เต่าทะเล

รวบรวมโดย ุเทพ บุญประคอง

ชนิดของเต่าทะเล

 

เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ได้กำเนิดขึ้นในโลกมากกว่า 200 ล้านปี โดยได้ปรับตัวเองให้อาศัยอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี เต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีบรรพบุรุษเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำพวกแรกในวงศ์สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยได้ทั้งบนบกและในน้ำ ปัจจุบันเต่า มีอยู่ประมาณ 210 ชนิด จากจำนวนสัตว์เลื้อยคลานทั้งสิ้น 6,000 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลมีอยู่เพียงสองชนิด คือ เต่าทะเล และงูทะเล

 

เต่าทะเลปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 2 ตระกูล พวกแรกคือตระกูล DERMOCHELYIDAE ซึ่งมีเต่ามะเฟือง (leatherbaok:Dermochelys coriacea) เหลืออยู่เพียงชนิดเดียว อีกตระกูลที่เหลือ คือ CHELONINI คือ เต่าตนุ (Green turtle:Chelonia myfa) เต่าหลังแบน (flatbaok turtle:Chelonia depressa) เต่ากระ (Hawksbill:Eretmochelya imbricata) ในตระกูลนี้ ยังแบ่งออกเป็นตระกูลย่อยเรียกว่า CARETTINI อีก 3 ชนิด คือ เต่าหัวฆ้อน (loggerhead turtle:Caretta caretta) เต่าหญ้าหรือเต่าสังกะสี (Olive ridley:Lepidochelys olivacea) และ Kemp's ridley turtle (Lepidochelys kempi) รวมทั้งสิ้นเป็น 7 ชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์ได้แยกเต่าตะนุออกมาเป็นอีกชนิด คือ East Pacific Green turtle (Chelonia agassisi) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ปัจจุบันในโลกนี้มีเต่าทะเลเหลืออยู่เพียง 8 ชนิดเท่านั้น ส่วนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์พบเต่าทะเลเพียง 4 ชนิด เท่านั้น คือ เต่ามะเฟือง เต่าตะนุ เต่ากระ และเต่าหญ้า

วิวัฒนาการของเต่าทะเล

 

เต่าได้พัฒนาสายพันธุ์โดยเป็นการวิวัฒนาการของสัตว์เลื้อยคลานในยุค TRIASSIC เมื่อ 200 ล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นยุคของไดโนเสาร์ ตอนแรกเข้าใจว่าเต่ามีฟันแหลมคมเช่นเดียวกับฉลาม เต่าบางชนิดอาศัยในพื้นที่ที่มีน้ำ บางชนิดอาศัยเฉพาะบนบก และมีบางชนิดดำรงชีวิต เฉพาะในน้ำเท่านั้นเป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้เต่าทะเลจะดำรงชีวิตในทะเล แต่ก็ยังคงคุณลักษณะของสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป เต่าทะเลมีกระดอง เป็นเกล็ดปกคลุมร่างกาย ยกเว้นเต่ามะเฟือง ที่สิ่งห่อหุ้มร่างกาย มีลักษณะเหมือนหนังแหล่งอาศัยของเต่าทะเล จะไม่พบในบริเวณทื่อุณหภูมิ ของน้ำทะเลแตกต่างจากอุณหภูมิในร่างกายของมัน ดังนั้นจึงพบเต่าทะเลอาศัยอยู่ทั่วไปในเขตร้อยและเขตอบอุ่น เว้นเต่ามะเฟือง ที่สามารถ ปรับตัวให้ดำรงชีวิตในบริเวณน้ำเย็นได้ ข้อสรุปอีกประการหนึ่งที่เต่าทะเลยังคงคล้ายคลึงกับสัตว์เลื้อยคลาน คือ มีอายุยืนและอดอาหารได้เป็น เวลานาน ส่วนเรื่องของอายุขัยของเต่าทะเลยังไม่ทราบชัดเจน แต่คาดว่ามากกว่า 50 ปี การที่เต่าทะเลสามารถดำรงชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากการที่เต่ามีกระดองที่ช่วยในการป้องกันอวัยวะภายในได้เป็นอย่างดี เต่าทั่วไปกระดองจะเป็นรูปโคม เพื่อให้หัวและขาหดเข้าไปได้ เป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์อื่นที่จะทำร้าย ส่วนเต่าทะเลนั้น ไม่สามารถหดหัวและขาเข้าไปกระดองได้

 

เนื่องจากการที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำตลอดเวลา ทำให้กระดองได้วิวัฒนาการรูปร่างให้เหมาะสมในการว่ายน้ำ นอกจากนี้เต่าทะเลยังพัฒนา รูปร่างใหญ่กว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น ทำให้ลำไส้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นการช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งการที่มีไขมากกว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น ทำให้การดำรงพันธุ์ดีกว่า ส่วนที่เป็นขาของเต่าบกพัฒนาเป็นรูปพายแบนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการว่ายน้ำ พายคู่หน้าใช้ในการผลักดัน และพุ้ยน้ำ ส่วนพายคู่หลังใช้เป็นเหมือนหางเสือกำหนดทิศทาง เต่าทะเลบางตัวสามารถที่จะว่ายน้ำได้เร็วถึง 35 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือสามารถที่จะ ว่ายน้ำในมหาสมุทรเป็นร้อยๆ ไมล์ การที่เท้าพัฒนาเป็นพายก็มีผลเสียที่ทำให้เคลื่อนไหวบนบกได้ช้า ซึ่งผิดแผกจากเต่าบกหรือเต่าน้ำจืดที่ยังเดิน ได้ดี ทั้งนี้ เต่าทะเลตัวเมียยังมีความจำเป็นที่จะต้องคลานขึ้นมาวางไข่บนหาดทราย เต่าทะเลที่คลานบนบกก็มีลักษณะเช่นเดียวกับสัตว์บก คือ เดินทีละข้าง ยกเว้นเต่าตะนุที่เวลาคลานจะเคลื่อนพายไปในทิศทางเดียวพร้อมกัน

เต่าทะเลทุกชนิดมีการวิวัฒนาการตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในทะเล และลดการแก่งแย่งกันเอง เช่น การกินอาหารที่แตกต่างกัน การขึ้นมาวางไข่บนหาดที่มีลักษณะและช่วงเวลาที่แตกต่างกัน กระดองก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปรได้ตามสิ่งแวดล้อม เช่น เต่ากระมีสีของกระดอง เข้าสภาพของปะการัง กระดองสีเข้มของเต่าตะนุก็กลมกลืนกับแหล่งหญ้าทะเลที่หากิน เต่าหัวฆ้อนมีขากรรไกรที่เหมาะในการกินหอยและปู ปากที่แหลมคล้ายเหยี่ยวของกระก็ทำให้กินอาหารพวกฟองน้ำตามหินผาได้น้ำสะดวก

 

การสืบทอดพันธุ์ของเต่าทะเล

 

ในแต่ละปี จะมีเต่าทะเลที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ผสมพันธุ์ตามบริเวณต่าง ๆ ในมหาสมุทร หลังจากนั้นเต่าทะเลตัวเมียจะขึ้นหาดขุดทรายวางไข่ โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า เต่าทะเลทุกชนิดขึ้นมาวางไขเฉพาะเวลากลางคืน ยกเว้น Kemp's ridley เพียงชนิดเดียวที่ขึ้นมาวางไข่ตอนกลางวัน และส่วนใหญ่จะขึ้นมาวางไข่บนหาดที่ถือกำเนิด เต่าทะเลตัวเมียเมื่อขึ้นจากน้ำก็จะคลานขึ้นมาบนหาดเพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการวางไข่ แต่ถ้าพบว่า หาดนั้นมีแสงสว่างและเสียงรบกวนจะคลานกลับลงน้ำโดยไม่วางไข่ เมื่อพบจุดที่ต้องการก็จะใช้พายคู่หลังขุดหลุม จนมีลักษณะคล้ายหม้อสองหู การขุดก็จะทำอย่างระมัดระวังโดยใช้พายข้างหนึ่งโกยทรายแล้วดีดออก เมื่อทรายที่ขุดมากขึ้นก็จะใช้พายอีกข้างช่วยโกยออก ต่อจากนั้นก็จะวางไข่ ซึ่งมีลักษณะนิ่มคลุ่ม โดยเต่าแต่ละตัวสามารถที่จะขึ้นมาวางไขได้สองหรือสามครั้ง ขณะที่วางไข่ จะสังเกตุเห็นว่ามีของเหลวไหลออกมาจากตา ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับความชื่นและป้องกันทรายเข้าตา ไข่เต่าแต่ละฟองจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 ถึง 7 เซนติเมตร (1.5 - 2.5 นิ้ว) หลังจากไข่เสร็จ เรียบร้อยแล้วก็กลบหลุมและทุบทรายให้แน่น แล้วพรางหลุมโดยการกวาดทราบข้างเคียงจนสังเกตตำแหน่งได้ยาก

 

ในแต่ละฤดูกาล เต่าตัวเมียจะวางไขทุกช่วงสัปดาห์จนกว่าจะหมดท้อง ซึ่งบางตัวอาจจะมีถึง 1,000 ฟอง โดยใช้เวลาในการขึ้นมา วางไข่บนหาด 3-8 ครั้ง แล้วจะกลับมาวางไข่อีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป 2-4 ปี ดังนั้น จำนวนรังในแต่ละปีจึงเปลี่ยนแปลงตลอด ด้วยสาเหตุที่ปริมาณการรอดตายของลูกเต่าทะเลน้อยมาก ดังนั้น ในการวางไข่แต่ละครั้งจึงมีจำนวนมาก ถ้าหาดที่เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ มีพื้นที่น้อย โอกาสที่ไข่เต่าทะเลจะถูกทำลายโดยน้ำท่วมหรือจากน้ำฝนจะมีมาก อุณหภูมิภายในหลุมก็มีผลกระทบต่อการฟังตัว กล่าวคือ ถ้าอุณหภูมิอยู่ในระดับปรกติ โอกาสที่ลูกเต่าทะเลจะฟังจากไข่เป็นเพศเมียทั้งหมดมีมาก ในทำนองเดียวกัน ถ้าอุณหภูมิภายในหลุม ต่ำกว่าภายนอก ลูกเต่าทะเลที่ออกจากไข่ก็จะเป็นเพศผู้ทั้งสิ้น

 

ไข่เต่าทะเลที่รอดจากน้ำท่วมและสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ก็จะฟักออกมาเป็นตัวภายใน 60 วันพร้อมกัน เมื่อลูกเต่าทะเลออกจากไข่ก็จะคลานขึ้น ผิวทราย ก่อนจะถึงผิวหน้าทรายก็จะหยุดตรงจุดที่ลึกจากผิวประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อรอให้อุณหภูมิภายนอกต่ำจึงออกจากทราย ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นเวลากลางคืนจึงออกจากลุมแล้วคลานลงทะเลอย่างรวดเร็ว ช่วงคลานลงทะเลนี้จะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ลูกเต่าทะเลทุกตัวจะหันหัวไป ยังเส้นขอบฟ้าในทะเลที่สว่างที่สุด ถ้ามีแสงบนหาดก็จะชักจูงให้คลานเข้าหาและในที่สุดก็จะตาย มีสัตว์หลายชนิดกินลูกเต่าทะเลเป็นอาหาร เช่น ในช่วงที่คลานลงทะเลก็จะเกิดอันตรายจากนก สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ผู้ล่าอื่น ๆ รวมทั้งมนุษย์ เมื่อถึงน้ำอาจจะถูกปลาฉลามกินเป็นอาหารได้

ในสัปดาห์แรก ลูกเต่าทะเลไม่สามารถที่จะดำน้ำและใช้ชีวิตใต้ท้องทะเลได้เป็นเวลานาน และยังว่ายน้ำไม่แข็งพอที่จะหลบหลีกจากผู้ล่าได้ การหลบหลีกศัตรูในช่วงนี้จึงใช้วิธีหลบอาศัยและดำรงชีวิตตามสาหร่ายหรือพืชทะเลที่ล่องลอยในทะเลลึก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ยังไม่มีผู้ใด รู้ว่าลูกเต่าทะเลใช้เวลาจนโตเต็มที่นานเท่าใด แต่ได้มีการประมาณว่าอยู่ในช่วง 8 ถึง 50 ปี เวลาอันยาวนานนี้ ทำให้มีปัญหาในการอนุรักษ์เป็น อย่างมาก จำนวนลดลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้นเกิดจากมนุษย์และการติดอวนประมงเป็นส่วนใหญ่

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของลูกเต่ากระที่เพาะพันธุ์ในธรรมชาติ

ชนิดของเต่าทะเลในประเทศไทย

 

1.เต่ามะเฟือง (LEATHERBACK SEA TURTLE) ชื่อวิทยาศาสตร์ Dermochelys coriacea มีกระดองนุ่มเหมือนหนัง ขนาด 150-180 เซนติเมตร (60-70 นิ้ว) น้ำหนัก 300 ถึง 600 กิโลกรัม (700-1,300 ปอนด์) บนกระดองมีสันแนว 5 เส้น ที่แตกต่างจาก เต่าทะเลชนิดอื่น คือ ว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไกลนับพันกิโลเมตร มีจุดสีขาวหรือสีน้ำตาลบนกระดองสีดำหรือน้ำตาลเข้ม พายหน้าไม่มีเล็บ อาหารส่วนใหญ่เป็นพวกแมงกระพรุนหรือสาหร่าย การที่มีกระดูกหน้าอกยาวทำให้ดักแมงกระพรุนเพื่อจับเป็นอาหารได้ง่าย แหล่งที่พบมากคือบริเวณหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และหาดไม้ขาวจังหวัดภูเก็ต

 

2.เต่าตะนุ (GREEN SEA TURTLE) ชื่อวิทยาศาสตร์ Chelonia mydas เมื่อโตเต็มที่วัดกระดองได้ 90-100 เซนติเมตร (35-43 นิ้ว) น้ำหนักประมาณ 110-180 กิโลเมตร (250-400 ปอนด์) บริเวณพายมีเล็กแหลม กระดองเป็นเกล็ดเรียงกันมีสีน้ำตาลโอลีพหรือสีดำ ส่วนใต้ท้องกระดองมีสีเหลืองหรือสีครีมอ่อน เต่าตะนุเป็นเต่าทะเลกระดองแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สด กินพืชเป็นอาหาร โดยเฉพาะพวกสาหร่าย หรือหญ้าทะเล

 

3.เต่ากระหรือกระ (HAWKSBILL SEA TURTLE) ชื่อวิทยาศาสตร์ Eretmocheiys imbricata กระดองเมื่อโตเต็มที่วัดได้ 70-90 เซนติเมตร (28-36 นิ้ว) มีน้ำหนักประมาณ 35-65 กิโลเมตร (80-140 ปอนด์) ลักษณะพิเศษ คือ ปากมีจะงอยเหมือนปากเหยี่ยว มีเล็บที่พายคู่หน้า 4 อัน และมีเกล็ดคู่หน้าสองคู่ เกล็ดซ้อนทับกันมีสีเหลือง น้ำตาล และดำอย่างสวยงาม อาหารเป็นพวกสาหร่าย หญ้าทะเล เพรียง และปลา ที่ชอบมากคือฟองน้ำทะเลและหอยเม่น พบมากบริเวณแนวปะการัง

 

4.เต้าหญ้าหรือเต่าสังกะสี (OLIVE RIDLEY SEA TURTLE) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lepidochelys loiyacea มีขนาดเล็กที่สุด อาศัยตามบริเวณชายฝั่งทะเล เมื่อโตเต็มที่กระดองมีขนาดประมาณ 60-70 เซนติเมตร (23-26 นิ้ว) น้ำหนัก 35-40 กิโลกรัม (80-90 ปอนด์) กระดองสีน้ำตาลโอลิพ เรียงกันคล้ายสังกะสี ส่วนท้องสีเลืองออกขาว อาหารกินได้ทั้งพืชและสัตว์ เช่น กุ้ง ปลา แมงกระพรุน ปู หอย สาหร่าย และหญ้าทะเล

     

 

การล่าเต่าทะเล

 

ตามความเป็นจริงในธรรมชาติสัตว์ที่กินเต่าทะเลเป็นอาหารมีไม่มากนัก ผู้ล่าส่วนใหญ่เป็นพวกนกชนิดต่าง ๆ เช่น นกโจรสลัด นกกระสา นกระยาง นอกจากนั้นก็เป็นพวกปูมะพร้าว ปูก้ามดาบ ปูผี ที่ผ่านมามีเต่าทะเลจำนวนมากถูกมนุษย์ล่าเพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหาร และผ่ากระนำมาทำ เครื่องประดับ ทำของพื้นเมือง และของที่ระลึก และนำไข่มารับประทานด้วยความเชื่อว่าจะทำให้อายุยืน การจับเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ทำได้ อย่างง่ายดายเพียงพลกให้หงายมันก็ไม่สามารถที่จะช่วยตัวเองได้แล้ว การจับเต่าทะเลในน้ำก็ใช้วิธีวางเบ็ดราวตามแนวปะการัง เมื่อเต่าทะเล กลืนเบ็ดเข้าไปท้องก็จะติดเบ็ดโดยง่ายเนื่องจากเนื้อหนังที่นุ่ม ส่วนวิธีการฆ่านั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากการฆ่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร การกระทำที่ มองดูแล้วโหดร้าย คือ การจับพลิกแล้วใช้มืดกรดรอยเชื่อมกระดองและส่วนที่แข็งใต้ท้องออก นอกจากนี้ก็มีการใช้ขวานฟันโดยตรง เมื่อกรีดเอากระดองออกแล้วก็ทำให้เฉือนเนื้อออกมาทำเป็นอาหารไดสะดวก ที่ค่อนข้างทารุณ คือ การใช้น้ำร้อนที่เดือดราดกระดองแล้ว แล่เฉพาะกระดองออกหลังจากนั้นก็ปล่อยเต่าลงไปในทะเล ซึ่งเต่าทะเลก็จะตาย หรือ ง่ายต่อการที่สัตว์อื่นจับกินเป็นอาหาร

สถานการณ์เต่าทะเลในประเทศไทย

 

เต่าทะเล ได้ลดปริมาณลงมาตั้งปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา ถึงแม้ว่าการศึกษษและการอนุรักษ์เต่าทะเลจะมีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว โดยได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องเต่าทะเลของโลกขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2512 ในรูปแบบส่วนหนึ่งของสหพันธ์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union of Conservation of Nature) ในปี 2518 ได้เกิดสนธิสัญญาการค้าสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ระหว่างประเทศ (Convention of International Trade in Endangered Species, CITES) ส่วนหนึ่งได้ประกาศให้เต่าทะเลทุกชนิดพันธุ์เป็นสัตว์ใน APPENDIX I ได้มีการริเริ่มด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อใช้ศึกษาให้เข้าใจถึงชีววิทยาและนิเวศวิทยาของเต่าทะเล เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพในการวางมาตราการอนุรักษ์และป้องกันการลดจำนวนลง HEAD STARTING PROGRAMME ที่ได้ดำเนินการในครั้งแรก คือ การเพาะเลี้ยงเป็นเวลาหลายเดือนแล้วปล่อยลงทะเล แม้ว่าจะมีการพยายามใช้วิธีอนุรักษ์ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ปรากฎว่า จำนวนของเต่าทะเล ก็ลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดวิกฤต ทั้งนี้ เนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งการกระทำโดยเจตนาและอุบัติเหตุ เช่น การวางอวน การลักลอบขุด ไข่เต่าทะเล มลภาวะและการสูญเสียแหล่งวางไข่ สำหรับการเพาะฟักแล้วนำมาเลี้ยงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการกับเต่ามะเฟือง ซึ่งจะต้องมี การเรียนรู้อีกมาก และที่สำคัญ คือ ยังไม่มีผู้ใดทราบถึงวงจรชีวิตของเต่าทะเลในช่วงที่ใช้ชีวิตในทะเล ส่วนการเพาะเลี้ยงแล้วปล่อยนั้น ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่า สามารถที่จะเพิ่มจำนวนการอยู่รอดได้ ปัจจุบัน โครงการอนุรักษ์เต่าทะเลทั่วโลก ยังคงสนับสนุนการปล่อย ลูกเต่าทะเลทันทีที่ออกจากรัง (จากากรสัมมนาเรื่องการอนุรักษ์เต่าทะเล ของกลุ่มประเทศอาเซี่ยนและโอเชี่ยนเนีย ณ ประเทศฟิลิปปินส์ 1993)

 

สำหรับในประเทศไทย จำนวนของเต่าทะเลได้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ได้มีการบันทึกจำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดท้ายเหมือง อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบว่าในช่วงปี พ.ศ.2513-15 มีเต่าหญ้าและเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ปีละมากกว่า 400 ครั้ง แต่ในช่วงระหว่างปี 2533-2535 มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เพียง 20-40 ครั้ง เท่านั้น เป็นการลดจำนวนลงถึงสิบเท่าในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา จากการประสานงานกับอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่และสถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล จังหวัดภูเก็ต พบว่า จำนวนของเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่มีจำนวนลดลงเช่นเดียวกัน

 

ดร.จีน มอร์ติเมอร์ (2531) ได้เสนอรายงานถึงกองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งประเทศไทย และกองทุนอนุรักษ์สัตว์โลกแห่งสหรัฐอเมริกา ถึงจำนวนของเต่าทะเลที่มีในประเทศไทยและสาเหตุของการลดจำนวนลง อีกทั้งได้เสนอแนะวิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสมกว่าการเพาะเลี้ยงแล้วปล่อย คือ การคุ้มครองพื้นที่ถิ่นวางไข่ตามธรรมชาติของเต่าทะเล ไม่ให้ถูกทำลายหรือถูกรบกวน หรือทำให้เสื่อมสภาพ แต่รายงานฉบับนี้ ได้ถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย

 

สำหรับบริเวณหาดท้ายเหมืองส่วนที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง และเต่าหญ้า ในรูปแบบคืนบ้านให้เต่าทะเล โดยแบ่งการปฏิบัติเป็น 2 ภาค คือ ในช่วงแรก พ.ศ.2535-2538 เน้นเรื่องกลยุทธการป้องกัน ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ โดยการขอความร่วมมือจากทหารเรือ หน่วยงานที่สนใจ โดยเฉพาะอาสาสมัครซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมกันเดินลาดตระเวนป้องกันการลักลอบขุดไข่เต่าทะเล พร้อมทั้งเริ่มต้นบันทึกข้อมูลทางกายภาพ และพฤติกรรมของเต่าทะเล เพื่อนำไปเป็น แนวทางในการจัดการทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อไป ไข่เต่าทะเลที่พบก็จะนำมาเพาะฟักตามธรรมชาติในเรือนเพาะฟักริมหาด เมื่อออกเป็นตัวก็ ปล่อยให้ลงทะเลตามธรรมชาติ เหลือเก็บไว้ไม่เกิน 10% เพื่อใช้ศึกษาและใช้ในด้านประเพณีช่วงที่สอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นไป จะไม่อนุญาตให้ผู้ใดรวมทั้งเจ้าหน้าที่เข้าไปรบกวนหาดในฤดูวางไข่ของเต่าทะเล การศึกษา บันทึกข้อมูลก็ให้สังเกตจากบนหอคอย เมื่อพบว่า มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ จึงจะอนญาตให้นักท่องเที่ยวลงไปชมได้โดยให้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ การดำเนินการข้าต้นนี้ต่อไปทุกอุทยาน แห่งชาติทางทะเลก็จะได้เป็นแนวทางในการดำเนินการและการจัดการ ไม่เฉพาะแต่เรื่องของเต่าทะเลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสัตว์ที่กำลังสูญพันธุ์ หรือสัตว์หายากประเภทอื่นด้วย

การอนุรักษ์เต่าทะเลของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ

 

หาดไม้ขาวและหาดทรายแก้ว ในพื้นที่ความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลถึง 2 ชนิด คือ เต่ามะเฟือง และเต่าหญ้า โดยเฉพาะหาดไม้ขาวเป็นแหล่งที่มีการจัดการด้านอนุรักษ์เต่าทะเลมาตั้งแต่ ในประเทศเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยแอบแฝงอยู่ในรูปบแบบของเทศกาลเดินเต่า ในฤดูเต่าทะเลวางไข่ (ช่วงสงกรานต์) แต่เนื่องจากปัจจุบัน ประชากรเต่าทะเลที่ขึ้นมาว่างไขบนหาดไม้ขาวมีจำนวนน้อยมาก มีไม่ถึง 20 ครั้ง ทำให้ราษฎรบ้านหาดไม้ขาวร่วมกันจัดโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลขึ้น ภายใต้ชื่อว่า “โครงการอนุรักษ์เต่าทะเลหมู่บ้านไม้ขาว ” ตำบลไม้ขาว อำเภอกลาง จังหวัดภูเก็ต ดำเนินการโดย 1) มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 2) ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดภูเก็ต และ 3) ชาวบ้านไม้ขาว

 

ลักษณะงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน

1. ยุทธศาสตร์เชิงรุก ประกอบด้วยการรณรงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนเห็นคุณค่าความสำคัญของเต่าทะเล และสิ่งแวดล้อม โดยการจัดนิทรรศการข้อมูล Slide และ Vidio แสดงตามโรงเรียนและสถานที่สำคัญในจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีการจัด ค่ายฝึกอบรมเยาวชน เพื่อให้ความรู้และเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์เต่าทะเลและสิ่งแวดล้อม

 

2. การปฏิบัติในพื้นที่ โดยราษฎรในหมู่บ้านไม้ขาวและองค์กรข้างต้น ช่วยกันเก็บไข่เต่าทะเลตามหลักวิชาการมาเพาะฟักในที่ปลอดภัย และปล่อยลงสู่ทะเลพื้นที่ที่ลูกเต่าออกจากไข่ ทั้งนี้ เพื่อให้ไกลเคียงกับการเพาะฟังตามธรรมชาติ และทำให้ลูกเต่าทะเลยังคงรักษาสัญชาตญาณ ในการหาอาหาร สามารถต่อสู่กับคลื่นลม กระแสน้ำ และศัตรู โดยธรรมชาติของมันเองที่สามารถดำรงพันธุ์อยู่มานานนับล้านปี

 

ในการปฏิบัติงานตามโครงการนี้อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ตามกฎหมาย ทำหน้าที่ช่วยเสริมด้านกฎหมายและประสานงาน ขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สถาบันชีวทางทะเลและประมง จังหวัดภูเก็ต มาให้ความรู้ด้านวิชาการ หรือหน่วยงานอื่น ที่จะช่วยเสริมปฏิบัติงานตามโครงการให้บรรลุเป้าและสมบูรณ์ เช่น หน่วยงานด้านปกครอง มหาวิยาลัย องค์การต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักการบริหารทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ ตามข้อกำหนดของ United Nations Enuironmeut Progvaimme UNEP แห่งสหประชาชาติ ที่จะต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบในพื้นที่ของตน

ข้อวิจารณ์โครงการเพาะเลี้ยงแล้วปล่อย

 

ปัจจุบันนี้ ผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องของเต่าทะเลทั่วโลกได้ยอมรับกันว่า การที่ไข่เต่าทะเลฝักออกเป็นตัวเองบนหาดแล้วปล่อยลงทะเลตามธรรมชาติ โดยไม่นำมาเพาะเลี้ยงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ดังเหตุผลต่อไปนี้

 

การจดจำแหล่งกำเนิด คาดกันว่า ลูกเต่าทะเลสามารถจดจำสภาพแวดล้อมแรกเกิดได้เช่นเดียวกับสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น เมื่อลูกเต่าทะเลโผล่จากหลุ่มฟักคลานไปตามหาดสู่ทะเล ก็จะจดจำรายละเอียดของหาดทรายและน้ำบริเวณนั้น เพื่อกลับมาผสมพันธุ์และวางไข่ ในวัยเจริญพันธุ์ ช่วงเวลาจดจำแหล่งกำเนิดยังเป็นที่ไม่เข้าใจมากนัก และยังไม่ได้มีการพิสูจน์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สัตว์ส่วนมากมีช่วงเวลา ดังกล่าวนี้อย่างจำกัดและมีความสำคัญยิ่งต่อวงจรชีวิต การที่เต่าทะเลกลับมาบริเวณเดิมเพื่อวางไข่ แสดงถึงประสิทธิภาพในการจดจำแหล่งกำเนิด ดังนั้น ลูกเต่าทะเลที่ถูกนำมาเลี้ยงในบ่ออนุบาล เมื่อปล่อยลงทะเลไปแล้วไม่พบว่ามีสัตว์ใดขึ้นมาวางไขในแหล่งธรรมชาติอีก ในประเทศไทยไม่มี เต่าทะเลมากพอที่ทดลองกับวิธีการที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และยังไม่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก ตามธรรมชาติ ลูกเต่าทะเลสามารถที่จะพัฒนากลวิธี อยู่รอดได้ตามธรรมชาติอยู่แล้วอย่างมีประสิทธิภาพที่แม้แต่มนุษย์เองก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า ดังนั้น จึงควรที่จะเน้นในเรื่องของการปกป้อง ระบบนิเวศและแหล่งที่อยู่ของเต่าทะเลมากกว่าการสนับสนุนการเลี้ยงในบ่อเพาะเลี้ยง

 

การว่ายน้ำอย่างสุดชีวิต หลังจากลูกเต่าทะเลคลานถึงทะเลแล้ว ก็จะว่ายน้ำออกไปในทะเลอย่างสุดชีวิตติดต่อกันเป็นเวลาหลาย ๆ วัน โดยไม่หยุดพักแม้กระทั่งเพื่อกินอาหาร เพื่อให้พ้นจากบริเวณน้ำตื้น ที่มีศัตรูผู้ล่ามากมาย เมื่อถึงกระแสน้ำนอกชายฝั่ง เต่าทะเลจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ ในบริเวณนี้โดยการล่องลอยไปกับสาหร่ายจนกว่าจะถึงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 20-25 ปี ตามชนิด จึงจะกลับมาผสมพันธุ์บริเวณหาด อันเป็นถิ่นกำเนิด ส่วนลูกเต่าทะเลในบ่ออนุบาลก็มีพฤติกรรมตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน คือ ในช่วงหลายวันแรก ๆ จะว่ายน้ำอย่างสุดชีวิตในบ่อ อนุบาล หลังจากนั้นก็จะอยู่นิ่งและรับการใช้อาหาร เมื่อต้องการนำไปปล่อยก็จะหมดแรงบนพื้นทราย การปล่อยลงทะเลจึงต้องให้ความช่วยเหลือ การที่ลูกเต่าทะเลอ่อนแอเช่นนี้ เป็นสาเหตุให้ว่ายน้ำไม่ไหว และถูกสัตว์อื่นกินเป็นอาหารได้ง่าย ส่วนเต่าทะเลที่ถูกเลี้ยงในบ่ออนุบาลเป็นเวลาหลาย เดือน เมื่อนำไปปล่อยในทะเลก็จะว่ายน้ำอย่างอ่อนแรงวนเป็นวงกลม และ จะอาศัยอยู่ตามบริเวณฝั่งทะเลที่นำไปปล่อย ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ตามธรรมชาติ ของมัน

 

อาหาร เกี่ยวกับอาหารของลูกเต่าทะเลนั้น มีความเกี่ยวพันกับสถานการณ์ ที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือ ตามธรรมชาติของลูกเต่าทะเล จะไม่หาอาหารในช่วงสองสามวันแรก มันดำรงชีพโดยการพลังงานจากอาหารที่สะสมอยู่บริเวณหน้าท้องในร่างกาย เมื่ออาหารสำรองหมดไป ถ้าไม่ได้อาหารเพิ่มเติมก็ทำให้ลูกเต่าทะเลอ่อนแรงลง ดังนั้น มันจึงเริ่มหาอาหาร เรื่องของประเภทอาหารที่จำเป็นต่อลูกเต่าทะเลก็มีการละเลย กันหมด ตามที่เข้าใจว่าลูกเต่าทะเลกินปลาเป็นอาหาร อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ตามความเป็นจริงนั้น มีเต่าทะเลบางชนิดไม่ได้กินปลาทะเลเป็นอาหาร อาหารของลูกเต่าทะเลส่วนใหญ่มักเป็นพวกแพลงตอน ปลาสับละเอียดมิใช่อาหารตามธรรมชาติของมัน ดังนั้น มักจะพบว่าเต่าทะเลที่เลี้ยงใน บ่ออนุบาลมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะภายในอันเป็นสาเหตุให้ช่วงชีวิตสั้นลง อีกประการหนึ่ง เต่าทะเลที่เพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาลจะเคยชินกับการถูก เลี้ยงดูให้อาหารโดยมนุษย์ และจากการสังเกตพบว่า เมื่อปล่อยลงทะเลจะมีปัญหาในการป้องกันตัวเอง แม้มีเรือเข้าใกล้ก็จะไม่หลบหลีก

บทสรุป

 

การอนุรักษ์เต่าทะเลนั้น ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีบุคคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมและเข้าใจอย่างถ้วนถี่ในเรื่องของชีววิทยาและนิเวศวิทยา ของเต่าทะเล ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลหลายโครงการที่ดำเนินการด้วยความตั้งใจดี แต่ยังขาดความรู้ที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี จากการที่ปริมาณของเต่าทะเลได้ลดน้อยลงจนถึงจุดวิกฤต โดยเฉพาะเต่ามะเฟืองซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาเลี้ยงได้ มีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย เนื่องจากหาดที่ขึ้นมาว่างไข่ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ บริเวณที่พบมากในอดีตคือที่หาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต และหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา แต่ปัจจุบันนี้ปรากฏว่า หาดไม้ขาวได้มีการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น ท่าอากาศยาน การเพาะเลี้ยง ลูกกุ้ง เป็นต้น จนสภาพสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติไม่หลงเหลือ ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้เกี่ยวข้อง และองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและ เอกชนมีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาแหล่งที่อยู่อาศัยของเต่าทะเล ไม่เพียงแต่บริเวณหาดทรายที่เต่าทะเลตัวเมียขึ้นมาวางไข่เท่านั้น ที่ควรจะได้รับการพิทักษ์ปกป้อง แต่จะต้องดูแล รักษา ระบบนิเวศทั้งระบบ ทั้งนี้เพราะเต่าทะเลใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในท้องทะเลเปิดนอกชายฝั่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งมลพิษและอันตรายอื่น ๆ อันเป็นสาเหตุให้เต่าทะเลลดจำนวนลงมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

 

 

Best views in 800 * 600 pixels

 

| หน้าแรก | การจัดการอุทยานแห่งชาติ | โครงการพิเศษ | กฏหมายและระเบียบ | ข้อมูล / สถิต | นิทรรศการ | FAQs |

ส่วนนันทนาการและสื่อความหมาย สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Email : r&i@dnp.go.th