จากการสอบถามประวัติความเป็นมาของราษฎรบางรายในท้องที่บ้านบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี และที่บ้านยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งได้เริ่มปลูกไม้โกงกาง ใบเล็กเพื่อเผาถ่านและทำไม้ฟืนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2480 และมีราษฎรรายอื่น ๆ ทำตามติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยจำนวนเนื้อที่ของสวนป่าไม้โกงกางที่ราษฎรได้ปลูกขึ้นที่ บ้านยี่สาร อำเภออัมพวา มีประมาณ 16,000 ไร่ ดำเนินการอยู่หลายเจ้าของและใช้ประโยชน์ไม้จากสวนป่า ที่ปลูกเมื่อมีอายุ 8-12 ปี เพื่อการเผาถ่านเป็นส่วนใหญ่ แต่ขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ สวนป่าดังกล่าวทำเป็นนากุ้งไปเป็นจำนวนมากแล้ว
การปลูกป่าชายเลนตามโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติ
                   ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 นั้น กรมป่าไม้ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบในการปลูกป่าได้รับมอบหมายให้จัดทำพื้นที่เป้าหมายขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลูกป่า ซึ่ง ในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าชายเลนนั้น กรมป่าไม้ได้จัดทำพื้นที่เป้าหมายไว้ 31,754 ไร่ จำนวน 57 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ จำนวน 12 จังหวัด
การอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่าชายเลน
                 กรมป่าไม้ได้กำหนดมาตรการในการอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่าชายเลนโดยให้ มีการดำเนินการในด้านต่างไปแล้วดังนี้
                 - ดำเนินการจัดทำเครื่องหมายแสดงแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่า ชายเลน ตามการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนประเทศไทย ที่ได้จำแนก ออกเป็น 3 เขต คือ เขตอนุรักษ์ เขตเศรษฐกิจ ก. และเขตเศรษฐกิจ ข. โดยได้ทำการปักหลัก หมายแนวเขตไปแล้วเป็นระยะทาง 2,670 กิโลเมตร
                 - ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพ ของหน่วยจัดการป่าชายเลนที่มีอยู่ เดิม จำนวน 34 หน่วย และได้จัดตั้งหน่วยจัดการป่าชายเลนเพิ่มขึ้นอีก 6 หน่วย เพื่อให้สามารถ ปฏิบัติงานด้านป้องกันและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอด จนตรวจสอบและควบคุมให้ผู้รับสัมปทานป่าชายเลน ดำเนินการตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ป่า ชายเลนโดยเคร่งครัด
               - กรมป่าไม้ได้ร่วมมือกับกองทัพเรือ กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องดำเนินการป้องกันและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน
               - ดำเนินการจัดศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน จำนวน 4 ศูนย์ เพื่อ ดำเนินการเพาะชำกล้าไม้ และจัดทำแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน โดยมีวัตถุประสงค์ ในการสนับสนุนการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน และแจกจ่ายกล้าไม้ให้กับประชาชนทั่วไป ในการร่วมกันปลูกป่า โดยมีเป้าหมายเพาะชำกล้าไม้ 4,500,000 กล้า และจัดทำแหล่งผลิต เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน 25,000 ไร่ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้เพาะชำกล้าไม้ป่าชายเลน และแจกจ่ายแล้ว จำนวน 1,150,000 กล้า และจัดทำแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจำนวน 5,850 ไร่
               - ดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ในการอนุรักษ์ และป้องกัน รักษาป่าชายเลนโดยการจัดทำแผ่นพับ โปสเตอร์ เอกสารเผยแพร่ จัดนิทรรศการและประชา สัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมฟื้นฟูป่าชายเลนเนื่องในโอกาสวันสำคัญต่าง ๆ
           2.2 ทิศทางการจัดการป่าชายเลนในอนาคต
                 เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ของทรัพยากรป่าชายเลนที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน เห็นได้ว่าการจัดการป่าชายเลนในอดีตยังมีปัญหาข้อขัดข้องในทางปฏิบัติจำเป็นต้องแก้ไข ปรับ ปรุงอีกไม่น้อย เนื่องจากประการแรกพื้นที่ป่าชายเลนลดลงไปมากกว่าครึ่งจากที่เคยมีในอดีต หากสถานการณ์การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนยังเป็นไปในทิศทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คาด ได้ว่าพื้นที่ป่าชายเลนจะถูกแปรสภาพเพื่อกิจการอื่นอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำบ่อเลี้ยงกุ้ง เนื่องจากประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการมีรายได้จำนวนมากจากการเลี้ยงกุ้ง กุลาดำในบริเวณป่าชายเลนและพื้นที่ข้างเคียงได้พยายามดำเนินการทุกวิถีทาง   เพื่อประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกุ้งส่งออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมามีบทบาทเพิ่มขึ้นในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่า-ชายเลน โดยการร่วมมือกันพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเลี้ยงกุ้งนอกพื้นที่ป่าชายเลน และวางแผนการจัดการ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่ราษฎรในการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ป่า ชายเลนอย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง สภาพป่าชายเลนที่เหลืออยู่ก็ไม่อุดมสมบูรณ์ อย่างแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นด้านผลผลิตขั้นปฐมภูมิของระบบนิเวศในรูปของมวลชีวภาพของพืช และในด้านกำลังผลิตไม้เพื่อใช้ประโยชน์ทำเชื้อเพลิง ถ่าน หรือจากปริมาณสัตว์น้ำที่ราษฎร จับได้จากนิเวศป่าชายเลนก็ตาม และประการสุดท้าย ความเสื่อมโทรมของสภาพนิเวศสิ่งแวด ล้อมชายฝั่งได้ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของ ชุมชนในชนบทเป็นอย่างมาก ดังนั้น การจัดการทรัพยากรป่าชายเลนในอนาคตจึงจำเป็นต้อง มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องเป้าหมายของการจัดการและวิธีการในการจัดการที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเป็นที่ยอมรับของประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากร อย่างแท้จริง   แนวโน้มทิศทางของการจัดการป่าชายเลนในอนาคตอาจสรุป ได้ดังนี้
เป้าหมายของการจัดการ
                 การจัดการป่าชายเลนในอนาคตจะต้องเน้นถึงประโยชน์เอนกประการ ที่มี ต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรง ได้แก่ การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง รักษาคุณสมบัติและคุณภาพที่เหมาะสมของดิน และน้ำ การดูดซับตะกอนอินทรียสารที่เป็นพิษ และการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน บรรยากาศให้เป็นก๊าซออกซิเจน เป็นต้น
วิธีการจัดการ
               เนื่องจาก ผลกระทบที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรไม่ได้จำเพาะอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่จะส่งผลกระ- ทบเป็นขอบข่ายที่กว้างไกลไปถึงระบบนิเวศข้างเคียงอีกด้วย วิธีการจัดการจึงต้องเน้นการมี ส่วนร่วมของหลายฝ่าย โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อร่วมมือกับภาครัฐ ในการ
- สร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักหวงแหนทรัพยากรร่วมกัน
- ป้องกัน ดูแลรักษา และเฝ้าระวังทรัพยากร
- ปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น
- ให้รู้จักสร้างและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด
- มีความรู้ เข้าใจในธรรมชาติวิทยาของระบบนิเวศและผลกระทบ
  จากการ ทำลายรูปแบบของพื้นที่ป่าชายเลนในอนาคตอาจแยกพื้นที่
  ตามเป้าหมายของการจัดการ ได้ดังนี้
                 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าเพื่อการศึกษาธรรมชาติมีหน่วยบริการประชาชน คือกรมป่าไม้ ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยป่าชายเลน สถานีวิจัยและอนุรักษ์ป่าชายเลน อุทยาน แห่งชาติทางทะเลหรือตามแนวชายฝั่งที่มีป่าชายเลน สถานีวิจัยและอนุรักษ์ป่าชายเลน และ หน่วยจัดการป่าชายเลนในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีป่าชายเลน
                 พื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้สำหรับการปลูกและฟื้นฟูสภาพป่า มีหน่วยบริการประชาชน คือ ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าชายเลน และหน่วยจัดการป่าชายเลน ในจังหวัดต่าง ๆ
                 พื้นที่ป่าที่ต้องฟื้นฟูสภาพ ทั้งป่าที่เสื่อมโทรมและพื้นที่หาดเลนงอกที่มี ศักยภาพในการปลูกป่าชายเลนได้
                 พื้นที่ป่าใช้สอยชุมชน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลภายใต้การแนะนำ และให้คำปรึกษาของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นหน่วยบริการประชาชนเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการ จัดการตามความเหมาะสมของสภาพแต่ละพื้นที่
การอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
                 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ตามชายฝั่งทะเลของประเทศที่มีความยาวมากกว่า 2,600 กิโลเมตร ต้องพึ่งพาป่าชายเลนทั้งในทางตรงและทางอ้อม ดังได้กล่าวแล้ว ดังนั้นการลดลงและความเสื่อมโทรมของป่าชายเลนที่มีเหลืออยู่จึงมีผล กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเหล่านี้โดยตรง นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อระบบ นิเวศชายฝั่งและต่อทรัพยากรประมงของประเทศโดยส่วนรวมอีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ ต้องรักษาและฟื้นฟูป่าชายเลนที่มีเหลืออยู่เพียงประมาณหนึ่งล้านไร่เอาไว้ให้ได้ พร้อมกับการ ปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านป่าชายเลนได้ระบุว่า โดยหลักวิชาการแล้วพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเลที่เป็นดินเลนควรจะมีแนวป่าชายเลน เพื่อป้องกันรักษาชายฝั่งเอาไว้เป็นแถบลึกจากชายฝั่งทะเลเข้าไปไม่น้อยกว่า 300 เมตรขึ้นไป และตาม แนวฝั่งคลองในเขตน้ำกร่อยควรมีแนวป่าชายเลนไม่น้อยกว่า 40 เมตรขึ้นไป เพื่อป้องกัน รักษาระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งนี้ พิจารณาจากระดับการขึ้นลงของน้ำทะเล และสภาพภูมิประเทศ เป็นสำคัญ จึงบังเกิดผลในการป้องกันการพังทะลายตลอดจนการเอื้อประโยชน์ในทางประมง ที่ยั่งยืนต่อราษฎรที่อาศัยตามแนวชายฝั่งได้
 
3. งานเศรษฐกิจป่าไม้
                   ในการแบ่งส่วนราชการของกรมป่าไม้ เมื่อปี พ.ศ. 2515 ได้มีการจัดตั้งงานเศรษฐกิจป่าไม้ขึ้นในกองจัดการป่าไม้ เพื่อให้มีหน้าที่ศึกษา สำรวจ และวางแผนการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจป่าไม้ โดยใช้สถานที่ส่วนหนึ่งของห้องสมุดกรมป่าไม้ชั้น 4 ตึกกรมป่าไม้ ได้มีการโอนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนงานสำรวจทรัพยากรป่าไม้เข้ามาเป็นบุคคลากรของงานเศรษฐกิจป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งกองแผนงานขึ้นในกรมป่าไม้ งานเศรษฐกิจจึงโอนไปรวมกับกองแผนงาน และในปีเดียวกันก็ได้ปรับฐานะขึ้นเป็นฝ่ายเศรษฐกิจป่าไม้ ในสังกัดกองแผนงาน
                     หลังจากที่กรมป่าไม้ได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ ในปี พ.ศ. 2536 ฝ่ายเศรษฐกิจป่าไม้ จึงได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นกลุ่มเศรษฐกิจป่าไม้ อยู่ในสังกัดของส่วนวิจัยเศรษฐกิจและพัฒนาการจัดการป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้
                      การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจและศึกษา สภาวะทางเศรษฐกิจ สินค้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้ รวมทั้งการศึกษาทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรมป่าไม้ และจัดทำเอกสารรายงานซึ่งได้จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์และทำออกเผยแพร่แล้วประมาณ 80 เรื่อง
****************** ที่มา : หนังสือ 100 ปี วิชาการป่าไม้ไทย สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ******************
 

หน้าแรก  |  โครงการประเมินคุณค่าทรัพยากรเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  |  การจัดการป่าไม้ในประเทศไทย