หน้าแรก สาระน่ารู้ในการบริหารงานบุคคล

กรุณาเลือกหัวข้อ


การดำเนินการทางวินัยเป็นขั้นตอนในการบริหารงานบุคคลอย่างหนึ่งที่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ . ศ.2535 ประกอบด้วยกฎ ก. พ. และระเบียบ ก. พ. ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรี มติ ก. พ. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทางวินัย คือ การสืบสวนก่อนการดำเนินการทางวินัย ได้แก่ การสืบสวนเมื่อมีกรณีสงสัยว่า ข้าราชการผู้หนึ่งผู้ใดอาจจะกระทำผิดวินัย ซึ่งอาจเนื่องมาจากมีการร้องเรียน หรือผู้บังคับบัญชาพบเห็นเอง หรือมีหน่วยงานอื่นแจ้งเหตุการกระทำผิดวินัย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาว่า กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ อันเป็นการดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 99 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ. ศ. 2535 หากกรณีมีมูล ผู้บังคับบัญชาก็จะได้ดำเนินการทางวินัยต่อไป ตามมาตรา 102 การสืบสวนดังกล่าว เป็นกระบวนการที่ไม่ต้องทำเป็นพิธีการตามกฎหมาย จึงอาจกระทำในทางลับก็ได้ การสืบสวนก่อนการดำเนินการทางวินัยเป็นกระบวนการที่ควรกระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในเบื้องต้นก่อนการดำเนินการทางวินัย เพราะการดำเนินการทางวินัยข้าราชการผู้หนึ่งผู้ใด แม้แต่เพียงตั้งเรื่องกล่าวหาก็มีผลกระทบต่อข้าราชการผู้นั้นและราชการส่วนรวมแล้ว เมื่อมีมูลว่าข้าราชการคนใดกระทำผิดวินัยตามมาตรา 99 วรรคห้าแล้ว การสอบสวนภายหลังจากนี้เป็นการเริ่มเข้าสู่กระบวนการดำเนินการทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงหรือร้ายแรงต่อไป แล้วแต่กรณี ซึ่งสามารถศึกษาได้จากแผนภูมิที่ 1- 9 และแผนภูมิกระบวนการสอบสวนพิจารณา

หลักการพิจารณาความผิดและกำหนดโทษ

หลักในการพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ไม่ว่าเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงนั้น ประการแรก คือ หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นการพิจารณาว่า การกระทำเช่นนั้นมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ประการที่สอง คือ หลักมโนธรรม ซึ่งเป็นการพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ โดยคำนึงถึงความเป็นจริง ความถูกต้องเหมาะสมตามเหตุผลที่ควรจะเป็น

เมื่อได้ความว่ามีการกระทำผิดวินัยเกิดขึ้นจริงแล้ว ลำดับต่อไป คือ การกำหนดโทษทางวินัย ซึ่งมีหลักในการกำหนดโทษดังนี้

1. หลักนิติธรรม : คือ คำนึงถึงระดับโทษตามที่กฎหมายกำหนด โดยสรุปก็คือ ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงต้องกำหนดโทษสถานหนัก ( ปลดออกหรือไล่ออก) ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงกำหนดโทษสถานเบา ( ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน) และความผิดวินัยเล็กน้อยจะงดโทษให้ก็ได้

2. หลักมโนธรรม : คือ การพิจารณาทบทวนให้รอบคอบโดยคำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม ตามเหตุผลที่ควรจะเป็น ภายในขอบเขตระดับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และมิให้เป็นไปโดยพยาบาท อคติ หรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิด

3. หลักความเป็นธรรม : คือ การวางโทษจะต้องให้ได้ระดับเสมอหน้ากัน ใครทำผิดก็จะต้องถูกลงโทษ และอาจต้องใช้เหตุผลประกอบในการพิจารณา ได้แก่ ลักษณะของการกระทำผิด ผลแห่งการกระทำ คุณความดี การรู้หรือไม่ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด การให้โอกาสแก้ไขความประพฤติ เหตุเบื้องหลังการกระทำผิด สภาพของผู้กระทำผิด เป็นต้น

4. นโยบายของทางราชการในการลงโทษ ได้แก่ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี หรือมติ ก. พ. เป็นต้น

สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

ในกรณีที่มีการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมิใช้กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ. ศ. 2535 ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยามหลักฐานของตนตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ. ศ.2539 มาตรา 30 ซึ่งเป็นกฎหมายกลางใช้ในการปฏิบัติราชการ

สำหรับกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เมื่อมีการกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิโดยสรุป ดังนี้
1. สิทธิได้รับแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ( สว.1) กรณีมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงกรรมการสอบสวน จะได้รับแจ้งคำสั่งพร้อมทั้งได้รับสำเนาคำสั่งด้วย

2. สิทธิคัดค้านกรรมการสอบสวน

3. สิทธิได้รับแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ( สว.2) ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิได้รับแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาว่าได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร ซึ่งหากผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา จะได้รับแจ้งว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยกรณีใดด้วย

4. สิทธิได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ( สว.3) ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิได้รับแจ้งข้อกล่าวหาที่ปรากฏพยานหลักฐานว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดวินัย กรณีใด ตามมาตราใด ตลอดจนได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มี โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาด้วย

5. สิทธิที่จะชี้แจงและให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา

  • ชี้แจงเป็นหนังสือ ( ควรอยู่ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับแจ้ง สว.3) และให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา
  • ก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงและให้ถ้อยคำเพิ่มเติมได้
  • หากการสอบสวนแล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 ก็สามารถยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวได้

6. สิทธินำสืบแก้ข้อกล่าวหา

  • นำหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาเอง หรืออ้างพยานหลักฐาน แล้วขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐาน

7. สิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าไปร่วมฟังการสอบสวน

ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ ผู้มีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี ซึ่งหมายถึง

1. นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในทุกกระทรวง ทบวง กรม ตามมาตรา 102 วรรคห้า

2. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 ได้แก่ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 วรรคสาม มาตรา 109 วรรคสาม มาตรา 110 และมาตรา 104 วรรคสาม แล้วแต่กรณี

3. ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ 1 และ 2 ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ

ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขประการหนึ่งประการใด ดังนี้

1. ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย และมีกฎหมายให้อำนาจในการลงโทษไว้ หรือ

2. หากเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย แต่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการลงโทษข้าราชการไว้ ก็จะต้องได้รับมอบอำนาจในการลงโทษจากผู้มีอำนาจลงโทษ

การสั่งลงโทษในกรณีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง (ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือน) ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษต้องพิจารณาตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2538) ได้แก่

ก. เลขานุการกรม ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้ากอง และหัวหน้าส่วนราชการที่ตำ่กว่ากอง มีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ หรือตัดเงินเดือน ไม่เกิน 5 % และเป็นเวลาไม่เกิน 1 เดือน

ข. หัวหน้าส่วนราชการที่สูงกว่ากอง มีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์หรือตัดเงินเดือนไม่เกิน 5 % และเป็นแวลาไม่เกิน 2 เดือน

ค. นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ได้รับมอบหมายตามมาตรา 43 ให้บังคับบัญชาส่วนราชการหรือหน่วยงานในฐานะอธิบดี มีอำนาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ หรือตัดเงินเดือนไม่เกิน 5 % และเป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน หรือลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น

การสั่งลงโทษในกรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ปลดออกหรือไล่ออก)

ในกรณีที่ข้าราชการกระทำผิดวินัิยอย่างร้ายแรงในสถานโทษปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ ตามมติ อ.ก.พ.กระทรวง อ.ก.พ.กรม หรือ อ.ก.พ.จังหวัด แล้วแต่กรณี ผู้บังคับบัญชาที่จะเป็นผู้สั่งหรือปฏิบัติตามมติดังกล่าว ได้แก่

1. นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 102 วรรคห้า หรือผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 มีอำนาจลงโทษตามมติของ อ.ก.พ.กระทรวง สำหรับข้าราชการในบังคับบัญชาผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 11 ลงมา ถึงระดับ 8 และผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 ลงมา ที่กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง รวมกับผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไปในราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

2. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 มีอำนาจสั่งลงโทษตามมติ อ.ก.พ.กรม สำหรับข้าราชการในบังคับบัญชาผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 7 ลงมา ในราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

3. ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 (7) คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจสั่งลงโทษตามมติ อ.ก.พ.จังหวัด สำหรับข้าราชการในบังคับบัญชาผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 7 ลงมา ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคซึ่งมิใช่หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด

สิทธิอุทธรณ์และร้องทุกข์

สำหรับสิทธิภายหลังที่มีการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ว่าจะเป็นโทษสถานเบา ได้แก่ ภคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน หรือโทษสถานหนัก ได้แก่ ปลดออก ไล่ออกจากราชการ คือ มีสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ ตามมาตรา 124 ถึงมาตรา 128 ประกอบด้วย กฎ ก.พ.ฉบับที่ 16 (พ.ศ.2540) นั้น สามารถศึกษาได้จาก แผนภูมิกระบวนการอุทธรณ์ ส่วนการแก้ไขเยียวยาเรื่องการถูกสั่งให้ออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม มีสิทธิร้องทุกข์ได้ตามมาตรา 129 และให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ ตามมาตรา 126 และมาตรา 127 ประกอบด้วย กฎ ก.พ. ฉบับที่ 16 (พ.ศ.2540) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ส่วนกรณีที่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาปฏิบัติไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ข้าราชการผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 130 ประกอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2540)

ข้อควรคำนึงในการดำเนินการทางวินัย

1. การกระทำผิดทางวินัยไม่มีอายุความ

2. การลงโทษต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย

3. ผู้สั่งลงโทษต้องเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจลงโทษได้

4. ต้องมีสภาพเป็นข้าราชการในขณะกระทำผิดหรือขณะถูกลงโทษ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 106

แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการทางวินัย

แผนภูมิกระบวนการก่อนการดำเนินการทางวินัย

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนภูมิภาคกรณีไม่ร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนภูมิภาคกรณีไม่ร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการบริหารส่วนภูมิภาคกรณีร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนกลางกรณีไม่ร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนกลางกรณีร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนกลางกรณีไม่ร้ายแรง

แผนภูมิกระบวนการการดำเนินการทางวินัยในราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกรณีร้ายแรง

กระบวนการสอบสวนพิจารณา

กระบวนการอุทธรณ์

กระบวนการร้องทุกข์

แนวทางการลงโทษทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535

กลับหน้าแรก