หน้าแรก
  คำศัพท์น่ารู้  
 
  ปัญหาพฤกษ์
 

หนังสือพิมพ์
"จิ๋ว"
  

 

ใบ (Leaf)

เส้นใบ / รูปใบ / ปลายใบ / ฐานใบ / ขอบใบ / ชนิดใบ / การเรียง / ใบเปลี่ยนแปลง

ส่วนประกอบของใบ (Composition of leaf)
Tip: เรียนรู้ส่วนประกอบของใบไม้ โดยชี้จุดต่างๆของใบ

ใบหรือใบแท้ (foliage leaf) เป็นใบที่มีคลอโรฟิลล์ ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง คายน้ำและหายใจ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ แผ่นใบ (blade หรือ lamina) และ ก้านใบ (petiole หรือ leaf stalk) นอกจากนี้พืชบางชนิดอาจมีหูใบ (stipule) อยู่ข้างก้านใบ แผ่นใบประกอบด้วยเส้นใบ (vein) ซึ่งเป็นกลุ่มเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (vascular tissue) ทำหน้าที่ลำเลียงธาตุอาหาร น้ำ และช่วยให้แผ่นใบคงรูปอยู่ได้

การเรียงตัวของเส้นใบ (Leaf Venation)

การเรียงเส้นใบแยกสองแฉก (Dichotomous Venation) เส้นใบเรียงขนานกันแต่ปลายของเส้นใบแยกออกเป็นคู่ เช่น ใบเฟิร์น แป๊ะก้วย

dichotomous

การเรียงเส้นใบแบขนาน (Paralle  Venation)  เส้นใบเรียงขนานกัน มักพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

  • การเรียงเส้นใบแบบขนานรูปฝ่ามือ (palmately paralled venation) เส้นใบเรียงออกจากฐานใบเรียงขนานกันไปถึงปลายใบ เช่น เส้นใบผักตบชวา ใบข้าว ใบข้าวโพด ใบอ้อย 
  • เส้นใบขนานแบบขนนก (pinnately  parallel  venation)
    เส้นใบเรียงออกจากเส้นกลางใบขนานกันไปจนถึงขอบใบ เช่น เส้นใบกล้วย ใบพุทธรักษา

parallel venation

เส้นใบร่างแห  (Netted หรือ Reticulated  Venation) การเรียงเส้นใบที่เรียงออกไปทุกทิศทาง โดยมาออกจากเส้นกลางใบตั้งแต่โคนใบไปจนถึงปลายใบ เส้นใบย่อยเรียงประสานกันเป็นร่างแห

  • เส้นใบร่างแหแบบฝ่ามือ (palmately  netted  venation)
    เส้นใบออกมาจากจุดเดียวกันที่โคนใบ เช่น ใบมะละกอ, อบเชย,ฟักทอง
  • เส้นใบร่างแหแบบขนนก ( pinnately  netted  venation) เส้นใบแตกจากเส้นกลางใบออกไปทั้งสองข้าง เช่นใบมะม่วง, ขนุน, ชบา

reticulate

กลับสู่ด้านบน

รูปร่างใบ (Leaf Shape)

  • รูปเข็ม (acicular, needle shaped) แผ่นใบคล้ายรูปเข็ม มีความยาวมากและแคบ
  • รูปแถบ (linear) แผ่นใบยาวและแคบ ขอบของแผ่นใบทั้งสองข้างเกือบขนานกันตลอด ความยาวของใบมักจะยาวมากกว่า 4 เท่าของความกว้างของใบ
  • รูปขอบขนาน (oblong) แผ่นใบที่มีขอบใบทั้งสองข้างขนานกัน ปลายทั้งสองด้านกลมหรือมน และความยาวประมาณ 2-3 เท่าของความกว้าง คล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
  • รูปรี (elliptic) แผ่นใบมีความกว้างมากที่สุดตรงกลางแผ่นแล้วค่อยๆเรียวไปทางปลายและฐานใบ
  • รูปใบหอก (lanceolate) แผ่นใบมีฐานใบกว้างแล้วค่อยๆเรียวไปทางปลายใบ
  • รูปใบหอกกลับ (oblanceolate) แผ่นใบคล้ายรูปใบหอกแต่กลับหัว
  • รูปไข่ (ovate) แผ่นใบรูปคล้ายไข่ ซึ่งมีส่วนกว้างที่สุดของแผ่นใบค่อนมาทางฐานใบแล้วค่อยๆเรียวไปทางปลายใบ
  • รูปไข่กลับ (obovate) แผ่นใบมีด้านป้านอยู่ทางด้านบนฐานใบ แคบและปลายใบกว้าง
  • รูปหัวใจ (cordate) แผ่นใบมีส่วนกว้างใกล้ฐานใบแล้วค่อยเรียวแหลมไปทางปลายใบ ก้านใบติดตรงฐานใบที่เว้าเข้าไป
  • รูปหัวใจกลับ (obcordate) แผ่นใบคล้ายรูปหัวใจแต่หัวกลับ
  • รูปสามเหลี่ยม (deltoid) แผ่นใบคล้ายรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า โดยด้านหนึ่งของสามเหลี่ยมเป็นด้านฐานใบ ขอบใบจะเรียวไปทางปลาย ก้านใบติดตรงกลางฐานใบ
  • รูปคล้ายสามเหลี่ยม (obdeltoid) แผ่นใบคล้ายรูปสามเหลี่ยมแต่หัวกลับ
  • รูปลิ่ม (cuneate) แผ่นใบมีฐานใบแหลมและกว้างออกตรงปลายใบ ก้านใบติดตรงปลายแหลม
  • รูปไต (reniform) แผ่นใบรูปร่างคล้ายไต หรือเมล็ดถั่ว ก้านใบติดอยู่ที่ฐานของรอยเว้า
  • รูปโล่ (peltate) แผ่นใบรูปกลมคล้ายโล่ ก้านใบติดตรงกลางด้านท้องใบ
  • รูปวงกลม (orbicular) หรือเกือบกลม (rotund) แผ่นใบมีลักษณะกลมแบนก้านใบติดตรงกลางของฐานใบ
  • รูปช้อน (spathulate, spatulate) แผ่นใบมีฐานของแผ่นใบเรียวยาว ปลายแผ่นใบมนและกว้างกว่าด้านฐานแผ่นใบ
  • รูปเงี่ยงใบหอก (hastate, halberd-shaped) แผ่นใบคล้ายลูกศร ฐานใบสองข้างกางออกทำมุม 90 องศากับแกน
  • รูปหัวลูกศร (sagittate) แผ่นใบคล้ายลูกศร ฐานใบเว้าเป็นพูและโค้งเข้าหาก้านใบ
  • รูปจันทร์เสี้ยว (lunate) แผ่นใบคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยว
  • รูปไวโอลิน (pandurate) แผ่นใบที่รูปร่างคล้ายไวโอลิน
  • รูปพัด (flabellate) แผ่นใบที่รูปร่างคล้ายพัด เช่นใบแป๊ะก๋วย
  • รูปพัด (fan-shaped) แผ่นใบคล้ายพัดแต่หยักลึก เช่น ใบปาล์ม
  • รูปลิ่มแคบ (subulate) แผ่นใบคล้ายแผ่นใบรูปลิ่มแต่แคบกว่า
  • รูปแฉกแบบนิ้วมือ (palmalifid) แผ่นใบที่หยักคล้ายนิ้วมือ โดยหยักลึกประมาณครึ่งหนึ่งของระยะจากขอบใบถึงเส้นกลางใบ
  • รูปแฉกลึกแบบนิ้วมือ (palmatisect) แผ่นใบหยักคล้ายนิ้วมือ โดยหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ
  • รูปหยักแบบขนนก(pinnatifid) แผ่นใบหยักคล้ายขนนก โดยหยักลึกประมาณครึ่งหนึ่งของระยะจากขอบใบถึงเส้นกลางใบ
  • รูปหยักลึกสุดแบบขนนก (pinnatisect) แผ่นใบหยักคล้ายขนนก โดยหยักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ
  • รูปคล้ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด (rhomboid) แผ่นใบคล้ายรูปไข่แต่ไม่มน มีเหลี่ยมที่มุมสี่มุม

leaf shape

กลับสู่ด้านบน

รูปร่างปลายใบ (Leaf Apex)

  • เรียวแหลม (acuminate) ปลายใบสอบเข้าหากันแล้วยื่นยาวออกไปเล็กน้อย
  • แหลม (acute) ปลายใบจะค่อยๆเรียวเข้าบรรจบกัน ลักษณะเป็นมุมแหลม
  • ติ่งแหลม (apiculate) ปลายใบเรียวเป็นติ่งสั้น
  • แหลมเข็ม (aristate) ปลายใบเรียวเป็นติ่งแหลมยาวและแข็ง
  • ยาวคล้ายหาง (caudate) ปลายใบเรียวคอดเป็นหางยาว
  • ม้วน (cirrhose) ปลายใบเรียวเป็นรยางค์โค้งและม้วนงอ
  • เว้าลึก (cleft) ปลายใบเว้าเป็นแอ่งลึก
  • ติ่งแหลมยาว (cuspidate) ปลายขอบใบที่โค้งมาแล้วยื่นปลายแหลมสั้นๆ
  • เว้าตื้น (emarginate) ปลายใบคล้ายเป็นเส้นตัด แต่เว้าเป็นแอ่งตื้น
  • ติ่งหนาม (mucronate) ปลายใบมน แต่ด้านปลายสุดจะเป็นติ่งแหลมและสั้น
  • ติ่งหนามสั้น (mucronulate) ปลายใบโค้งมนและเส้นใบยื่นออกไป
  • ป้าน, มน (obtuse) ปลายใบโค้งมนแต่สอบแคบกว่ารูปกลม
  • เว้าบุ๋ม (retuse) ปลายใบเว้าเข้ามาในแผ่นใบเป็นแอ่งตื้นๆ
  • กลม (rounded) ปลายใบโค้งกลม กว้างกว่ารูปด้านหรือกลม
  • หนาม (spinose) ปลายใบเป็นหนาม
  • ตัด (truncate) ปลายใบตัดเป็นเส้นตรงหรือเกือบตรง
  • ปลายแหว่ง (praemorse) ปลายใบตัด แต่ไม่เรียบคล้ายรอยแทะ
  • ปลายแหลมแข็ง (pungent) ปลายใบเป็นต่อมที่มีลักษณะแหลมและแข็ง

leaf apex

กลับสู่ด้านบน

รูปร่างฐานใบ (Leaf Base)

  • รูปลิ่ม (cuneate) ฐานใบค่อยๆเรียวเข้าสู่ก้านใบเป็นรูปลิ่ม
  • รูปหุ้มลำต้น (amplexicaul) ฐานใบโค้งมาโอบล้อมรอบลำต้น
  • รูปสอบเรียว (attenuate) ฐานใบเรียวเข้าสู่ก้านใบเป็นครีบยาว
  • รูปติ่งหู (auriculate) ฐานใบโค้งเป็นรูปติ่งหู
  • รูปฐานคู่เชื่อมรอบข้อ (connate perfoliate) ฐานใบของสองใบมาเชื่อมกัน
  • รูปหัวใจ (cordate) ฐานใบหยักเว้าเป็นรูปหัวใจ
  • รูปครีบ (decurrent) ฐานใบยาวลงมาตามก้านใบเป็นครีบ
  • รูปเงี่ยงใบหอก (hastate) ฐานใบทั้งสองข้างชี้ออกและมีปลายแหลม
  • รูปลิ้น (ligulate) ฐานใบยาวแคบและขอบสองใบทั้งสองข้างขนานกัน ระหว่างแผ่นใบและกาบใบมีลิ้นใบ (ligule)
  • รูปเฉียง, เบี้ยว (oblique) ฐานใบทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
  • รูปป้าน, มน (obtuse) ฐานใบโค้งแคบ
  • รูปโล่ (peltate) ฐานใบที่มีก้านใบติดตรงกลางแผ่นใบ
  • รูปกลม (rounded) ฐานใบโค้งกลม
  • รูปหัวลูกศร (sagittate) ฐานใบที่มีปลายแหลมทั้งสองข้างและโค้งเข้าหากันด้านในเล็กน้อย
  • รูปตัด (truncate) ฐานใบที่เสมอเป็นเส้นตัด

leaf base

กลับสู่ด้านบน

ขอบใบ (Leaf Margin)

  • ขอบเรียบ (entire) ขอบใบเรียบเป็นเส้นเดียวกันตลอด
  • หนามแหลม (aculeate, spinose) ขอบใบเป็นหนาม
  • ขนครุย (ciliate) ขอบใบเรียบแต่มีขนยาวตามขอบใบ
  • หยักมน (crenate) ขอบใบหยักตื้นปลายมน
  • หยักมนถี่ (crenulate) ขอบใบหยักตื้นปลายมนถี่
  • ยับย่น (crispate) ขอบใบหยักและใบบิดม้วนมากกว่าหนึ่งระนาบ
  • หยักซี่ฟัน (dentate) ขอบใบหยักรูปสามเหลี่ยม ปลายฟันหยักตั้งฉากหรือเกือบตั้งฉากกับขอบใบ
  • หยักซี่ฟันถี่ (denticulate) ขอบใบหยักละเอียดกว่าขอบใบหยักซี่ฟัน
  • จักฟันเลื่อย (serrate) ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายฟันแหลมและชี้ไปทางปลายใบ
  • จักฟันเลื่อยถี่ (serrulate) ขอบใบหยักฟันเลื่อยละเอียดกว่าขอบใบจักฟันเลื่อย
  • จักฟันเลื่อยซ้อน (double serrate) ขอบใบหยักฟันเลื่อย ซึ่งแต่ละซี่จะมีหยักย่อยแซมอีกชั้น
  • หยักไม่เป็นระเบียบ (erose) ขอบใบหยักเล็กๆ ไม่เป็นระเบียบ
  • รูปฝ่ามือ (palmate) ขอบใบหยักเว้าคล้ายนิ้วมือ
  • ขอบใบม้วนลง (revolute) ขอบใบม้วนลงทางด้านท้องใบ
  • คลื่น (undulate) ขอบใบมีลักษณะเป็นคลื่นขึ้นลง
  • พู (lobed) ขอบใบเว้าเป็นพู โดยเว้าเข้าประมาณครึ่งหนึ่งของระยะจากขอบใบถึงกลางใบ

leaf margin

กลับสู่ด้านบน

ชนิดของใบ (Leaf Type)

ใบเดี่ยว (simple) คือใบที่มีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวบนก้านใบที่แตกออกจากกิ่งหรือลำต้น

ใบประกอบ (compound leaf) คือใบที่มีใบย่อย (leaflet) มากกว่าหนึ่งใบบนก้านใบ

leaf ype

  • ชนิดของใบประกอบ แบ่งเป็น
    • ใบประกอบแบบนิ้วมือ (palmately compound leaf) ใบประกอบที่ใบย่อยแตกออกจากปลายของก้านใบมีลักษณะแบบนิ้วมือ เช่นใบนุ่น
    • ใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaf) ใบประกอบที่ใบย่อยเรียงออกจากแกนกลาง (rachis) เป็นคู่ตรงข้ามหรือสลับ
    • ใบประกอบแบบขนนกปลายใบคี่ (odd-pinnately compound leaf, imparipinnate) ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวที่ปลายใบประกอบมีใบย่อยหนึ่งใบ
    • ใบประกอบแบบขนนกปลายใบคู่ (even-pinnately compound leaf, paripinnate leaf) ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวที่ปลายใบประกอบมีใบย่อยออกเป็นคู่
    • ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น (bipinnately compound leaf) เช่น ใบนนทรี หางนกยูงไทย
    • ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น (tripinnately compound leaf) เช่น ใบมะรุม ปีบ

compound leaf

กลับสู่ด้านบน

การเรียงของใบ (Leaf Arrangement)

  • การเรียงใบแบบสลับ (alternate) การเรียงใบกับลำต้นแบบสลับและไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน
  • การเรียงใบสลับระนาบเดียว (alternate distichous) การเรียงใบกับลำต้นเรียงออกเป็นสองแถว ทำมุม 180 องศาระหว่างแถว
  • การเรียงใบแบบตรงข้าม (opposite) การเรียงใบสองใบที่ออกจากข้อของลำต้นหรือกิ่งเป็นคู่ๆทำมุมประมาณ 180 องศา
  • การเรียงใบแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก (opposite decussate) การเรียงใบสองใบที่ออกจากข้อของลำต้นหรือกิ่งเป็นคู่ๆ และแต่ละคู่เรียงทำมุมประมาณ 90 องศากับคู่ถัดไป เช่น เข็ม
  • การเรียงใบแบบกระจุก (fascicled) การเรียงใบแบบเป็นมัด เช่น สนสองใบ สนสามใบ
  • การเรียงใบคล้ายแบบกระจุก (clusterd) การเรียงใบแน่นเป็นกลุ่ม
  • การเรียงใบแบบวงรอบ (whorl, verticillate) การเรียงใบตั้งแต่สามใบขึ้นไปในข้อเดียวกัน เช่น สัตตบรรณ ยี่โถ
  • การเรียงใบกระจุกแบบกุหลาบซ้อน (rosette) การเรียงใบแบบกระจุกที่เกิดขึ้นใกล้รอยต่อระหว่างลำต้นและราก

leaf arrangement
leaf arrangement

กลับสู่ด้านบน

ใบเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่พิเศษ (Modified Leaf)

  • ใบมือเกาะ (leaf tendrils) ใบ ใบย่อย หรือบางส่วนของใบที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่ยึดเกาะ เช่น ใบพวงแสด ใบหวายลิง
  • ใบหนาม (spinose leaf) ใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำหน้าที่ป้องกันอันตรายและลดการคายน้ำ เช่น ใบกระบองเพชรที่ลดรูปเป็นหนาม
  • ใบกินแมลง (insectivorous leaf) ใบที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่จับแมลงหรือสัตว์เล็กๆ เพื่อนำสารอาหารที่ได้มาใช้ในการดำรงชีวิต เช่น ใบหม้อข้าวหม้อแกงลิง
  • ใบสะสมอาหาร (storage leaf) ใบที่หนาและอวบ ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารหรือน้ำ เช่น ใบกุหลาบหิน หอม กระเทียม
  • ใบขยายพันธุ์ (reproductive leaf) ใบที่เปลี่ยนแปลงไปช่วยในการขยายพันธุ์ เช่น ใบคว่ำตายหงายเป็น

modified leaf

modified leaf

กลับสู่ด้านบน


ส่วนประกอบของใบ / เส้นใบ / รูปใบ / ปลายใบ / ฐานใบ / ขอบใบ / ชนิดใบ / การเรียง

/ ใบเปลี่ยนแปลง