Insect Pests of Flower and Seed of Forest Trees

ชื่อสามัญ แมลงศัตรูดอก และเมล็ดไม้ป่า

ความสำคัญ ในการปลูกสร้างสวนป่า นอกจากจะต้องมีการเตรียมพื้นที่ หา ชนิดไม้ที่ปลูกป้องกันกำจัดโรคแมลง ป้องกันไฟป่า และบำรุงรักษาอื่นๆ แล้ว ปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ในการปลูกสร้างสวนป่าก็คือ เมล็ดพันธุ์ไม้ บางปีเมล็ดพันธุ์ไม้จะน้อย บางปีก็มีมาก ซึ่งเป็นผลจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น สิ่งแวดล้อม ชีวภาพ และ สรีรวิทยาของต้นไม้เอง เป็นต้น ในปีที่มี เมล็ดไม้น้อย ราคาเมล็ดไม้จะสูงมาก ปัจจุบัน (2532) เมล็ดไม้สักซื้อขาย กันถังละ 40-50 บาท และเมล็ดไม้สนสามใบมีราคากิโลกรัมละ 1,000- 1,200 บาท และเมล็ดไม้สนสองใบราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท แมลงเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ปริมาณเมล็ดไม้มากหรือน้อย เช่น ในการ สำรวจหนอนเจาะเมล็ดสีเสียดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2525 พบว่า เมล็ด สีเสียดในบริเวณสวนป่าปางอโศก จังหวัดนครราชสีมา มีด้วงทำลาย 10% โดยดูจากรูที่ปรากฎบนเมล็ด เมื่อได้คัดเมล็ดเสียออกแล้วแยกเก็บ เมล็ดดีไว้ อีก 3 สัปดาห์ พบว่า เมล็ดที่ไม่ปรากฎรูแต่แรกนั้นมีตัวด้วง ออกมาอีกมากมาย นับจำนวนเมล็ดเสียได้อีก 81.1% ทั้งนี้หมายความว่า เมล็ดที่เก็บจากสวนป่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2525 ขณะนั้นเป็นเมล็ดที่มี หนอนอยู่ภายในแล้วถึง 91.1% มีเมล็ดที่สมบูรณ์เพียง 8.9% การทำลาย ในขั้นนี้นับว่ารุนแรงมาก ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้เริ่มทำการป้องกันกำจัด แมลงศัตรูช่อดอกและเมล็ดแล้ว โดยทำการพ่นยากำจัดในบริเวณป่าสัก ท้องที่จังหวัดลำปาง พะเยา และแพร่ เป็นต้น และจะขยายงานออกไปถึง พันธุ์ไม้อื่น ๆ เมื่อปีงบประมาณและอัตรากำลังเพียงพอ

ลักษณะทั่วไป บรรยายรวมไว้ในชีวประวัติและนิสัย

ชีวประวัติและนิสัย การศึกษาทางชีววิทยาของแมลงศัตรูดอกและเมล็ดไม้ป่ายังนับว่ามีน้อย มาก จึงได้นำเอาแมลงเหล่านี้ มากล่าวรวมกันภายใต้หัวข้อแมลงศัตรู ดอกและเมล็ดไม้ป่า ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจชนิดของแมลงและสำรวจ ความเสียหายอันเกิดจากแมลงนั้น ๆ เท่านั้น ปัจจุบันมีแมลงจำพวกนี้พอ

-2-

ที่จะนำมากล่าวถึงอย่างย่อ ๆ ได้ก็คือ แมลงศัตรูดอกสักและเมล็ดสัก ซึ่ง ปรากฎในเอกสารของ Chaiglom (1975) และแมลงศัตรูของเมล็ดไม้ กระยาเลย สำรวจโดยพายัพ (2524) และแมลงศัตรูของเมล็ดไม้อื่น ๆ โดย Eungwijarnpanya and Hedlin (1984) ซึ่งรวบรวมแล้วมีรายละเอียด ของแมลงต่าง ๆ โดยสังเขปดังนี้

1. Alcidodes dipterocarpi (Marshall) (Curculionidae) พบ ทำลายเมล็ดไม้รัง (รูปที่ 74) ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ราย ละเอียดอื่น ๆ ยังไม่ได้มีการศึกษา

2. Antrocephalus sp. (Chalcididae) เป็นแตนเบียนฝอยขนาด เล็กมาก ส่วนหัว ลำตัว หนวด และขาสีดำ ปีกบางใส ทำลายเมล็ดไม้ พะยูง โดยวางไข่เข้าไปในฝักอ่อนตัวหนอนกัดกิน cotyledon ภายใน ออกเป็นตัวเต็มวัยในระยะฝักแก่พอดี

3. Blastobasis spermologa Merick (Blastobasidae) เป็น ผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนอมเทา ลักษณะเด่นคือมี labial palp ยาวยื่นออกไปเห็นได้ชัด ตัวเมียวางไข่ที่ผลอ่อน เมื่อเกิดเป็นตัวหนอนจะ เจาะเข้าไปภายในกัดกิน cotyledon ของเมล็ดไม้เหียงเป็นอาหาร ทำให้ ผลเสียหายได้

4. Bruchidius uberatus Fabraeus (Bruchidae) เป็นด้วงงวง ถั่วขนาดเล็กสีเทาปนน้ำตาล หนวดแบบ serrate ส่วนอกเล็กกว่าส่วนท้อง มาก ปีกแข็งมี striate เห็นชัด ตัวเมียวางไข่ที่ผลหรือฝักอ่อนของไม้รัง ฟักเป็นตัวหนอนเจาะเข้าไปภายใน กัดกิน cotyledon ทำให้เมล็ดเสียเพาะ ไม่ขึ้น

5. Bruchus bilineatopygus (Pic) (Bruchidae) คือ หนอน เจาะเมล็ดสีเสียด ตัวด้วงมีขนาดเล็กประมาณ 3 มม. สีน้ำตาล มีขีดประ ขาวตามยาวบนปีก ส่วนของปีกหุ้มส่วนท้องไม่มิด ส่วนหัวงุ้มมองไม่ เห็นจากด้านบน (รูปที่ 74) มีความว่องไวพอสมควร บินได้ดีเมื่ออยู่ในที่ สว่าง พบทำลายเมล็ดสีเสียดที่สวนป่าสีเสียดในเขตจังหวัดสระบุรี และ นครราชสีมา ชาวบ้านเล่าว่า พบมาแล้วหลายปี แต่กรมป่าไม้ได้เข้า สำรวจและตรวจชื่อเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2525 จากการติดตามสังเกตพบ

-3-

ว่า ตัวด้วงวางไข่ที่ฝักอ่อนของสีเสียดในเดือนธันวาคม-มกราคม ตัว หนอนที่ฟักออกจากไข่เจาะเข้าไปอาศัยในเมล็ดสีเสียดและกินเนื้อเมล็ด เป็นอาหาร (รูปที่ 74) ตัวหนอนมีลักษณะโค้งงอสีเหลืองคล้ายหนอน ของด้วงงวง ในเมล็ดหนึ่งปกติจะมีหนอนเพียงตัวเดียว แต่บางครั้งก็พบ ว่ามีหนอนถึง 4 ตัวในเมล็ดเดียวกัน ตัวหนอนกินอาหารไม่มาก ตัว หนอน 1 ตัวไม่สามารถกินเมล็ดได้หมด ส่วนมากเมล็ดที่ถูกกิน เมื่อนำ ไปเพาะจะไม่งอก มูลที่ตัวหนอนถ่ายออกจะถูกอัดแน่นอยู่ภายในเมล็ด ตัวหนอนเมื่อโตเต็มที่จะเข้าดักแด้อยู่ในเมล็ด ระยะดักแด้ใช้เวลาป ระมาณ 5 วัน จึงออกเป็นตัวด้วง แล้วจึงเจาะเมล็ดเป็นรูกลม เพื่อออกสู่ ภายนอก เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ตัวเต็มวัยออกจากเมล็ดมากที่สุด เมล็ดที่เก็บจากสวนป่าปางอโศก จังหวัดนครราชสีมา มีด้วงออกจาก เมล็ดมากที่สุดระหว่างวันที่ 10-20 กุมภาพันธ์ 2525 ตัวด้วงสามารถมี ชีวิตอยู่ได้นานถึง 45 วัน โดยไม่กินอาหารเลย

นอกจากจะเป็นศัตรูของเมล็ดสีเสียดแล้ว ยังพบว่าตัวด้วงทำลาย เมล็ดถ่อน (Albizia procera) ที่บริเวณอำเภอมวกเหล็ก จังหวัด สระบุรี ด้วย และพบตัวด้วงจากเมล็ดถ่อนมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เช่นเดียวกัน

6. Carpophilus hemipterus L. (Nitidulidae) ด้วงผลไม้ (dried-fruit bettle) ขนาดเล็กมากสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ปีกแข็งสั้นคลุม ส่วนท้องไม่มิด ตัวเมียวางไข่บนผลหรือฝักจวนแก่ของไม้มะค่าแต้ ตัว อ่อนเจาะเข้าไปภายในกัดกิน cotyledon ทำให้เมล็ดเน่าเสีย

7. Carpophilus mutilatus Erick (Nitidulidae) ด้วงผลไม้ (dried-fruit bettle) ขนาดเล็ก ยาว 3-5 มม. สีน้ำตาล ปีกแข็งสั้นกว่าลำตัว มากส่วนหัวมีขนประปราย ตัวเมียวางไข่บนผลอ่อน ฝักอ่อนของไม้ มะค่าแต้และไม้เหียง ตัวหนอนเจาะทำลายภายใน

8. Caryedon lineaticollis (Pic) (Bruchidae) แมลงศัตรู เมล็ดของขี้เหล็กบ้าน พบการทำลายที่อำเภอมวกเหล็ก ในเดือนมีนาคม- เมษายน ตัวด้วงมีขนาด เล็กกว่า C. serratus (รูปที่ 74)

9. Caryedon serratus (Olivier) (Bruchidae) ตัวหนอนพบ ในเมล็ดชัยพฤกษ์ เมล็ดกัลปพฤกษ์ และเมล็ดเสี้ยวป่า ที่ปลูกบริเวณข้าง

-4-

ทาง และตามหัวไร่ปลายนาที่อำเภอมวกเหล็ก ตัวด้วงสีน้ำตาลขนาด 4.5-5.5 มม. (รูปที่ 74) พบมากในเดือนมีนาคม และพบกินเมล็ดมะขาม ในโรงเก็บที่จังหวัดสุพรรณบุรี ในเดือนมีนาคม 2528 ฉะนั้นด้วงชนิดนี้ จึงสามารถทำลายทั้งเมล็ดที่ยังอยู่บนต้นพืช และเมล็ดในโรงเก็บได้

10. Cladobrostis melitricha Meyrick (Blastobasidae) เป็น ผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อน ช่วงปีก 20-25 มม. ตัวเมียวางไข่ที่ ดอก เมื่อเกิดเป็นตัวหนอนจะเจาะเข้าไปทำลายภายในเมล็ดของไม้มะค่า แต้ ทำให้เมล็ดเน่าเสีย

11. Dichocrosis punctiferalis Guenee (Pyralidae) ปีกของ ผีเสื้อทั้งสองคู่สีเหลืองสด มีจุดสีดำประปรายบนปีกทั้ง 2 คู่ (รูปที่ 74) ตัวหนอนกินเมล็ดอ่อนในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

12. Eublemma sp.(Noctuidae) ขนาดผีเสื้อกางปีกวัดได้ ประมาณ 2 ซม.ขอบปีกและโคนปีกสีขาวขุ่น ค่อนไปทางปลายปีกสีน้ำ ตาลและจางลงตามลำดับมาทางด้านโคนปีก (รูปที่ 74) ตัวหนอนกิน เมล็ดสักอ่อน พบในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

13. Hypothenemus eruditus Westwood (Scolytidae) เป็น มอดขนาดเล็กสีดำ ตัวด้วงเจาะเข้าไปในฝักที่จวนจะแก่ แล้ววางไข่ ตัว อ่อนที่ฟักออกจากไข่จะเจาะเข้าไปในเมล็ดของไม้มะค่าแต้ กัดกิน cotyledon เป็นอาหาร อาศัยอยู่ในเมล็ดจนกระทั่งเข้าดักแด้และออกเป็น ตัวเต็มวัย

14. Hypothenemus javanus (Scolytidae) มอดเจาะผลไม้ เป็นมอดขนาดเล็กมากยาว 1.8-2.2 มม. สีน้ำตาลดำ มีขนสั้น ๆ ปกคลุม ประปราย ตัวเมียวางไข่ที่ขั้วของฝักหรือผลของไม้กระยาเลยหลายชนิด ตัวอ่อนเจาะเข้าไปทำลายภายใน กัดกิน cotyledon ของเมล็ดทำให้เน่าเสีย หรือกัดกินจนหมดทั้งเมล็ด

15. Machaerota elegans Maa (Machaerotidae)เป็นเพลี้ย กระโดดขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 4-5 มม. ไม่รวมส่วนหนาม แหลมโค้งที่ยาวยื่นออกไปทางท้ายของลำตัวอีก 3 มม. ปีกบางใสยื่นยาว ไปเกือบเท่าส่วนของหนาม ลำตัวสีน้ำตาลถึงดำ ส่วนโคนของหนามที่ยื่น ออกมีแต้มสีเหลืองด้านข้าง ๆ ละ 1 แต้ม (รูปที่ 74) tibiaของขาคู่หลังสี

-5-

จะอ่อนกว่า femur มากจนออกเป็นสีเหลือง ตัวอ่อนอาศัยอยู่ภายใน หลอดที่สร้างหุ้มตัวไว้ติดอยู่กับช่อดอก และดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกสักจน เป็นตัวเต็มวัย จึงออกจากหลอดมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกสักมักพบอยู่ ร่วมกับ Pagida salvaris บนช่อดอกสัก

16. Mylabris phalerata Pall (Meloidae) ตัวด้วงกัดกินก้าน ดอก และเมล็ดอ่อนของต้นสัก พบในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน (ดู รายละเอียดในหน้า 22)

17. Nanophyes sp. (Apionidae) เป็นตัวหนอนของด้วงที่ ทำลายเมล็ดของยางกราด (รูปที่ 74) พบการทำลายที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้เมล็ดเสียหายได้ถึง 90 % เป็นที่น่าสังเกตุว่าเมล็ดยางกราดที่เก็บรักษาไว้ แล้วมีตัวเบียน Microdontomerus sp. (Torymidae) ออกมาจะไม่พบ Nanophyes sp. ออกมาเลย

18. Pagida salvaris Walker (Pyralidae) ผีเสื้อขนาดกางปีก วัดได้ประมาณ 23 มม. ปีกบางสีเหลืองอ่อน มีลายหยักสีชมพูตามขวางที่ ปีก ปีกทั้ง 2 คู่ สีเหมือนกัน (รูปที่ 74) ตัวหนอนสีเขียวอมเหลือง กินตา ดอก และเจาะเข้าไปภายในดอกตูมของต้นสัก ช่อดอกที่ถูกทำลายจะเห็น เป็นสีน้ำตาล ดอกไม่บาน นอกจากนั้นตัวหนอนยังกินเมล็ดสักอ่อนด้วย พบในเดือนมิถุนายน จนถึงกันยายน

19. Phaphuma motschulskyi Ganglbauere (Cerambycidae)

ตัวหนอนของด้วงหนวดยาวนี้เจาะขั้วเมล็ดของมะค่าโมง การเจาะ ขั้วเมล็ด (aril) ทำให้เมล็ดมีอัตราการงอกดีขึ้น (อำนวยพร และ พิศาล 2537) ลำตัวยาว 8-10 มม. ลำตัวและอกมีสีเหลืองนวลทั้งด้าน บนและด้านล่าง มีแถบสีดำใหญ่พาดขวาง 2 แถบ บริเวณกลางปีก และปลายปีก ลายที่โคนปีกเป็นรูปวงกลม ภายในวงกลมมีขีดสีเหลือง ยาวตามลำตัว 1 ขีด ส่วนอกด้านหน้ามีหนวดยาวเรียวสีดำแต้มเป็นวง กลมสีดำ ด้านข้างของส่วนอกมีจุดสีดำข้างละ 1 จุด

 

 

-6-

20. Sitophilus glandium Marshall (Curculionidae) ด้วงงวง ขนาดเล็กมากสีน้ำตาลอ่อนเกือบดำ ตัวเมียวางไข่บนฝักอ่อนของไม้ มะค่าแต้ เมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อนจะเจาะเข้าไปในฝักเจาะเมล็ดกัดกินเนื้อ เมล็ดเป็นอาหาร เมื่อโตเต็มที่จะออกจากเมล็ดมาเข้าดักแด้ข้างนอกภายใน ฝักเมล็ดหนึ่ง ๆ อาจมีตัวหนอนเจาะกินหลายตัว ดังนั้นจึงพบดักแด้อยู่ เป็นกลุ่ม

21. Sitophilus rugicollis Casey (Curculionidae) ด้วงงวง ขนาดเล็กสีดำ ตัวเมียวางไข่บนฝักอ่อนของไม้เต็ง ตัวหนอนเจาะทำลาย ภายในกัดกิน cotyledon เมล็ดหนึ่งอาจมีตัวอ่อนเจาะหลายตัว

ศัตรูธรรมชาติ เท่าที่สำรวจพบมี Microdontermerus sp. เป็นตัวเบียนของด้วง Nanophyes sp. ที่ทำลายผลยางกราด ส่วน Megastigmus sp. วงศ์ Torymidae และ Eurytoma sp. ในวงศ์ Eurytomidae พบว่าเป็นตัว เบียนของแมลงศัตรูเมล็ดของแคบ้าน แต่ยังไม่มีผู้รายงานว่าแมลงศัตรู ของแคบ้านเป็นแมลงชนิดใด เพียงแต่พบตัวเบียนทั้ง 2 ชนิด ออกมาจาก เมล็ดแคบ้านที่เก็บไว้เท่านั้น

การป้องกันจำกัด ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูประเภทนี้ ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เนื่องจาก ดอกและเมล็ดไม้อยู่บนเรือนยอดของต้นไม้ ควรใช้เครื่องมือพ่นสารที่ พ่นจากพื้นดินที่กำลังแรงดันสูงพ่นได้ถึงเรือนยอด เครื่องยนต์ที่ใช้พ่น ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 แรงม้า หรือใช้เครื่องพ่นชนิดแรงลมติดหัวพ่น ระบบ ULV แมลงพวกนี้จะมีช่วงระบาดที่สั้นคือ ช่วงที่ไม้กำลังออกดอก หรือช่วงเมล็ดอ่อน การแก้ปัญหาจึงต้องมีการวางแผนกำหนดเวลาที่แม่น ยำ ถ้าทำล่าช้าไปเพียงเล็กน้อยจะเป็นผลเสียหายมาก คือสูญเสียดอกและ เมล็ดไป และข้อสำคัญที่สุดสารที่จะใช้พ่นควรมีฤทธิ์หยุดยั้งโดยฉับพลัน (knock down effect) มีพิษตกค้างสั้น และมีพิษน้อยต่อสัตว์เลือดอุ่น เพราะการพ่นเช่นนี้จะมีการฟุ้งกระจายมาก ในการพ่นสารเคมีกับช่อดอก และเมล็ดสัก ให้ใช้สารกำจัดแมลงพวกไพรีทรอยด์ ได้แก่ เพอร์เมทริน เดลต้าเมทริน ไซฟลูทริน เป็นต้น พ่น 3 ครั้งใน 1 ปี คือ พ่นในเดือน

-7-

มิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม เดือนละหนึ่งครั้ง สำหรับดอกและ เมล็ดไม้อื่นอนุโลมให้ใช้วิธีเดียวกันนี้ได้ก่อน ส่วนช่วงเวลาของการพ่น ให้เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระบาดของแมลงแต่ละชนิด

-------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-8-

Pachyteria dimidiata Westwood

ชื่อสามัญ หนอนเจาะลำต้นพิกุล (mimusop stem borer)

วงศ์ Cerambycidae

พืชอาหาร พิกุล มะม่วงป่า ข่อย ราชาวดี

ความสำคัญ จากลักษณะการเจาะไชของตัวหนอนที่ไม่เป็นระเบียบ ชอนไชลำต้นทั่วไปทั้งส่วนของเยื่อเจริญ กระพี้ และเนื้อไม้ ทำให้ต้นไม้ตายได้ ต้นหนึ่ง ๆ เมื่อมีหนอนหลายตัวจะทำให้ต้นไม้ตายได้ในปีนั้น ต้นพิกุลในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการคุกคามหนักตั้งแต่ปี 2528 อาการเหี่ยวตายไปปรากฏในต้นปี 2529 (ฉวีวรรณ 2530) และเชื่อแน่ว่าจะเป็นปัญหาต่อไปในการปลูกต้นพิกุล เพื่อเป็นไม้ให้ร่มในสวนสาธารณะ หรือริมถนนทั่วไป

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย เป็นด้วงหนวดยาว ลำตัวสีดำเป็นมัน ยกเว้นที่ส่วนปีกขณะหุบปีกจะเห็นแถบสีเหลืองกว้าง 0.6-0.7 ซม. พาดขวาง ขอบด้านล่างของแถบสีเหลืองเป็นเส้นตรง ส่วนขอบด้านบนโค้งขึ้นเล็กน้อยใกล้รอยจรดของปีกซ้ายและขวา ขนาดวัดจากหัวถึงปลายลำตัวยาวประมาณ 3.0-3.5 ซม. หนวด มี 2 สี คือ ครึ่งที่อยู่ติดส่วนหัวสีดำ ครึ่งปลายสีเหลือง จึงเห็นด้วงชนิดนี้ เป็นสีเหลืองสลับดำ (รูปที่ 68) ตัวหนอน หัวโต ลำตัวสีค่อนข้างเหลือง

ชีวประวัติและนิสัย หลังการผสมพันธุ์ ตัวเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ตามเปลือกของต้นพิกุล ไข่ฟักภายใน 7-10 วัน ตัวหนอนเจาะเข้าไปในเปลือกแล้วอาศัยอยู่ระยะ หนึ่งจนกรามแข็งแรงมากพอจึงเจาะเข้าสู่ลำต้น กัดกินเนื้อไม้เป็นอาหาร และอาศัยอยู่ในลำต้นประมาณ 20 วัน จึงออกเป็นตัวเต็มวัย (พายัพ 2527) พบตัวเต็มวัยออกจากต้นพิกุลในเดือนกันยายน-ตุลาคมในปี พ.ศ. 2529 จากการสังเกตในปี พ.ศ.2529 และ 2530 นั้นพบว่า การตายของ ต้นพิกุลจะเกิดมากในช่วงต้นปี คือ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน และ

-9-

จากนั้นจะพบการตายประปรายตลอดปี เมื่อผ่าลำต้นพิกุลที่กำลังจะตาย ในเดือนพฤษภาคมออกดูพบว่ามีตัวหนอนที่มีขนาดตั้งแต่ 2.5-4 ซม. บางตัวอยู่ในลักษณะที่ใกล้เข้าดักแด้ จึงสันนิษฐานได้ว่าวงจรชีวิตมีการ คาบเกี่ยวกันระบุแน่นอนไม่ได้ เพราะในเขตกรุงเทพฯ ต้นไม้ไม่ขาด แคลนน้ำเนื่องจากระดับน้ำในดินสูง ลำต้นมีความชุ่มชื้นอยู่เกือบตลอดปี เหมาะแก่การวางไข่ของตัวด้วง และการอยู่อาศัยของตัวหนอนได้นาน กว่า พื้นที่ที่ปลูกในป่าที่ขาดการดูแลหรือปลูกในที่แห้งแล้งที่มีช่วงการ เจริญเฉพาะในฤดูฝน การเจาะทำลายของตัวหนอนจึงมักจะเริ่มในฤดูฝน และมักพบตัวด้วงออกจากลำต้นพืชอาหารในต้นฤดูฝน เพื่อออกมาวาง ไข่ ดังนั้นวงจรชีวิตของด้วงที่อยู่ในป่าหรือพื้นที่ที่แห้งแล้งจึงอาจระบุได้ แน่นอนกว่า

ต้นพิกุลที่ถูกทำลายมีอาการเริ่มจากใบเหลืองจนเหี่ยวแห้งไปในที่สุด ตัวหนอนจะเจาะอยู่ภายในทั้งกิ่งและลำต้น ถ้าเจาะที่กิ่งจะตายเฉพาะกิ่งนั้น ถ้าเจาะที่โคนต้นจะตายทั้งต้น การสังเกตการทำลายใหม่ค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีแผลให้เห็น จะมีแต่เพียงรูเล็ก ๆ ที่ตัวหนอนเจาะไว้เพื่อดันผงหรือเศษไม้ที่กัดไว้ให้หล่นมากองอยู่โคนต้น จึงต้องสังเกตจากเศษไม้ที่เป็นผงคล้ายขี้เลื่อยสีน้ำตาลและสีขาวที่กองอยู่ตามพื้นดินใต้โคนต้นนั่นเอง ตัวหนอนจะเจาะไชในกิ่งไม้อย่างไม่เป็นระเบียบ ทำให้เนื้อไม้พรุนไปหมด ต้นไม้ตายเนื่องจากส่วนเยื่อเจริญ (cambium) ถูกกัดแทะไป ตรงส่วนนั้นจึงเหลือแต่เปลือกบาง ๆ ถ้าใช้มือแกะจะหลุดเป็นสะเก็ดหรือเป็นแผ่น ๆ ถ้าส่วนแคมเบียมถูกกินไปมากเปลือกลำต้นจะแตกระแหงและล่อนออก ลักษณะเช่นนี้พบในต้นที่ถูกทำลายรุนแรงหรือที่ตายแล้ว ส่วนใหญ่ตัวหนอนจะเจาะกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 3 ซม.ขึ้นไปกิ่งหนึ่ง ๆ มีตัวหนอนได้หลายตัวเคยพบตัวหนอนอยู่ภายในกิ่งไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ซม.ความยาว 1 ฟุตถึง 5 ตัว

ศัตรูธรรมชาติ ยังไม่พบรายงาน

การป้องกันกำจัด การพ่นสารเคมีตามกิ่งและลำต้นทั่วไปแบบเดาสุ่มเพื่อการป้องกันนั้น ไม่แนะนำให้ปฏิบัติ เพราะตัวด้วงไม่วางไข่บนต้นพิกุลทุกต้น การเกิดการ

-10-

ทำลายนั้นไม่แน่นอน เป็นแบบกระจัดกระจาย การดูแลรักษาต้นพิกุลจึงต้องเป็นการหมั่นตรวจหาขุยไม้คล้ายขี้เลื่อยที่ตัวหนอนกัดแทะแล้วดันออกมาหล่นตามโคนต้น เมื่อพบแล้วให้ตรวจหารูที่ขุยไม้หล่น แล้วใช้เข็มฉีดยาฉีดไส้เดือนฝอย (Nematodik 22) เข้าไปในรูแล้วอุดด้วยดินเหนียว ต้นหนึ่ง ๆ มีได้หลายรูและมีหนอนได้หลายตัวจึงควรฉีดทุกรู ถ้าพบอาการใบเหลืองของกิ่งใดกิ่งหนึ่งต้องรีบตัดกิ่งนั้นเผาเสีย ข้อพึงระวังคือ อย่าปล่อยให้กิ่งที่เริ่มพบว่ามีอาการใบเหลือง แห้งตายคาต้น เพราะตัวหนอนจะเจาะไชจากกิ่งที่แห้งไปเจาะกิ่งสดอื่น ๆ ต่อไปได้ ถ้าพบว่ามีต้นพิกุลถูกทำลายหลายต้น เพื่อเป็นการป้องกันกำจัดให้พ่นสารกำจัดแมลง เช่น เมธามิโดฟอส หรือ เลนเทร็กซ์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ลำต้นในต้นฤดูฝน

---------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-11-

Aularches miliaris (L.)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อสามัญ ตั๊กแตนผี (spotted grasshopper)

วงศ์ Pyrgomorphidae

พืชอาหาร สนทะเล สนประดิพัทธ์ สะแก มะค่า (สมุทร 2524) และพืชอื่น ๆ เช่น อ้อย กล้วย มะพร้าว ข้าวโพด มังคุด และตองตึง

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย เป็นพวกตั๊กแตนหนวดสั้น ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย หน้าสีขาว ปากสีดำ ขาดำ ด้านสันหลังของอกปล้องแรกขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ (tubercles) ปีกคู่หน้ามีลายพื้นสีเขียวมีจุดสีเหลืองเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายอยู่ทั่วไป (รูปที่ 61) ลำตัวสีดำมีแถบสีส้มคาดเป็นปล้องๆ ไข่ อยู่รวมเป็นถุง จำนวนถุงละ 40-115 ฟอง ขนาดของไข่แต่ละฟองยาว 7-9 มม. กว้าง 1.8-2.0 มม. ขนาดถุงไข่ยาว 5-9 ซม. กว้าง 1.1-1.9 ซม. ไข่ใหม่ ๆ สีเหลืองและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในระยะต่อมา (โกศล 2525) ตัวอ่อน ระยะแรกไม่มีปีก ปีกจะค่อยๆ ยาวขึ้นหลังจากการลอกคราบแต่ละครั้ง

ความสำคัญ เป็นแมลงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากในด้านพืชเกษตร (สมุทร 2524) แต่ในทางป่าไม้ไม่มีความสำคัญมากนัก พบทั่วไปและพบมากในจังหวัดที่มีการปลูกมะพร้าว

ชีวประวัติและนิสัย ตัวเมียวางไข่ในดิน การวางไข่เกิดในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ในบางพื้นที่พบถึงเดือนธันวาคม ระยะไข่ใช้เวลา 3-5 เดือน ไข่รวมอยู่ในถุง ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่ลอกคราบ 7 ครั้ง หรือมี 8 ระยะ ระยะตัวอ่อนในเพศผู้ใช้เวลา 163-221 วัน และเพศเมียใช้เวลา 159-203 วัน ตัวอ่อนพบมาก ระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม และพบตัวเต็มวัยในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงปลายปี การผสมพันธุ์เกิดในปลายเดือนกันยายน-ตุลาคม เมื่อตัว

-12-

เมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์จึงจะวางไข่ (สมุทร 2524) ปกติตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ 1 ถุง บางกรณีวางได้ 2 ถุง (สิริวัฒน์ 2526)

ศัตรูธรรมชาติ ยังไม่เคยมีรายงาน

การป้องกันกำจัด ยังไม่พบว่าเป็นปัญหาในการป่าไม้แต่อย่างใด หากมีการระบาดมากแนะนำให้ใช้วิธีของสมุทร (2524) ซึ่งได้บรรยายวิธีการป้องกันกำจัดไว้อย่างละเอียด ที่พอสรุปได้ดังนี้

1. ใช้ไฟเผา วิธีนี้เป็นที่นิยมของชาวบ้าน

2. ใช้กระดาษพิษ โดยใช้คาร์บาริลผง 4% ผสมกากน้ำตาล ผสม น้ำ และใช้หนังสือพิมพ์ชุบน้ำยานี้แล้วตากให้แห้ง ก่อนใช้ตัด กระดาษเป็นริ้วๆ วางไว้ตามกลุ่มตัวอ่อนของตั๊กแตนที่พบ

3. ใช้สารเคมีพ่นโดยตรง เช่น เฟนิโตไธออน ไดอาซินอน และ คาร์บาริล

การปราบตั๊กแตนให้ได้ผล จำเป็นต้องทำให้ถูกต้องตามเวลาด้วย คือ

1. กระทำเมื่อตั๊กแตนอยู่ในวัยที่ 1 และ 2 และในระยะที่ตั๊กแตนลงสู่พื้น ดินเพื่อการผสมพันธุ์

2. การปราบให้ทำอีกครั้งเมื่อสำรวจว่ายังมี ตั๊กแตนหลงเหลืออยู่อีกหลัง จากการทำครั้งแรก

-------------------------------------

-13-

Unidentified swift moth

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อสามัญ ผีเสื้อผี (swift moth, ghost moth)

วงศ์ Hepialidae

พืชอาหาร กำลังเสือโคร่ง ยูคาลิปตัส

ความสำคัญ ต้นกำลังเสื้อโคร่งเป็นไม้ที่นิยมปลูกกันเพราะโตเร็ว รากใช้เป็นยาสมุนไพร ให้ดอกสวยและดอกมากเต็มต้น ตัดดอกขายได้ กรมป่าไม้ได้ทดลองปลูกประปรายในท้องที่ต่าง ๆ ในภาคเหนือแล้วหลายปี จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฏาคม 2524 ได้สำรวจพบการทำลายของตัวหนอนผีเสื้อผีนี้ ที่โครงการหลวงพัฒนาป่าไม้ที่สูงแม่ตะมาน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตัวหนอนเจาะกานคอรากต้นกำลังเสือโคร่งที่ปลูกเมื่อปี 2523 ตายประมาณ 30% ต้นที่ถูกเจาะมีอาการใบเหลืองและแห้งตายไป สำหรับต้นกำลังเสือโคร่งที่ปลูกในปี 2524 พบการทำลายในเดือนกันยายน 2525 นอกจากต้นกำลังเสือโคร่งแล้วยังเจาะกานคอราก Eucalyptus deglupta และ E. cloeziana ที่มีอายุ 1 ปี สำหรับในปี 2524 พบว่า E. deglupta ที่มีอายุ 1 ปีในแปลงทดลองพันธุ์ตายถึง 80% แต่ยูคาลิปที่ต้นโตจะรอดตายมากกว่าต้นกำลังเสือโคร่ง เพราะสามารถแตกรากเสริมออกเหนือรอยเจาะทำให้สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ ส่วน E.

camaldulensis พบว่า ถูกเจาะทำลายน้อยกว่ายูคาลิปตัสพันธุ์อื่น ๆ

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง เมื่อกางปีกวัดได้ประมาณ 4 ซม. ปีกทั้ง 2 คู่เรียวยาวสีใบตองแห้งมีเกล็ดสีขาวประปราย ส่วนท้องเรียวยาว ตัวผีเสื้อจัดได้ว่าผอมบางบินเร็วมาก ตัวหนอน สีขาวครีมหัวสีน้ำตาลตัวเรียวยาว ขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 4.5 ซม. (รูปที่ 65)

ชีวประวัติและนิสัย ตัวหนอนเจาะทำลายที่บริเวณคอรากเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งก็พบเจาะที่ลำต้น (รูปที่ 66) ตัวหนอนอาศัยกิน cambium และ callus ที่เกิดบริเวณปากแผลที่เจาะเข้า ถ้าเป็นคอรากตัวหนอนจะเจาะลึกเข้าไปในราก

-14-

แก้ว ต้นที่มีหนอนเจาะสังเกตได้ที่บริเวณคอรากจะพบขุยไม้ที่โคนต้น เมื่อคุ้ยดินที่ผิวออกจะพบรอยแผลที่ถูกกัดแทะ มีขุยสีน้ำตาลผสมกับใยเหนียวเป็นแผ่นปิดตามรอย แต่พบเป็นส่วนน้อย จากการสำรวจที่อำเภอเชียงดาว ประมาณได้ว่า ตัวหนอนเข้าดักแด้ในรากไม้หรือลำต้น (ที่ตัวหนอนเจาะเป็นทางไว้) ในเดือนกุมภาพันธุ์ ระยะดักแด้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และออกเป็นผีเสื้อในเดือนมีนาคมและเมษายน ผีเสื้อจะออกผสม พันธุ์และวางไข่ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม การเจาะของตัวหนอนเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและรอยแผลจะเริ่มสังเกตได้ชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายน (ฉวีวรรณ 2525) วงจรชีวิตหนึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี

ศัตรูธรรมชาติ ในธรรมชาติพบตัวหนอนตายเนื่องจากเชื้อ Beauveria sp.

การป้องกันกำจัด เป็นที่น่าสังเกตว่า แปลงกำลังเสือโคร่งและยูคาลิปตัสที่ถูกทำลายมากนั้น มีการถางวัชพืชรอบโคนต้นจนเตียนโล่ง แต่ในปี 2525 นี้ทั้งสองชนิดที่ปลูกในปี 2523 และ 2524 มีการถางวัชพืชช้ากว่ากำหนด ปรากฏว่าในปี 2525 แปลงไม้ทั้งสองชนิดถูกแมลงนี้ทำลายในเกณฑ์ที่ต่ำกว่า และการทำลายเกิดช้ากว่าปี 2524 จึงเป็นข้อคิดว่าวัชพืชที่โคนต้นไม้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความยากง่ายในการวางไข่ของผีเสื้อ หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นความจริง การจัดการในเรื่องวัชพืชอาจนำมาใช้เป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันการระบาดของแมลงนี้ได้ สำหรับในกรณีที่มีการทำลายสูง คือ เริ่มเห็นขุยไม้ที่โคนต้น (ผู้ปลูกไม้กำลังเสือโคร่งและยูคาลิปตัส ควรหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอในเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน) ให้พ่นที่โคนต้นด้วยลอร์สแบนทันที ในการพ่นสารเคมีที่จะให้ได้ผลดี ควรพ่นในระยะที่เริ่มเห็นขุยไม้ในระยะแรกเท่านั้น คือ เมษายน-มิถุนายน ถ้าพ่นช้ากว่านี้ต้นไม้ที่มีความทนทานน้อยจะตายเสียก่อน (ฉวีวรรณ 2525)

--------------------------------------

-15-

Xyleutes (= Duomitus_) leuconotus Walker

 

ชื่อสามัญ หนอนเจาะลำต้นกัลปพฤษ์ (trunk boring caterpillar)

วงศ์ Cossidae

พืชอาหาร ทองหลาง ชัยพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชุมเห็ดเทศ

ความสำคัญ การชอนไชของตัวหนอนภายในลำต้นและกิ่ง ทำให้ลำต้นมีรอยแตก ระแหง ลำต้นคดงอเป็นตะปุ่มตะป่ำ กิ่งแห้ง กิ่งและลำต้นหักง่ายบริเวณ แผลมีสีดำ อาจทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายได้ ต้นหนึ่งๆ อาจมีหนอนเจาะมาก กว่า 20 ตัว เช่นต้นกัลปพฤกษ์ในบริเวณกรมส่งเสริมการเกษตร จัดว่า เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญมากของต้นกัลปพฤกษ์ และต้นชัยพฤกษ์

ลักษณะทั่วไป ผีเสื้อลักษณะคล้ายผีเสื้อ ของหนอนเ จาะต้นสัก (Xyleutes ceramicus ) แต่หนอนผีเสื้อเจาะต้นสักมีสีน้ำตาล ส่วน X. leuconotus มีสีเทา-ดำ มี เกล็ดเป็นจุดแต้มสีขาวอยู่ทั่วไป ช่วง prothorax มีขนสีขาวปกคลุมมาก เหมือนฝุ่นผีเสื้อมีขนาดต่างกันมาก เมื่อกางปีกมีขนาด ตั้งแต่ 6.6 - 13.7 ซม. เมื่อเกาะนิ่งปีกหุบเป็นรูปหลังคา สีของผีเสื้อจะกลืนไปกับเปลือก ของลำต้น (รูปที่46) การวางไข่ยังไม่มีผู้รายงานแต่จากการผ่าท้องตัวเมีย แล้วพบว่าลักษณะและปริมาณของไข่ไม่แตกต่างไปจาก X. ceramicus มากนัก คือ ไข่เป็นเม็ดกลม สีเหลือง มีปริมาณมากเต็มท้องตัวเมียอาจมี มากถึงพันฟอง ตัวหนอนมีลักษณะคล้าย X. ceramicus เช่นกัน คือใน ราวเดือนสิงหาคมพบว่าตัวหนอนมีขนาด 3 ซม. ดักแด้ที่ผีเสื้อได้ออกไป แล้วจะเป็นคราบโผล่อยู่ที่ปากรูอย่างเห็นได้ชัด (รูปที่ 47)

 

-16-

ชีวประวัติและนิสัย ยังไม่เคยมีรายงานชีวประวัติของแมลงชนิดนี้ในเอกสารใดๆ แต่จากการ ติดตามสังเกตโดยผู้เขียนเอง กล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับหนอนผีเสื้อ เจาะต้นสักมาก พบว่า ในกรุงเทพฯ นั้น ตัวเต็มวัยจะออกจากต้น ชัยพฤกษ์และกัลปพฤกษ์ ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนมีนาคม ในช่วง เดือนมากราคมจะพบมากที่สุดผีเสื้อออกจากดักแด้ในตอนกลางคืน ทิ้ง คราบดักแด้ไว้ที่ปากรูผีเสื้อจะเกาะนิ่งกับต้นไม้ ในเวลากลางวันจึงจับตัว ผีเสื้อได้ง่ายตัวหนอนกินส่วนเยื่อเจริญของลำต้นและกิ่ง และเจาะเนื้อไม้ เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนด้วย ตัวหนอนใช้เวลาอยู่ในลำต้นนานหลายเดือน

การป้องกันกำจัด เนื่องจากเป็นที่คาดว่าตัวหนอนเจาะเข้าลำต้นในฤดูฝนตำแหน่งที่เจาะเข้า อยู่บริเวณลำต้นและกิ่งใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม. ขึ้นไป ฉะนั้นในที่ที่พบว่ามีแมลงชนิดนี้เข้าทำลายลำต้นมาก่อน จึงแนะนำให้พ่น ด้วยลอร์แบนที่ลำต้นและกิ่งเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงที่มีฝนตกชุกควรพ่น เดือนละ 2 ครั้ง การพ่นยาควรทำในระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน เพื่อ ทำลายตัวหนอนที่ยังอยู่ในบริเวณเปลือกนอก ถ้ามีต้นไม้ที่ต้องดูแล จำนวนน้อย ให้ใช้แปรงชุบน้ำยาทาแทนการพ่น เพื่อป้องกันการฟุ้ง กระจายของยาซึ่งอาจเป็นอัตรายต่อผู้ใช้และผู้อื่นได้

------------------------------------

-17-

Pericyma cruegeri Butler

 

ชื่อสามัญ หนอนกินใบนนทรี

วงศ์ Noctuidae

พืชอาหาร นนทรี หางนกยูงฝรั่ง สีเสียดแก่น

ความสำคัญ ตัวหนอนจะกัดกินใบจนโกร๋นโดยเฉพาะในบางท้องที่ เช่น จังหวัด ลำปาง ปราจีนบุรี ราชบุรี และ เชียงรายในช่วงเดือนเมษายน-ตุลาคม มี การทำลายสูงในสวนป่านนทรีเป็นผลให้การเจริญเติบโตลดลง และใน ขั้นรุนแรง ทำให้ต้นตายได้ นอกจากนี้ตัวหนอนยังกินใบของต้นหางนก ยูงฝรั่งเช่นกัน ทำให้ต้นหางนกยูงฝรั่งไม่ออกดอกและตายไปในที่สุด

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง กางปีกวัดได้ 2.7-4.2 ซม. ปีกคู่ หน้ามีสีน้ำตาลเข้ม มีรอยหยักชัดเจนเป็นสีน้ำตาลดำ และสีขาว ค่อนไป ทางปลายปีก รอยหยักจะเห็นชัดบริเวณขอบปีก ปีกหลังสีจางกว่ามีรอย หยักถี่กว่าปีกคู่หน้า (รูปที่67) ตัวหนอนมีสีเขียวตองอ่อน มีลายสลับ ระหว่างสีขาวและสีตองอ่อนตามความยาวของลำตัวข้างลำตัว มีจุดดำ ข้างละ 8 จุด ส่วนหัวกระโหลกมีสีเหลือง โดยเฉพาะขอบด้านข้างจะเป็น สีเหลืองเข้มรูปในโพธิ์ ส่วนหัวมีขนาด ใหญ่กว่าลำตัวเล็กน้อย ดักแด้มีสี น้ำตาลเข้มยาว 1.8-2.3 ซม.

ชีวประวัติและนิสัย ตัวหนอนจะเกาะแน่นกับก้านใบของนนทรี และเมื่อถูกรบกวนจะทิ้งตัว ลงสู่พื้นดิน ตัวหนอนกินใบอ่อนของพืชอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อไม่มี ใบอ่อนก็จะกินใบแก่ด้วย ตัวหนอนโตเต็มที่ใช้เวลา 20 วัน แล้วจะทิ้งตัว ลงสู่พื้นดินและคลานขึ้นไปเข้าดักแด้ที่ปลายใบ (2สุรชัย2530) โดยการ ดึงเอาใบย่อย2-3ใบเข้ามาติดกันด้วยใยสีขาวและเข้าดักแด้ใช้เวลา

-18-

ประมาณ 7 วัน จึงออกเป็นตัวเต็มวัย ในประเทศอินเดียและพม่า มี หนอน Pericyma กินใบสีเสียดแก่นเช่นกัน แต่เป็น ชนิด P. umbrina

(Beeson 1961)

ศัตรูธรรมชาติ พบแตนเบียนดักแด้ 2 ชนิด คือ Echthromorpha notulatoria (F.) Theronia sp. ในวงศ์ย่อย Ephialtinae และ แตนเบียนในระยะตัวหนอน อีก 1 ชนิด คือ Apanteles sp. ในวงศ์ Braconidae

การป้องกันกำจัด ใช้เชื้อแบคทีเรียซึ่งมีขายในท้องตลาด มีชื่อการค้าต่างๆ กัน เช่น ทูริไซด์ แบคโตสปิน อะโกนา ฉีดพ่นทุกสัปดาห์หรืออาจใช้แมลงห้ำ ได้แก่มวน พิฆาต และมวนเพชฌฆาต ในการป้องกันกำจัดก็ได้ หรืออาจ ใช้กับดัก แสงไฟดักเก็บตัวเต็มวัยก็ได้ เพราะผีเสื้อเล่นไฟได้ดี

-----------------------------------

-19-

Parasa lepida Cramer

 

ชื่อสามัญ หนอนเขียวหวาน หนอนหอยมะพร้าว (blue striped nettle caterpillar)

วงศ์ Limacodidae

พืชอาหาร มะเยา มะม่วงหิมพานต์ ชุมเห็ดเทศ สะแกนา หางนกยูงฝรั่ง อินทนิล ประดู่ป่า ปีบหูกวาง

ความสำคัญ ยังไม่พบว่าเป็นปัญหาในพืชป่าไม้ แต่เป็นปัญหาของมะพร้าว และไม้ ดอก การทำลายมักพบเป็นกลุ่ม จึงกำจัดได้ง่าย

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง ปีกคู่หน้า มีแถบสีเขียวชัดเจน พาดขวางกลางปีก ปีกคู่หลังสีน้ำตาล ลำตัวอ้วนป้อม กางปีกวัดได้ 3 ซม. ตัวผู้มีหนวดเป็นพู่ขนนกที่โคนหนวด ตัวเมียหนวดแบบเส้นด้าย ไข่ เป็นกลุ่มติดกัน สีเหลืองกลมรี ค่อนข้างแบนผิวเป็นมันอยู่ใต้ใบ ตัว หนอนระยะแรกสีเหลือง เมื่อโตขึ้นจึงเริ่มมีสีเขียวปนเหลือง กลางหลังมี แถบสีน้ำเงิน-ม่วง พาดยาวตามลำตัว ส่วนหัวเห็นจุดสีดำ 1 คู่ ปลาย ลำตัว มีปุ่มขนสีดำ 2 คู่ โตเต็มที่ยาว 2.5 ซม. กว้าง 1 ซม ด้านหนึ่งแบบ ติดอยู่กับใบ

ชีวประวัติและนิสัย ตัวเต็มวัยผสมพันธุ์พื้นที่หลังจากออกจากดักแด้ ใช้เวลาผสมพันธุ์นานที่ สุด 18 ชั่วโมง ผีเสื้อวางไข่เป็นกลุ่มที่ใต้ใบ กลุ่มละ 10-60 ฟอง บาง กลุ่มสูงถึง 200 ฟอง (อัมพร 2532) ตัวหนอนแรกฟักจะอยู่รวมเป็นกลุ่ม ตัวหนอนเชื่องช้า เมื่อโตเต็มที่จะเคลื่อนไปอยู่ตามซอกโคนใบหดตัวและ สร้างใยปกคลุมรัง ดักแด้กลมสีน้ำตาล เกาะติดกับพืชอาหาร ด้านที่เกาะ ติดแบนเห็นเป็นรูครึ่งวงกลม วงจรชีวิตระยะไข่ 5-7 วัน หนอน 40 วัน ดักแด้ 25 วัน

-20-

ศัตรูธรรมชาติ หนอนเขียวหวานมีศัตรูธรรมชาติที่เป็นแมลง ได้แก่แตนเบียน Apanteles parasal Rohwer (Braconidae) ต่อ Chrysis shanghaiensis Smith (Chrysididae) แมลงวัน Saroophaga antilope Bottcher (Calliphoridae)

การป้องกันกำจัด ยังไม่พบการระบาดมากในพืชป่าไม้ หากพบมากให้พ่นด้วย เซฟวิน หรือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis Berliner.

-----------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-21-

Catopsilia crocale crocale Cramer

Catopsilia pomona pomona F.

Catopsilia pyranthe pyranthe L.

 

ชื่อสามัญ ผีเสื้อปีกเหลือง ผีเสื้อปีกขาวหนอนขี้เหล็ก (sulfur-yellow butterfly, white butterfly)

วงศ์ Pieridae

พืชอาหาร ขี้เหล็ก ชัยพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย เสี้ยว ทองกวาว แคบ้าน

ความสำคัญ ตัวหนอนเมื่อมีมากจะกัดกินใบพืชจนโกร๋น การทำลายใบเกิดได้รวดเร็ว

และการกัดกินซ้ำซากอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ ถ้าต้นพืชมีใบมากจะกิน เฉพาะใบอ่อน ถ้ามีใบน้อยตัวหนอนจะกินใบแก่ด้วย จนเหลือแต่เส้น กลางใบ เป็นศัตรูที่สำคัญของขี้เหล็กและชัยพฤกษ์ โดยเฉพาะในแปลง เพาะชำกล้าไม้ พบว่ามีการระบาดอยู่เป็นประจำ

ลักษณะทั่วไป ผีเสื้อ มีสีต่าง ๆ ไปตามชนิด (รูปที่ 39) กางปีกวัดได้ 3-6 ซม. ตัวหนอน สีเขียวสดหรือเขียวปนน้ำตาล (รูปที่ 40) มีเส้นเขียวเข้มหรือดำข้างลำตัว ข้างละ 1 เส้น ตัวหนอนโตเต็มที่ยาวประมาณ 4 ซม. (1ฉวีวรรณ 2529) หนอนของ C. pyranthe จะเล็กกว่า C. pomona เล็กน้อย ไข่ สีขาวยาวรี ดักแด้ สีเขียวอ่อนหรือสีน้ำตาลอ่อนติดอยู่ใต้ใบพืชที่ส่วนปลายท้อง

ชีวประวัติและนิสัย จะพบผีเสื้อในต้นฤดูฝนไปจนถึงปลายฤดูฝน เป็นผีเสื้อที่บินเร็ว มักอยู่ รวมกันเป็นฝูง วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ตามใบอ่อนของพืชอาหาร ไข่ฟัก หลังจากตัวเมียวางได้ 3 วัน ตัวหนอนระยะแรกจะซุกซ่อนตัวอยู่ตามใบ อ่อนที่ยังไม่คลี่ออก กินใบอ่อนจนพรุน และเมื่อโตขึ้นจึงออกมากินใบ

-22-

อ่อนข้างเคียงต่อไป และเมื่อใบอ่อนหมดจึงเริ่มกินใบแก่ และกินได้หมด ต้นในเวลาอันสั้น ระยะตัวหนอนยังไม่เคยมีรายงานว่านานเท่าใด แต่ไม่ นานเกิน 2 สัปดาห์ เมื่อมีฝนตกตามปกติการระบาดกินใบพืชอาหารมัก จะเกิดในช่วงต้นฤดูฝน และเกิดติดต่อกันไปจนถึงปลายฤดูฝน หากฝน ทิ้งช่วงนาน การระบาดจะไม่เกิด เช่น ในปี พ.ศ. 2530 นั้นมีหนอนเกิด บ้างประปรายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่ไม่มีการกินใบชัยพฤกษ์จนโกร๋น เหมือนปีอื่น ๆ และปริมาณหนอนจะประปรายจนถึงปลายปี ส่วนที่ จังหวัดราชบุรีตัวหนอนจะกินใบขี้เหล็กในเดือนพฤษภาคมและ กรกฏาคม จนใบโกร๋นเป็นประจำทุกปี แต่ในปี พ.ศ.2530 เกิดการ ระบาดกินใบขี้เหล็กเพียงครั้งเดียว คือในเดือนพฤษภาคม และไม่เกิดอีก เลยเพราะฝนทิ้งช่วงนานมาก ตัวหนอนจะเข้าดักแด้ที่ใบพืชอาหารบนต้น ที่กินอยู่นั้น โดยห้อยหัวลง ระยะดักแด้ไม่เกิน 1 สัปดาห์

ศัตรูธรรมชาติ แมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของหนอนทั้ง 3 ชนิดคือ มวนพิฆาตที่ดูดกิน ของเหลวภายในตัวหนอน พบมากในกรุงเทพฯ ด้วงก้นกระดกกัดกินตัว หนอน (รูปที่ 41) ที่จังหวัดราชบุรี ตัวต่อและมดที่กัดกินตัวหนอน นอก จากแมลงทั้ง 4 ชนิดแล้ว นกยังเป็นศัตรูที่สำคัญของหนอนพวกนี้ด้วย

การป้องกันกำจัด ในช่วงที่ต้นไม้แตกใบอ่อนและเริ่มพบตัวหนอนบนต้น หรือพบว่าใบถูก กัดกิน ให้พ่นที่ใบด้วยเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อการค้าต่อไปนี้ อะโกนา ไดเพล ทูริไซด์ แบคโตสปีน ให้พ่นที่ใบพืชในขณะที่พืชนั้นยังมีหลง เหลืออยู่บ้าง หรือใช้เมล็ดสะเดาสดตำให้แหลก 1 กิโลกรัม แช่น้ำ 20 ลิตร ทิ้งค้างคืนไว้แล้วกรองเอาแต่น้ำใส ฉีดพ่นที่ตัวหนอน ตัวหนอนจะ ตายภายใน 3 ชั่วโมง

---------------------------------------

 

 

 

-23-

Cricula trifenestrata Helfer

ชื่อสามัญ หนอนบุ้ง Hairy caterpillar

วงศ์ Saturniidae Lepidoptera

พืชอาหาร หูกวาง มะกอกป่า มะกอกเกลื้อน ตะคร้อ

ความสำคัญ ตัวหนอนกัดกินใบ แต่ปัจจุบันยังไม่ปรากฎความเสียหายที่เห็นเด่นชัด

ลักษณะทั่วไป เป็น ผีเสื้อ กลางคืน ในกลุ่มของผีเสื้อไหมป่า ปีกสีน้ำตาลแดง ปีกบน ส่วนปลายสุดโค้งงอได้รูปสวยงามเป็นลักษณะเฉพาะของผีเสื้อในวงศ์ Saturniidae ปีกบนมีจุดใสๆ ที่มองเห็นชัดเจน 3 จุด รูปร่างแตกต่างกัน ปีกล่างมี 1 จุด เป็นรูปวงกลมลำตัวอ้วนป้อม ตัวหนอน สีน้ำตาลเข้มมี ขนตามลำตัว เมื่อสัมผัสจะมีรู้สึกเจ็บแสบโตเต็มที่ยาว 6 ซม. ดักแด้เป็น รังที่ทำด้วยใยไหมสีเข้ม ติดกับใบ

ชีวประวัติและนิสัย ตัวหนอนกินใบพืช เข้าดักแด้ที่ใบรวมเป็นกลุ่ม ผีเสื้อวางไข่เป็นฟอง เดียวๆ ตามใบพืชวงจรชีวิตประมาณ 50-60 วัน

การป้องกันกำจัด ยังไม่มีความจำเป็น

------------------------

 

 

 

 

-24-

Oryctes rhinoceros Linnaeus

ชื่อสามัญ ด้วงแรด

วงศ์/อันดับ Dynastidae/Coleoptera

พืชอาหาร หวาย (เป็นศัตรูของมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์มหลายชนิด)

ความสำคัญ ตัวด้วงกัดกินยอดอ่อนของหวาย ทำให้ยอดหัก การทำลายยังไม่พบ รุนแรงมาก บริเวณที่ปลูกหวายหากอยู่ใกล้สวนมะพร้าว สวนปาล์ม หรือ พืชตระกูลปาล์มจะได้รับอันตรายสูง

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย เป็นด้วงขนาดใหญ่ 3-5 ซม. คล้ายด้วงกว่าง แต่ไม่มีเขายาว เหมือนกว่าง สีน้ำตาลดำ ส่วนหัวมีเขายื่นไปทางด้านหลัง 1 เขา ลักษณะ คล้ายเขาของแรด จึงเรียกว่าด้วงแรด วัดจากหัวถึงปลายท้องยาวประมาณ 3 ซม. ไข่ เป็นเม็ดกลมรีสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 ม.ม. (โกวิท 2537) ตัวหนอน สีขาว หัวสีน้ำตาลมี ขาจริง 3 คู่ ลำตัวโค้งงอ โตเต็มที่มีขนาด 6-8 ซม. ดักแด้ มีรังห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง

ชีวประวัติและนิสัย ตัวเต็มวัยกัดกินยอดหวาย ผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง ตัวเมียวางไข่ที่กองปุ๋ย หมักกองขยะ เศษพืชที่เน่าผุอยู่ตามพื้นดิน วางไข่ได้ 20-70 ฟอง ตัว หนอนอาศัยอยู่ตามกองปุ๋ยหมัก หรือกองวัสดุพืชที่เน่าเปื่อยและเข้าดักแด้ ในที่เดียวกันวงจรชีวิต: ระยะไข่ 10-12 วัน ระยะหนอน 4-6 เดือน ระยะ ดักแด้ 3-4 สัปดาห์ ตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 6 เดือน และตัวเมียไข่ ได้สูงถึง 100 ฟอง (Hill 1983) ตัวเต็มวัยสามารถล่อด้วยสารชนิด ethyl chrysanthemumate (โกวิท และพรรณเพ็ญ 2535)

 

-25-

ศัตรูธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติ คือ เชื้อราเขียว Metarrhizium anisopliae (Metsch.) Sorok

การป้องกันกำจัด 1. กำจัดกองปุ๋ยหมักและเศษซากพืช ออกจากพื้นที่

2. ใช้เชื้อลาสีเขียวคลุกใส่ในกองปุ๋ยหมัก เมื่อด้วงมาวางไข่ เมื่อพบตัว

หนอนให้พ่นสารเคมี เช่น อะโซดิน ในกองปุ๋ย หรือใส่ฟูราดานคลุก ในกองปุ๋ยหมัก

3. ถ้ามีการทำลายสูงให้พ่นยอดหวายด้วยอะโซดริน

4. โกวิท(2537) ให้คำแนะนำว่า ตัวเต็มวัยสามารถใช้สารล่อเพศให้มาติด กับดักได้ สารล่อเพศนี้คือ Ethyl chrysan the mumate.

-------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-26-

Maruca testulalis (Gryar)

ชื่อสามัญ หนอนผีเสื้อเจาะฝัก pod borer

วงศ์ Pyralidae

ลำดับ Lepidoptera

พืชอาหาร

ความสำคัญ กัดกินดองและเมล็ดภายในฝักอ่อน กระทบกระเทือนต่อผลผลิตของ เมล็ด

ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัย ที่น้ำตาลอ่อนมีแถบสีขาวคาดที่ปีกคู่หน้า ตัวหนอน สีขาวมีจุด สีน้ำตาลดำกระจายตามด้านหลังและข้างลำตัวยาวไม่เกิน 5 มม. ไข่ วาง เป็นกลุ่มๆ ละ 2-10 ฟอง

ชีวประวัติและนิสัย ตัวเมียวางไข่ที่ตาดอก ยอดอ่อน และฝักอ่อน วางไข่ได้ 6-189 ฟอง ตัว หนอนกัดกินดอก กินเมล็ดภายในฝักอ่อน พบมากในช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม เข้ากัดแด้ภายในเมล็ด ระยะไข่ 2-3 วัน หนอน 10-14 วัน (พิสิษฐ์ และคณะ 2535)

การป้องกันกำจัด แมลงนี้เป็นศัตรูของพืชตระกูลถั่วในทางการเกษตร กองกีฏและ สัตว วิทยา (2537) แนะนำให้พ่นด้วย ซูมิโซดิน พ่น 1-2 ครั้ง ในช่วงที่ พืชกำลังมีดอก

-----------------------------------------


Last updated: 2000.07.18, Robert Cunningham