พื้นที่ชุ่มน้ำ "ทุ่งสามร้อยยอด"

       บทนำ | ความเป็นมา |  ระบบนิเวศ | การกำเนิด | ความหลากหลายทางชีวภาพ |  สภาพปัญหา | มาตรการอนุรักษ์ |  การเดินทาง |  เอกสารอ้างอิง

 

ความหลากหลายทางชีวภาพของทุ่งสามร้อยยอด

ทุ่งน้ำจืดมีอยู่หลายแห่ง เช่น แถบรังสิต บางบ่อ บางพลี บึงบอระเพ็ด และ ทะเลน้อยเป็นต้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ที่ของรัฐ ทุ่งสามร้อยยอดจึงค่อนข้างโดดเด่น ที่มีบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งน่าจะมีมาตรการการจัดการที่ดีกว่า และบริเวณนี้เป็นโซนที่อยู่ต่อเนื่องจากป่าบก-ทุ่งน้ำจืด-ป่าชายเลน-ทะเล จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในทางระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ

 

ความหลากหลายทางชีวภาพด้านชนิดของสิ่งมีชีวิต สามารถจำแนกได้ดังนี้

 พืช

มีพืชจำนวนถึง 50 ชนิด ขึ้นอยู่ในทุ่งซึ่งมีบางชนิดที่ไม่ใช่พันธุ์ไม้ท้องถิ่น แต่พืชที่พบมาก 10 ชนิดแรก ได้แก่ แขม(Phragmites karka) แห้วทรงกระเทียม(Eleocharis dulcis) บัวเผื่อน(Nymphaea nouchali) ธูปฤาษี (Typha angustifolia) หญ้าสะกาดเค็ม(Pas- palum distichum) กกกลม(Scirpus mucronatus) ผักเป็ดน้ำ(Alternanthera philoxeroides) แห้วจีน(Eleocharis tuberosa) จมูกปลาหลด (Oxystelma esculentum) และผักขาเขียด (Ceratopteris thalictroides) แต่หนังสือเล่มนี้ขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับพืชที่พบมากที่สุด 4 ชนิดแรก ดังนี้

 

แขม (Phragmites karka)

แขมเป็นพืชตระกูลหญ้าขนาดใหญ่ มีอายุหลายปีสูงประมาณ 2-3.5 เมตร มักขึ้นอยู่ด้วยกัน เป็นกลุ่มใหญ่บริเวณที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง หรือริมแม่น้ำ ลำต้น  มีข้อหนาเห็นชัด กาบใบไม่มีขนปกคลุม ดอกออกที่ยอดเป็นช่อใหญ่ สีน้ำตาลมีขนคล้ายไหมอยู่ทั่วไป (สุรินทร์ มัจฉาชีพ และ สมสุข มัจฉาชีพ,2533)

 

ธูปฤาษี (Typha angustifolia)

กกช้างหรือธูปฤาษี เป็นพืชน้ำ ลักษณะคล้าย พืชพวกกก มีเหง้าใต้ดิน แทงไหลแตกหน่อขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ ในที่ลุ่มน้ำขังและชายขอบพรุ ใบเดี่ยว ออกสลับซ้อนชิดกัน แผ่นใบเรียวแคบ ยาว 200-400 ซม. กว้าง 1-2 ซม. ผิวใบเกลี้ยง ปลายใบแหลม โคนใบแผ่กว้างเป็นกาบหุ้มลำต้น ช่อดอก ออกที่ปลายลำ ยาว 200-350 ซม. ดอกเล็ก สีน้ำตาลแกมเหลือง ออกรวมชิดกันแน่นบนช่อรูปทรงกระบอก คล้ายธูปขนาดใหญ่ กลุ่มของดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนก้านช่อเดียวกัน กลุ่มของดอกตัวผู้อยู่ปลายก้าน ยาว 20-40 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. กลุ่มดอกตัวเมีย ยาว 20-40 ซม.กว้าง 1.5-2 ซม. อยู่ต่ำกว่ากลุ่มดอกตัวผู้ 4-5 ซม. ช่อผลมีขนสีขาวเป็นปุย เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3 ซม. (จำลอง เพ็ง-คล้าย และคณะ, 2534)

 

บัวเผื่อน (Nymphaea nouchali)

บัวเผื้อน เป็นพืชน้ำ อายุยืน มีเหง้าและไหลใต้ดินใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นกลุ่ม แผ่นใบลอยบนผิวน้ำ รูปไข่ ยาว 10-25 ซม. กว้าง 8-18 ซม. ผิวใบเกลี้ยง ด้านบนสีเขียวถึงม่วงจาง ปลายใบทู่ถึงมนกลม โคนใบเว้าลึก ขอบใบเรียบถึงหยักตื้นๆ เส้นใบ 10-15 เส้น แยกจากจุดเชื่อมกับก้านใบ ก้านใบสั้นยาวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำ ปกติยาว 0.5-2 เมตร ดอกเดี่ยว อยู่เหนือน้ำ สีขาวแกมชมพูถึงครามอ่อน เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-15 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 8-18 กลีบ เกสรตัวผู้สีเหลืองมีมาก รังไข่ 10-20 ช่อง ฝังตัวอยู่ใต้แผ่นรองรับเกสรตัวเมียรูปถ้วย ก้านดอกคล้ายก้านใบและยาวไล่เลี่ยกัน ผลจมอยู่ใต้น้ำหลังจากผสมเกสรแล้ว  บัวเผื่อนขึ้นตามหนอง บึง ริมแม่น้ำ และตามขอบพรุ มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี (จำลอง เพ็งคล้าย และคณะ, 2534)

 

แห้วทรงกระเทียม (Eleocharis dulcis)

แห้วกระเทียมเป็นพืชพวกกก แทงไหลแตกหน่อขึ้นรวมกันเป็นหมู่ใหญ่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ลำต้นกลวงและมีเยื่อขั้น เป็นระยะสูง 30-90 ซ.ม. หนา 3-7 ม.ม. ใบเป็นปลอกหุ้มส่วนโคนของลำต้น ยาว 3-20 ซม. ดอกเล็กออกรวมกันเป็นช่อที่ปลายลำมีกาบเล็กแบน บาง เรียงเวียนสลับคลุม ขอบกาบเกยกัน ช่อดอก เป็นแท่งกลมปลายทู่ถึงแหลม ยาว 1.5-4 ซม. ผลเล็กมาก รูปมนกลมถึงรูปไข่กลับ(จำลอง เพ็งคล้าย และคณะ, 2534)

 

 

   แขม

 

 

 

 

 

 

 

  ธูปฤาษี

 

 

 

 

 

 

  บัวเผื่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  แห้วทรงกระเทียม

 

 

 

สัตว์

เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่และรอบๆ ยังมีมาก ราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะมีฝนตกหนักเพราะเป็นช่วงปลายมรสุม น้ำที่เอ่อท่วมท้นออกจากทุ่งไปสู่ทะเลมีปูชนิดหนึ่ง คือ ปูแป้นหรือปูจาก (Varuna litterata) จำนวนมหาศาลเป็นล้านๆ ตัวไหลมากับน้ำ วิธีจับก็ง่ายมาก โดยใช้สวิงดักช้อนตามคลอง หรือใช้ลอบดัก ชาวบ้านนำมาต้ม หรือ ดองน้ำปลาไว้รับประทาน บ้างก็จับใส่ถุงปุ๋ยวางบนรถเข็นแล้วใช้รถจักรยานยนต์ลากไปฝากเพื่อนฝูง หรือญาติ มิตรที่อยู่ห่างไกลออกไป ในช่วงนั้นบริเวณหน้าบ้านดอนบ่อกุ่มจะมีเรือหาปลาลำเล็กๆ มาจอดเรียงรายเพื่อส่งปลาสลิดให้แก่พ่อค้าคนกลาง สภาพเช่นนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน เพราะความแห้งแล้งและปัญหาอื่นๆ (รายละเอียดอยู่ในเรื่องสภาพปัญหา)

 ความหลากหลายทางชีวภาพในด้านชนิดของสัตว์ มีดังนี้

1. นก ศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์(2534) มีข้อมูลนกที่ละเอียดมาก ระบุว่า ที่อุทยานแห่งชาติมีการพบนกมากถึง 296 ชนิด ในจำนวนนี้มีทั้งนกหายาก จำนวน 59 ชนิด อาศัยหากินในพื้นที่หลายแห่งรวมทั้งทุ่งน้ำจืด และนก จำนวน 35 ชนิด อาศัยอยู่เฉพาะในทุ่งน้ำจืดเท่านั้น ได้แก่ นกกาบบัว นกกระสาแดง เป็ดหางแหลม นกอินทรีปีกลาย นกอีโก้ง และนกกระติ๊ดสีอิฐ เป็นต้น แต่นกที่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมถ์ให้ความสนใจมากในด้านสถานภาพของแหล่งที่อยู่อาศัย คือ นกกระสาแดง ซึ่งอาศัยทำรังวางไข่และหากินอยู่ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น และนกอินทรีปีกลาย

นกกระสาแดง

(Ardea purpurea)

ความยาวจากปากถึงปลายหาง 85 ซม. ปีกกว้าง 135 ซม. พบตามทุ่งน้ำจืดและบึง ทำรังในทุ่งที่เต็มไปด้วยต้นกก ขนมีสีแดงปนม่วงแต่ไม่ชัดเจน ในระยะไกลดูคล้ายกับนกกระสานวล เวลาบินจะหดคอจนดูสั้น หัวเล็กเรียวคล้ายหัวงู ปากแหลมยาว นิ้วยาว เวลาบิน นิ้วเหยียดไปด้านหลัง (Bruun et al., 1986) ปัจจุบันพบในแหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น เช่นที่ทุ่งสามร้อยยอด และทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง

egle.jpg (22085 bytes) นกอินทรีปีกลาย

(Aquila clanga)

ยาว 60-69 ซม. ปีกกว้าง 155-190 ซม. ชอบอาศัยตามทะเลสาบ แม่น้ำ และทุ่งน้ำจืด เวลาบินจะกระพือปีกเร็ว ปลายปีกแผ่ออกคล้ายรูปนิ้ว ตัวโตเต็มวัยมีสีน้ำตาลเข้ม ขนที่ปกคลุมตอนบนของหางเป็นสีจาง ตัวอ่อนสีเกือบดำ และมีจุดขาวบนขนปีกและหัวไหล่ ขนที่ปกคลุมตอนบนของหางเป็นสีขาว(Bruun et al., 1986)

 

2. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างน้อย 5 ชนิด ได้แก่ ลิงแสม (Macaca fascicularis) พังพอน (Herpestes sp.) หนูพุกใหญ่ (Bandicota indica) หนูท้องขาว (Rattus rattus) และหนูหริ่งนาหางยาว (Mus caroli) ในฤดูแล้งหนูจะขุดรูอยู่ใต้ดินในทุ่ง และออกมาหาอาหารในเวลากลางคืน ส่วนลิงจะอยู่บนเขาพระ เขาแมว ในทุ่ง

 

3. สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก พบอย่างน้อย 5 ชนิด ได้แก่ คางคกบ้าน (Bufo melanostictus) เขียดหลังปุ่ม (Phrynoglossus martensi) กบหนอง (Rana limnocharis) กบน้ำกร่อย (R. cancrivora) และอึ่งอ่างบ้าน (Kaloula pulchra)

 

4. สัตว์เลื้อยคลาน พบอย่างน้อย 14 ชนิด เช่น เหี้ย (Varanus salvator) จิ้งเหลนบ้าน(Mabuya multifasciata) งูเหลือม (Python reticulatus) งูเห่า(Naja spp.) เป็นต้น

 

5. ปลา พบอย่างน้อย 16 ชนิด เช่น ปลาสลิด (Trichopsis pectoralis) ปลาซิว (Rasbora myersi) ปลาซิวหางแดง (R. borapetensis) ปลาแขยงหนู (Mystus gulio) ปลาช่อน (Ophicephalus striatus) และปลาหมอเทศ (Tilapia mosambica) เป็นต้น ซึ่งราษฎรที่อาศัยอยู่ตามชายทุ่งมีอาชีพทำการประมง โดยมีปลาสลิดเป็นปลาที่ทำรายได้หลัก โดยการนำเอาไปทำเค็ม และตากแห้ง หากน้ำแห้ง ราษฎรก็จะขาดทั้งอาหารและรายได้

 

Best views in 800 * 600 pixels

 

| หน้าแรก | การจัดการอุทยานแห่งชาติ | โครงการพิเศษ | กฏหมายและระเบียบ | ข้อมูล / สถิต | นิทรรศการ | FAQs |

ส่วนนันทนาการและสื่อความหมาย สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Email : r&i@dnp.go.th