ความหนาแน่นและรูปแบบการกระจายของตัวหนอนด้วงกินูนกินใบสะเดาเทียม
(Holotrichia sp. near longicarinata (Brenske))

Density and spatial distribution pattern of Melolonthines (Holotrichia sp. near longicarinata (Brenske)) (Coleoptera: Scarabaeidae) larvae defoliator of Azadirachta excelsa (Jack) Jacob

 

วัฒนา ศักดิ์ชูวงศ์*

ฉวีวรรณ หุตะเจริญ1

Watana Sakchoowong1*

Chaweewan Hutacharern1

 

บทคัดย่อ

                    การศึกษาความหนาแน่นและรูปแบบการกระจายของตัวหนอนด้วงกินูนกินใบต้นสะเดาเทียมในแปลงต้นสะเดาเทียมอายุ 5 ปี ที่ปลูกไว้ริมถนนทางเข้าสำนักงานในสวนป่ารับร่อสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งถูกด้วงกินูน (Holotrichia sp.) ระบาดกัดกินทุกปี ได้ดำเนินการโดย การวางแปลงสำรวจอย่างเป็นระบบในพื้นที่ตามสองข้างทางปลูกไม้สะเดาเทียมซึ่งเป็นแปลงปลูกกระถินเทพาและสับปะรด การขุดหาตัวหนอนทำโดยการขุดดินในแปลงลึก 20 เซนติเมตร กว้าง 1x1 เมตร เพื่อค้นหาและนับจำนวนตัวหนอน พร้อมทั้งบันทึกสภาพทั่วไปของดิน

                    ผลการศึกษาพบว่าความหนาแน่นของตัวหนอนด้วงกินูนกินใบสะเดาเทียมในพื้นที่ปลูกกระถินเทพา คือ 8.05 ตัว/ตารางเมตร (0-69) แต่การสำรวจครั้งนี้ไม่พบตัวหนอนในแปลงปลูกสับปะรดที่มีการใช้สารเคมี รูปแบบการกระจายของตัวหนอนในแปลงปลูกกระถินเทพามีรูปแบบการกระจายแบบรวมกลุ่ม ที่มีการแจกแจงความถี่แบบไบโนเมียลชนิดลบ มีค่า k เท่ากับ 0.4406 การกระจายของตัวหนอนจะมีอย่างหนาแน่นบริเวณกลางพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณใต้ร่มไม้กระถินเทพา

ABSTRACT

                    Five year old Sadao Tiems (Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs.) planted along the road side of Rub Ror Salui Forest Plantation Office, Tha Saei district, Chumphon province have been continuously damaged by melolonthine beetle (Holotrichia sp.) every year. Along each side of the Sadao Tiem planting rows are plantations of Acacia mangium and pineapple where plots were set up systematically at 1x1 meter to investigate the density and spatial distribution of the grub. The soil in each plot was dug for 20 cm deep and the number of larvae were collected and recorded. Soil conditions were also noted.

                    The density of the larvae in Acacia mangium plantation was 8.05 larvae/sq.m. (0-69). However, no larva was found in the pineapple farm where the use of insecticides was noted. The distribution pattern of the larvae in Acacia mangium plantation was contagious and followed the negative binomial distribution with k value 0.4406. Larvae were found mostly within the center of the area especially under the shade of Acacia mangium.

Key words : Density, Spatial distribution pattern, Holotrichia, Azadirachta excelsa

___________________
1* ส่วนวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Forest Environment Research and Development Division, forest Research Office,
Royal Forest Department, Chatuchak, Bangkok 10900
E-mail : forest@entomology.go.th

 

คำนำ

                    ไม้สะเดาเทียม (Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs.) มีเขตแพร่กระจายตามธรรมชาติที่ กว้างขวาง ไม้สะเดาเทียมในปัจจุบัน เป็นที่สนใจของเกษตรกรในการนำมาปลูกเป็นสวนป่ากระจายอยู่ตามภาคต่างๆของประเทศอย่างกว้างขวาง (สมิตและคณะ, 2536, ส่วนปลูกป่าภาคเอกชน, 2541) การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกไม้สะเดาเทียมจำนวนมาก ทำให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูชนิดใหม่ซึ่งไม่เคยมีในรายงานมาก่อนดังเช่น การระบาดของหนอนคืบกินใบสะเดาเทียม (Ectropis bhurmitra Walker) ในพื้นที่ 500 ไร่ ที่จังหวัดระยองในปี 2539 และการระบาดของด้วงกินูนกินใบสะเดาเทียม (Holotrichia sp. near longicarinata (Brenske)) ในบริเวณสำนักงานสวนป่าท่ารับร่อสลุย ท้องที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร (กลุ่มแมลงศัตรูป่าไม้, 2539) ตัวด้วงกัดกินใบอ่อนและใบแก่ของสะเดาเทียมในเวลากลางคืนและผสมพันธุ์อยู่ที่บริเวณทรงพุ่ม เนื่องจากตัวด้วงมีจำนวนมาก จึงสามารถทำลายใบสะเดาเทียมอย่างรวดเร็วจนหมดแปลงในเวลาอันสั้น ทำให้ต้นสะเดาเทียมชงักการเจริญเติบโต ตัวด้วงจะเกิดขึ้นภายหลังจากฝนตกครั้งแรกในเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี หลังจากตัวด้วงวางไข่ในดินแล้ว ตัวหนอนด้วงกินูนจะอาศัยในดินกินรากพืช และเคลื่อนย้ายอยู่ในดิน

                    การศึกษานี้เป็นการการค้นหาแหล่งที่อยู่ ความหนาแน่นของตัวหนอนของด้วงชนิดนี้ในดิน และศึกษารูปแบบการกระจายของตัวหนอนในบริเวณแหล่งที่มีการระบาด เพื่อเป็นข้อมูลที่สำคัญทางด้าน นิเวศวิทยา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการควบคุมประชากรของด้วงในอนาคต

 

อุปกรณ์และวิธีการ

สถานที่เก็บข้อมูล

                    ไม้สะเดาเทียม (Azadirachta excelsa) อายุ 5 ปี ซึ่งปลูกตามแนวถนนทางเข้าสวนป่ารับร่อสลุย (บ้านยี่ลาน) อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำนวน 1 แถว จำนวนทั้งสิ้น 75 ต้น โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร ซึ่งมีประวัติการระบาดของด้วงกินใบทุกปี (วัฒนา, 2540) สองฝั่งของแถวสะเดาเทียมมีแปลงปลูกกระถินเทพาและแปลงปลูกสับปะรดอยู่คนละฟาก การสำรวจหาตัวหนอนได้ดำเนินการในพื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ ตามรายละเอียดผังแปลง (Fig. 1) ดังนี้

Figure 1 Sample plots lay out in pineapple farm and Acacia mangium plantation

  

การเก็บข้อมูล

                    การศึกษาเริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2541 วางแปลงย่อยขนาด 1x1 เมตร จำนวน 8 แถว ทั้งสองฝั่งของแถวปลูกสะเดาเทียม ซึ่งอยู่ในแปลงปลูกกระถินเทพา 4 แถว และแปลงปลูกสับปะรด อีก 4 แถวๆ ละ 9 แปลงย่อย โดยแต่ละแปลงย่อยห่างกัน 4 เมตร และแต่ละแถวห่างกัน 4 เมตร ขุดดินในแปลงย่อยลึก 20 เซนติเมตร ใช้ตระแกรงร่อนเพื่อนับจำนวนตัวหนอนในแต่ละแปลงย่อย บันทึกข้อมูล เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์รูปแบบการแพร่กระจายของตัวหนอน

การวิเคราะห์ข้อมูล

               1. วิเคราะห์ความหนาแน่นเฉลี่ย (m) ของตัวหนอนต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

               2. วิเคราะห์รูปแบบการกระจายของตัวหนอน โดยวิธีของ David and Moore (อินทวัฒน์, 2533)

                              I = (V/m) 1

                              ซึ่ง I = 1 เป็นรูปแบบการกระจายแบบสุ่ม (Random pattern),

                                  I < 1 เป็นรูปแบบการกระจายแบบเป็นระเบียบ (Regular pattern),

                                  I > 1 เป็นรูปแบบการกระจายแบบรวมกลุ่ม (Contagious pattern)

               3. วิเคราะห์การแจกแจงความถี่ของการกระจายของตัวหนอน และประเมินค่า k ตามวิธี maximum likelihood method (Fisher et al., 1943)

                              nln(1+` x/k) = {Ax/(k+x)}

                   โดยที  ่ n = No. of plot ln = Natural logarithm

                            k = reciprocal index of dispersion x = No. of larvae per plot

                          Ax = Accumulated frequencies

   

ผลและวิจารณ์

ความหนาแน่นของตัวหนอน

                    การค้นหาตัวหนอนในแปลงทดลองได้เริ่มดำเนินการในเดือนกันยายน 2541 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวหนอนมีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 4 เดือน ความยาวของตัวหนอนเฉลี่ยประมาณ 2 เซนติเมตร ทำให้ค้นหาตัวหนอนได้ง่าย พบว่าในแปลงปลูกสับปะรดไม่พบตัวหนอนในดิน ทั้งนี้อาจเป็นผลเนื่องจากเกษตรกรได้ใช้สารเคมี เช่นสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงเพื่อกำจัดศัตรูพืชในแปลง สำหรับแปลงปลูกกระถินเทพาและในบริเวณใกล้เคียงพบตัวหนอนในดินมีความหนาแน่นเฉลี่ย 8.05 ตัว/ตารางเมตร คือพบตัวหนอนในช่วงระหว่าง 0-69 ตัว/ตารางเมตร (Fig. 2) และในแปลงย่อยที่ D6 พบตัวหนอน 69 ตัว ซึ่งมีปริมาณสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแปลงสำรวจอื่นๆ ในการสำรวจโดย Kalshoven (1981) พบว่าตัวหนอนจะมีการกระจายอย่างหนาแน่นในบริเวณที่เป็นดินร่วน และมีรากพืชหนาแน่น การสำรวจครั้งนี้พบว่าดินบริเวณรอบทรงพุ่มของกระถินเทพามีลักษณะเป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี และมีรากของ ต้นกระถินเทพาที่หนาแน่นกว่าจุดอื่น ซึ่งสันนิษฐานว่าเนื่องจากกระถินเทพาเป็นไม้ในตระกูลถั่วมีการเจริญเติบโตเร็ว มีรากที่แผ่กระจายอยู่ในระดับตื้นๆ เป็นแหล่งอาหารของตัวหนอนเป็นอย่างดีจึงพบตัวหนอนอยู่กันหนาแน่นกว่าจุดอื่นๆ (Fig. 3)

รูปแบบการกระจาย และการแจกแจงความถี่ของตัวหนอนในพื้นที่

                    รูปแบบการกระจายของตัวหนอนในพื้นที่เป็นแบบรวมกลุ่ม (Contagious pattern) มีดัชนีการรวมกลุ่ม (I) 20.93 มีการแจกแจงความถี่แบบไบโนเมียลชนิดลบ (Negative binomial distribution) (Fig. 2) โดยมีค่า k = 0.4406 ซึ่งมีค่าต่ำมาก แสดงถึงการรวมกลุ่มของตัวหนอนเป็นไปอย่างหนาแน่น (1/k=2.27) ในแปลงกระถินเทพา และตัวหนอนกระจายอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณกลางพื้นที่ภายใต้ต้นกระถินเทพา

                    ในการศึกษารูปแบบการแพร่กระจายของตัวหนอนด้วงกินูนโดย Kalshoven (1981) พบว่าด้วงกินูนที่กินใบสาละแพร่กระจายได้ไกลจากจุดที่มีการระบาดได้ถึง 100 เมตร ในกรณีของเพศผู้ และ 10 เมตรในเพศเมีย และมักจะพบตัวหนอนในระยะแรกกินอินทรียวัตถุในดิน เมื่อหนอนโตขึ้นจะกินเปลือกของรากพืชอาหาร ในบริเวณที่มีการระบาด และพบมากในดินที่มีลักษณะร่วนปนทราย (Sandy soil) ที่มีการระบายน้ำดี

                    Yadava et al. (1978) ศึกษาการแพร่กระจายของด้วงกินูน Holotrichia consanguinea ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชไร่ชนิดหนึ่งในประเทศอินเดีย พบว่าระยะบินไกลที่สุดจากจุดที่มีการระบาดของด้วงชนิดนี้เพียง 47 เมตร ดังนั้นการควบคุมกำจัดด้วงจึงควรทำได้ง่ายเนื่องจากข้อจำกัดในการบินของด้วง

Figure 2 The distribution of Holotrichia sp. Larvae follow by negative binomial distribution with 
             k = 0.4406 (c 2 = 2.482; p>0.05)

   

Figure 3 Larval distribution in the study area(A. mangium site) Chumphon province, September 1998.

  

สรุป

                    ตัวหนอนของด้วงกินูนกินใบสะเดาเทียมชอบอยู่รวมกลุ่มอย่างหนาแน่นเป็นหย่อมๆ ภายใต้พื้นที่มีร่มเงา ความหนาแน่นของตัวหนอนในพื้นที่จะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ เช่น เป็นที่มีอาหารสมบูรณ์ มีรากพืช และอินทรียวัตถุมาก มีดินที่ร่วนซุย โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำดี ส่วนในพื้นที่ที่มีการ ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช และสารกำจัดแมลงในดินจะไม่พบตัวหนอนอาศัยอยู่ ดังนั้นในการป้องกันกำจัดควรดำเนินการในช่วงที่อยู่ในระยะตัวหนอนจะทำได้ง่ายกว่า แม้แต่ในระยะที่เป็นตัวเต็มวัยเองอาจทำได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากตัวด้วงจะอาศัยอยู่ในดินในช่วงเวลากลางวัน จะออกหากินในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น (Leal, 1998)

                    จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สามารถนำมาปรับใช้ในการควบคุมประชากรของด้วงชนิดนี้ โดยการใช้ลักษณะนิสัยการรวมกลุ่มของตัวหนอน มาประยุกต์ใช้ในการจัดการพื้นที่ให้เหมาะต่อการชักนำให้เป็นที่อยู่อาศัยของตัวหนอนเพื่อการกำจัดต่อไป หรืออาจใช้ระบบวนเกษตรที่มีการปลูกพืชเกษตร เช่น สับปะรด หรือพืชอื่น ที่จำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช หรือสารเคมีในดินในช่วงเวลาที่ตัวหนอนอยู่ในดินซึ่งจะเป็นวิธีการควบคุมประชากรของด้วงชนิดนี้ไม่ให้เกิดการระบาดได้

  

คำขอบคุณ

                    ขอขอบพระคุณคุณเฉลิมภพ ธรรมเดชะ หัวหน้าสวนป่ารับร่อ-สลุย ที่กรุณาอำนวยความสะดวกในระหว่างการเก็บข้อมูล Dr. J. Ghazoul จาก Department of Entomology, Natural History Museum, London ที่กรุณาวิเคราะห์ชนิดของด้วงกินูนกินใบสะเดาเทียม และคุณสุรชัย ชลดำรงค์กุล กลุ่มแมลงศัตรูป่าไม้ ที่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูล

  

เอกสารอ้างอิง

กลุ่มแมลงศัตรูป่าไม้. 2539. รายงานประจำปี 2539. สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้. กรุงเทพ. 70 น.

วัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์. 2540. แมลงกินูนกินใบสะเดาเทียม. รายงานความก้าวหน้า กลุ่มแมลงศัตรูป่าไม้ 
                  สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กรุงเทพ. 2 น.

ส่วนปลูกป่าภาคเอกชน. 2541. สะเดาเทียม. สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้. กรุงเทพ. 30 น.

สมิต บุญเสริมสุข ไพโรจน์ ชัยเลิศพงศ์ษา และสุทัศน์ จูงพงศ์. 2536. ไม้เทียม. น. 198-215. 
                               ใน
เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า. ส่วนวนวัฒนวิจัย กองบำรุง กรมป่าไม้ กรุงเทพฯ 440 น.

อินทวัฒน์ บุรีคำ. 2533. นิเวศวิทยาวิเคราะห์ในการศึกษาเกี่ยวกับแมลง. ภาควิชากีฏวิทยา 
                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยาเขตกำแพงแสน. 108 น.

Fisher, R. A. , A. S. Corbet , and C. B. Williams. 1943 . The relation between 
                the number of species and the number of individuals in a random sample 
                of an animal population. J. Anim. Ecol. 12 : 42-58.

Kalshoven, L.G.E. 1981. Pests of crops in Indonesia. P.T. Ichtiar-Van Hoeve, Jakarta. 701 pp.

Leal, W.S. 1998. Chemical ecology of phytophagous scarab beetles. Annu. Rev. 
                Entomol. 43 : 39-61.

Yadava, C.P.S. , R. C. Saxena, R. K. Mishra, and L.N. Dadheech. 1978. The flight 
                range of Holotrichia consanguinea Blanch. Indian J. Ecol. 5(2) : 259-261

  
วารสารวิชาการป่าไม้ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1