การดูผีเสื้อ

วงศ์ผีเสื้อหางติ่ง PAPILIONIDAE

ผีเสื้อหางติ่ง (Swallowtails Butterfly) เป็นผีเสื้อที่มีขนาดใหญ่ ปีกหน้าและปีกหลังยาว ที่ปีกหลังมีติ่งหาง แต่ก็มีหลายชนิดที่ไม่มีติ่งหาง ผีเสื้อ ส่วนใหญ่มีปีกสีดำ หรือสำน้ำตาลดำเป็นสีหลัก ลวดลายบนปีกมีความหลากหลาย เช่น สีแดง ชมพู เหลือง เขียว มีผีเสื้อบางชนิดมีเกล็ดสีเขียวสะท้อนแสงบนปีกด้วย ขาของผีเสื้อยาว และมีการพัฒนาที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะขาคู่หน้า สามารถใช้ในการเดินได้ ตัวหนอนของผีเสื้อกินใบพืชเพียงไม่กี่วงศ์เท่านั้นได้แก่ วงศ์กระเช้าสีดา (Sristolochiaceae) วงศ์ส้ม (Rutaceae) วงศ์นมแมว (Anonaceae) และวงศ์จำปา (Magnoliaceae)

หางกิ่วหางตุ้ม

หอนมะนาว

วงศ์ผีเสื้อขาว-เหลือง PIERIDAE

วงศ์ผีเสื้อขาว-เหลือง (White and Yellow) เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกผีเสื้อในวงศ์ Pieridae ซึ่งสอดคล้องกับสีสันของผีเสื้อที่ส่วนใหญ่จะมีสีขาวหรือสีเหลือง แต่อาจจะมีสีอื่นร่วมด้วย เช่น สีส้ม สีฟ้า หรือเทา ผีเสื้อมีตั้งแต่ขนาดเล็กกางปีกเต็มที่เพียง 30-35 มม. คือ ผีเสื้อขาวแคระจนถึงขนาดกางปีกเต็มที่ได้ถึง 100 มม. คือ ผีเสื้อปลายปีกส้มใหญ่ ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ขาหน้าของผีเสื้อมีการพัฒนา สามารถใช้ในการเดินได้ดี ดังนั้น ผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อขาว-เหลือง จึงมีขาที่สามรถใช้งานได้ครบทั้ง 6 ขา ลักษณะนิสัยของผีเสื้อขาว-เหลืองคือ เพศผู้ชอบรวมกลุ่มกันบริเวณริมน้ำในเวลากลางวัน ขณะที่เพศเมียจะอาศัยอยู่ในที่ร่ม และอยู่เดี่ยวๆ พืชอาหารของตัวหนอนของผีเสื้อในวงศ์นี้ ได้แก่ ใบของพืชในวงศ์ Leguminosea-aesalpinioideae และ Capparaceae


เหลือสยามขอบดำ

ดอกคูณ

เณรสารี่

วงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ NYMPHALIDAE

ผีเสื้อวงศ์ขาหน้าพู่ (Brush-footed Butterflies) เป็นวงศ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งขนาด รูปร่าง สีสัน และลวดลายโดยมีลักษณะเด่นคือขาคู่หน้าของผีเสื้อไม่พัฒนา หรือ พัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช้ในการเดิน โดยเฉพาะผีเสื้อเพศผู้มีเกล็ดปกคลุมที่ขาจนเห็นเป็นพู่ ยกเว้นในเพศเมียของผีเสื้อหัวแหลมที่มีครบทั้ง 6 ขา และใช้ในการเดินด้วยดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อเวลาผีเสื้อลงเกาะจึงเห็นเพียง 4 ขา คือ ขาคู่กลางและคู่หลังเท่านั้น ผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ เป็นการรวมผีเสื้อหลายวงศ์ในอดีตไว้ด้วยกันและจัดเป็นวงศ์ย่อย ได้แก่ ผีเสื้อหนอนใบรัก (Danainae) ผีเสื้อสีตาล (Satyrinae) ผีเสื้อป่า (Amathusinae) ผีเสื้อขาหน้าคู่ (Nymphalinae) ผีเสื้อหนอนหนาม (Acraeinae) และผีเสื้อหัวแหลม (Libytheinae) ซึ่งแต่ละวงศ์ย่อยมีลักษณะเด่นของตัวเอง


หนอนมะพร้าว

สีอิฐ



วงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงิน  LYCAENIDAE

วงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงิน (The  Blues)  หรือผีเสื้อมรกตเป็นผีเสื้อที่มีขนาดเล็ก ประกอบด้วยวงศ์ย่อย 6 วงศ์ เป็นการรวมเอาผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อปีกกึ่งหุบ (Riodinidae)เข้ามาเป็นวงศ์ย่อยของผีเสื้อสีน้ำเงินด้วย ผีเสื้อในวงศ์นี้ส่วนใหญ่สีของปีกด้านบนเป็นสีน้ำเงินสะท้อนแสง หรือสีน้ำตาล ซึ่งผีเสื้อในวงศ์นี้ส่วนใหญ่เกาะหุบปีกไว้เหนือลำตัว ยกเว้นผีเสื้อในวงศ์ย่อยผีเสื้อปีกกึ่งหุบ ขาคู่หน้าของ  ผีเสื้อเพศผู้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์  และใช้ในการเดิน เพศเมียของผีเสื้อปีกกึ่งหุบที่จะพัฒนาไม่สมบูรณ์ ในระยะตัวหนอน  ส่วนใหญ่กินใบพืชเป็นอาหาร  โดยจะมีมดอาศัยร่วมด้วยในลักษณะต่างได้ประโยชน์  ขณะเดียวกัน ตัวหนอนผีเสื้อในวงศ์ย่อย  Miletinae หลายชนิดมีนิสัยเป็นตัวห้ำ  (Predators) ซึ่งอาศัยเหยื่อ  คือ เพลี้ยอ่อน  หรือเพลี้ยแป้ง









หิ่งห้อยเขาสอยดาวใต้
หิ่งห้อยเขาสอยดาว
หิ่งห้อยเป็นด้วงอยู่ในวงศ์ Lampyridae พบได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในเขตร้อน ตัวเต็มวัยเพศผู้มีปีก ส่วนเพศเมียมีทั้งชนิดที่มีปีกและไม่มีปีก ชนิดที่ไม่มีปีกมีรูปร่างคล้ายตัวหนอน หิ่งห้อยมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ เมื่อตัวเต็มวัยผสมพันธุ์แล้ว เพศเมียจะวางไข่ไว้ตามดินที่มีความชื้น บนต้นพืชริมฝั่งน้ำ หรือบนพืชน้ำ ตัวอ่อนเป็นตัวห้ำกินหอยฝาเดียว ไส้เดือน กิ้งกือ และแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ตัวหนอนมี4-6ระยะ เข้าดักแด้ในดินแล้วจึงลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย วงจรชีวิตทั้งหมดใช้เวลา 3 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ ตัวเต็มวัยกินน้ำสะอาดหรือน้ำค้าง หิ่งห้อยชอบออกหากินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำสะอาด หิ่งห้อยสามารถทำแสงได้ทั้งระยะหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย บางชนิดในระยะไข่สามารถทำแสงได้ด้วย หิ่งห้อยเพศผู้มีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณปลายปล้องท่อ 2 ปล้อง และเพศเมียมี 1 ปล้อง หิ่งห้อยกระพริบแสงเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างชนิดพันธุ์เดียวกัน และเพื่อการหาคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งหิ่งห้อยแต่ละชนิดจะมีจังหวะการกระพริบแสงที่แตกต่างกัน
ประโยชน์ของหิ่งห้อย
1. เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
2. เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์และสภาพแวดล้อม
3. ระยะตัวหนอนเป็นตัวห้ำกินหอย ซึ่งเป็นพาหะของพยาธิที่เป็นสาเหตุของโรคในคนและสัตว์
4. แสงของหิ่งห้อยเป็นแสงเย็นมีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์และพันธุวิศวกรรม
นับตั้งแต่ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยกีฏวิทยาป่าไม้ที่ 3 (จันทบุรี) พ.ศ. 2535 ได้มีผลงานวิจัยองค์ความรู้ที่สะสมอยู่ศูนย์วิจัยกีฏวิทยาป่าไม้ 3 แห่งนี้แล้ว จำนวนหลายเรื่อง นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการในปี 2553 ได้แก่โครงการวิจัยความหลากหลายของหิ่งห้อยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว โดยนักวิจัยจากกลุ่มแมลงร่วมกับศูนย์วิจัยกีฏวิทยาป่าไม้ที่ 3 สำรวจพบดังนี้
 
ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือบันทึกผีเสื้อโดยดร.สุรชัย ชลดำรงค์กุล,หนังสือ BUTTERFLIES OF THAILAND โดยคุณพิสุทธิ์ เอกอำนวย