พื้นที่ชุ่มน้ำ "ทุ่งสามร้อยยอด"

       บทนำ |  ความเป็นมา |  ระบบนิเวศ | การกำเนิด | ความหลากหลายทางชีวภาพ |  สภาพปัญหา | มาตรการอนุรักษ์ |  การเดินทาง |  เอกสารอ้างอิง

 

ความเป็นมา

          ทุ่งสามร้อยยอดเคยมีสถานภาพเป็นที่จัดสรรของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2513 เหตุผลในการขยายเขตอุทยานแห่งชาติเมื่อ 12 ปีก่อนนั้น เนื่องจากกรมป่าไม้เห็นว่าบริเวณดังกล่าว เป็นพื้นที่น้ำท่วมและมีน้ำขังตลอดปี เป็นที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของนกนานาชนิดทั้งนกประจำถิ่นและนกย้ายถิ่น โดยเฉพาะนกน้ำซึ่งเป็นนกที่ต้องอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีน้ำชุ่มชื้นอยู่เสมอ เช่น นกอีโก้ง และนกอีลุ้ม เป็นต้น

          การดำเนินการอนุรักษ์สภาพอุทยานแห่งชาติบริเวณนี้มิได้เป็นไปโดยสะดวก เพราะหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาขยายเขตในปี 2525 ได้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจของราษฎรอย่างรุนแรง ราษฎรในท้องที่อำเภอกุยบุรีและอำเภอปราณบุรี โดยการนำของอดีตสมาชิกสภาจังหวัด ได้ร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เขตอุทยานแห่งชาติ ที่ขยายออกไปทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยทำให้ได้รับความเดือดร้อน โดยแสดงความจำนงที่ไม่ต้องการให้ใช้ทุ่งแห่งนี้สำหรับสงวนพันธุ์นกไว้ดูเล่น สำนักนายกรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานออกไปสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในปี พ.ศ. 2527 และคณะทำงานมีข้อสรุปดังนี้ คือ

          "พื้นที่ที่มีน้ำขังตลอดปีและพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าไปทำกินหรือใช้ประโยชน์ ควรให้คงไว้เป็นอุทยานแห่งชาติ ส่วนพื้นที่ที่ราษฎรมีกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และพื้นที่ที่ราษฎรใช้ทำกิน ควรเพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้ให้ถือความเดือดร้อนของราษฎรเป็นหลักสำคัญ"

          ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเหตุการณ์ว่าจะรุนแรงสักเพียงใด เพราะในสมัยนั้นพื้นที่แห่งนี้ชุกชุมไปด้วยมือปืน เช่นเดียวกับเพชรบุรีและนครศรีธรรมราช มีการยิงกันเป็นประจำหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สย. 1 (บ้านหัวตาลแถว) ถูกถล่มด้วยปืน เอ็ม 79 เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 นาย ที่ทำการอุทยานแห่งชาติต้องย้ายมาอยู่ในดอนตะกาดที่ค่อนข้างโล่ง มีลวดหนามล้อมรอบ ยังมีคนลอบเข้ามาวางเพลิง เดชะบุญที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไว้ได้ทันสาเหตุของความรุนแรงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากกระแสการต่อต้านการขยายเขตเพียงอย่างเดียวแต่เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติในสมัยนั้น ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุดความสามารถ

          Scott( 1989 ) ได้ขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ไว้ในหนังสือ " A Directory of Asian Wetlands " ซึ่งรวมพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศในกลุ่มอาเชียนไว้ ระบุว่า อุทยานแห่งชาติมีประเภทย่อยของพื้นที่ชุ่มน้ำ ( wetland types ) ถึง 10 ประเภท ได้แก่

 

1. เกาะขนาดเล็กตามชายฝั่ง

2. ชายฝั่งที่เป็นหน้าผาหิน

3. ชายหาด ( ทรายและกรวด )

4. หาดโคลน

5. ป่าชายเลน

6. อ่าวปิดที่มีน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย

7. บ่อกุ้ง บ่อปลา

8. แม่น้ำ ลำธารที่น้ำไหลช้า

9. บ่อน้ำจืด ( เล็กกว่า 50 ไร่ ) ทุ่งน้ำจืด บึง

10. นาข้าว

ซึ่งนับว่ามีความหลากหลายของแหล่งที่อยู่อาศัย ( habitat ) มาก

          ในปีเดียวกัน Scott and Poole ( 1989 ) กล่าวว่า   

          " อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในจำนวนอุทยานแห่งชาติไม่กี่แห่งที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากการทำนากุ้ง และการระบายน้ำจากทุ่งเพื่อการเกษตร "

          องค์การอนุรักษ์นกสากล หรือ ICBP ( International Council for Birds Preservation ) เสนอว่า

          " ให้เอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลเสียต่อพื้นที่ชุ่มน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ "

          สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เสนอว่า

          " ทุ่งสามร้อยยอด เป็นที่ราบลุ่มน้ำจืดผืนใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ของประเทศมีความสำคัญและมีชื่อเสียงไปในนานาประเทศ แต่พื้นที่นี้กำลังถูกระบายน้ำทิ้ง และบริหารอย่างผิดพลาดหากไม่ยุติโดยฉับพลันและรีบแก้ไขการบริหารให้ถูกต้อง พื้นที่นี้ก็จะถูกทำลายหมดสิ้นไปในเวลาอันไม่ช้า "

          ในช่วงปี 2533 ได้มีนโยบายการปราบปรามอย่างหนักหน่วง รถแทร็กเตอร์ที่ถูกยึดไว้เป็นของกลางถูกนำมาจอดเรียงรายไว้หน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ ในยามค่ำคืนจะมีการยิงปืนเข้ามายังที่ทำการฯ เป็นประจำจนกองบังคับการตำรวจป่าไม้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแล เจ้าหน้าที่ต้องพรางไฟ และพยายามทำตัวให้ต่ำกว่ากระจกเพื่อป้องกันการถูกลูกหลง

          ปืนนานาชนิด เช่น ลูกซอง 5 นัด เอชเค 33 และปืนพกส่วนตัว มักแนบอยู่ข้างกายรวมทั้งวิทยุว็อคกี้ทอคกี้ เวร-ยาม มีระเบียบวินัยดีที่สุด เหมือนหน่วยทหารในสมรภูมิ

          เหตุการณ์ได้ดำเนินต่อมาถึงขั้นแตกหักระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2533 หน่วยเฉพาะกิจป้องกันการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ( นปม. ) ของ พล.ต.ท.ประทิน สันติประภพ ( ยศในขณะนั้น ) ได้มาจับกุมนากุ้งที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ คืนวันที่ 7 พฤศจิกายน ได้มีการปลุกม็อบชาวบ้านประมาณ 500 คน โดยมีการกางเต็นท์เสพสุราอาหารบริเวณใกล้ถนนหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจและอุทยานแห่งชาติถูกปิดล้อม

         นายณรงค์ มหรรณพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติในขณะนั้น และ พ.ต.อ.มงคล กมลบุตร ( นปม. )( ยศในขณะนั้น ) ได้ปรึกษากันที่จะให้ พ.ต.อ.มงคลฯ และผู้ติดตาม นั่งรถตู้ฝ่าวงล้อมออกไป ราษฎรไม่ยอมเปิดทางให้และยังจับรถเขย่าอย่างฮึกเหิม เจ้าหน้าที่จึงต้องกลับมาอยู่รวมกัน และวิทยุแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจทราบ จึงได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรและตระเวณชายแดน ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบมาควบคุมสถานการณ์ เดชะบุญที่ไม่มีเหตุร้ายแรงกว่านั้น หากมีใครสักคนยิงปืนคงเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ให้ราษฎรตั้งตัวแทนมาเจรจา ตัวแทนได้ยื่นข้อเรียกร้องหลายประการ แต่มีข้อที่น่าสนใจ คือ "ให้ร่นแนวเขตที่ขยายออกไปติดชายเขา" ซึ่งหมายถึงไม่ให้ขยายเขตไปในทุ่ง หน่วยเฉพาะกิจจึงระงับการจับกุมไว้ชั่วคราว มีข้อสังเกตว่าหน่วยเฉพาะกิจยังไม่ได้ไปจับกุมนากุ้งทางตอนใต้ของทุ่งซึ่งมีอยู่น้อยมาก ม็อบนี้จึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นม็อบจัดตั้งของใครบางคน

          วันที่ 26 กรกฎาคม 2534 นายอาณัติ อาภาภิรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ได้ไปตรวจราชการ และสั่งการให้รีบรังวัดแนวเขตโดยเร็วเมื่อเสร็จแล้วให้ตรวจสอบเอกสารสิทธิ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติได้ดำเนินการตามนัยสั่งการอยู่

 

Best views in 800 * 600 pixels

 

| หน้าแรก | การจัดการอุทยานแห่งชาติ | โครงการพิเศษ | กฏหมายและระเบียบ | ข้อมูล / สถิต | นิทรรศการ | FAQs |

ส่วนนันทนาการและสื่อความหมาย สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Email : r&i@dnp.go.th