การศึกษาวิจัยค้างคาวปากย่น (Tadarida plicata) ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี

Study of Wrinkled-lipped bats (Tadarida plicata) at Khao Chong Phran, Ratchaburi

เอเดรียน   ฮิลล์มัน1*
Adrian  Hillman1*

  

บทคัดย่อ

                          การศึกษาค้างคาวปากย่นในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2540 และกรกฎาคม 2541 โดยศึกษาประชากรจากการคำนวณด้วยภาพถ่าย 7 ครั้ง พบว่ามีค้างคาว 2,620,000 ตัว การออกไปหากินมีการเปลี่ยนแปลงมาก บางทีออกจากถ้ำไปตลอดคืน บางทีกลับมาในระหว่างกลางคืน และออกจากถ้ำอีกครั้งหนึ่งในตอนเช้ามืด การผสมพันธุ์เกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยมีลูกในเดือนมีนาคม-เมษายน และอีกครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคม

                          มีศัตรูของค้างคาว 3 ชนิดได้แก่งู นก 7 ชนิด แมวและสุนัข พื้นที่หากินส่วนใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีค้างคาวปากย่นจำนวนมากที่หากินไกลโดยกินแมลงศัตรูพืชทางการเกษตร

                          มีค้างคาว 14 ชนิดที่อาศัยอยู่หรือหากินภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาช่องพราน ข้อเสนอแนะคือการพัฒนาโครงการให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว และควรมีการบันทึกข้อมูลที่สำคัญทุกวัน เช่นเวลาที่ค้างคาวบินออกจากถ้ำ

  

ABSTRACT

                          Wrinkled-lipped bats (Tadarida plicata) at Khao Chong Phran Non-hunting Area, Ratchaburi province were studied between May 1997 and July 1998. The population was photographically estimated on seven occasions with a maximum of 2,620,000 bats recorded. Activity patterns were very variable with the bats sometimes remaining away from the cave all night, and sometimes coming back during the night and then leaving the cave again in the early morning. Breeding occurred twice a year with births in March/April and again in October.

                          Three species of snakes, seven species of birds, domestic cats and dogs were all found to prey on Tadarida plicata. The main foraging areas appear to be to the north and west, and it is likely that such a large colony disperses over a considerable area and may have a significant impact on insect pests of agricultural.

                          In total 14 species of bats were confirmed as roosting or foraging within the Non-hunting Area. The main recommendations following this study are to develop an interpretation programme for tourists, and to encourage the daily recording of information such as time of first emergence.

Key words : Tadarida plicata, Khao Chong Phran, ecology

_____________________
1*
ส่วนวิจัยสัตว์ป่า สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
    Wildlife Research Division, Forest Research Office, Royal Forest Department, 
    Chatuchak, Bangkok 10900.

  

คำนำ

                          ค้างคาวปากย่นเป็นค้างคาวชนิดที่พบได้ทั่วประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะพบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่จำนวนหลายล้านตัว ค้างคาวกินแมลงเป็นอาหารเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าค้างคาวชนิดนี้มีส่วนสำคัญในการควบคุมศัตรูพืช สำหรับฝูงค้างคาวที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรีคาดว่าเป็นฝูงค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและที่สำคัญคือให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยการเก็บมูลค้างคาวเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืช

                          จุดมุ่งหมายในการศึกษาวิจัยนี้เพื่อทราบถึงความสำคัญและประโยชน์ของค้างคาวชนิดนี้ และเป็นการรวบรวมข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการจัดการเขตฯ และเพื่อการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป การศึกษาวิจัยนี้เริ่มปฏิบัติเมื่อเดือน พฤษภาคม 2540 จนถึง เดือนกรกฎาคม 2541

                          สำหรับรายละเอียดของวิธีและผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีอยู่ในรายงานภาคภาษาอังกฤษและข้อมูลสำคัญ ข้อสรุปและข้อเสนอแนะรวบรวมอยู่ในรายงานนี้ด้วยเช่นกัน

  

อุปกรณ์และวิธีการ

                          เริ่มจากการสำรวจจำนวนประชากรค้างคาวเป็น โดยใช้การถ่ายภาพค้างคาวที่บินกรูกันออกมาเป็นสายยาวจากปากถ้ำในช่วงตอนเย็นทุก 2 นาที และจับเวลาว่าฝูงค้างคาวใช้เวลากี่วินาทีบินผ่านเลนส์หน้ากล้อง หลังจากนั้นจะนับจำนวนค้างคาวในแต่ละภาพ เช่นถ้านับค้างคาวในภาพหนึ่งได้ 1,000 ตัว และฝูงค้างคาวใช้เวลา 5 วินาทีบินผ่านเลนส์กล้อง สามารถกะประมาณได้ว่า มีค้างคาว 200 ตัวต่อ 1 วินาทีและคำนวณได้ใน 2 นาที จะมีค้างคาวประมาณ 24,000 ตัวบินออกจากถ้ำ เมื่อรวมจากทุกภาพถ่ายสามารถจะกะประมาณจำนวนค้างคาวที่บินออกมาจากถ้ำได้ทั้งหมด การถ่ายภาพเพื่อการสำรวจจำนวนนี้ทำทุกวันเป็นเวลา 7 วัน ในปี 2540 วิธีการนับจำนวนค้างคาวเป็นการกะประมาณด้วยสายตาว่ามีค้างคาวจำนวนเท่าใดที่บินเข้าออกถ้ำ ตั้งแต่เริ่มบินออกจากถ้ำไปจนตลอดคืน จากตารางของรายงานตัวเลขที่แสดงจำนวน 0 - 15 เป็นจำนวนที่แสดงถึง การบินออกของค้างคาวจำนวนมากที่สุดที่เห็นได้จากการศึกษา 15 ครั้ง ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดถึงการเปลี่ยนแปลงของลักษณะพฤติกรรมของค้างคาวได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถที่จะบอกจำนวนประชากรค้างคาวทั้งหมดแน่นอนได้ การกะประมาณนี้ทำในทุก 5 นาทีของ ทุกเย็นและทุกเช้าและทุกชั่วโมงตลอดคืน

                          การถ่ายภาพทำจากหลายที่ต่างกัน บนยอดเขา ข้างในถ้ำ ข้างถ้ำใหญ่ และตีนเขา

  

ผลและวิจารณ์

                          ตารางชนิดของค้างคาวที่อาศัยหรือหากินในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์เขาช่องพราน จำนวนโดยการกะประมาณและสถานที่อาศัยอยู่

ชนิด

จำนวน

สถานที่

ค้างคาวบัว

ประมาณ 250

ถ้ำค้างคาว

ค้างคาวเล็บกุด

250

ถ้ำค้างคาว

ค้างคาวปีกถุงเคราดำ

1,000

ถ้ำพระนอน และถ้ำอื่น

ค้างคาวปีกถุงใหญ่

5,000

ถ้ำค้างคาว

ค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก

6

ถ้ำเล็กทางทิศตะวันตกของเขา

ค้างคาวมงกุฎมลายู

ไม่ทราบจำนวน

ถ้ำใกล้ถ้ำพระนอน

ค้างคาวมงกุฎเล็ก

ไม่ทราบจำนวน

ไม่ทราบ

ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กสองสี

10

ถ้ำทางทิศตะวันตก

ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กจมูกปุ่ม

10

ไม่ทราบ

ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ

3

ถ้ำทางทิศตะวันตก

ค้างคาวหน้ายักษ์หมอบุญส่ง

มากกว่า 30

ถ้ำพระนอน

ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ

5,000

ถ้ำพระนอน

ค้างคาวเพดานใหญ่

10-20

หลังคาวัด

ค้างคาวปากย่น

2,500,000

ถ้ำ ค้างคาว

                          และยังมีค้างคาวอีกบางชนิดที่สามารถพบได้ในบริเวณนี้

                          ค้างคาวบัวและค้างคาวเล็บกุดกินผลไม้และน้ำจากผลไม้เป็นอาหาร ส่วนค้างคาวชนิดอื่นกินแมลง ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบย้ายไปอยู่ที่อื่นในระหว่างเดือนธันวาคมและเดือนกุมภาพันธ์

                          ค้างคาวแต่ละชนิดมีวิธีหากินแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ค้างคาวปากย่นบินสูงมาก ค้างคาวปีกถุงบินต่ำกว่าค้างคาวปากย่นเเต่ผังคงอยู่ในระดับเหนือยอดไม้ ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบบินต่ำลงมาระหว่างที่ว่างของต้นไม้ ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กจมูกปุ่มจะอยู่ตามใต้ร่มไม้หรือพุ่มไม้ รูปภาพที่ 1 แสดงถึงความแตกต่างนี้ นอกจากนี้ค้างคาวแต่ละชนิดยังมีการเกาะอาศัยในที่ที่แตกต่างกันด้วย เช่นค้างคาวหน้ายักษ์จะเกาะอยู่ในส่วนที่มืดที่สุดของถ้ำแต่ค้างคาวปีกถุงจะเกาะอยู่ในส่วนที่สว่างกว่าใกล้ปากถ้ำ

จำนวนประชากรค้างคาวปากย่นที่กะประมาณได้จากการบินออกจากถ้ำมีดังนี้

วันที่

จำนวนที่กะประมาณ

10/06/97

2,480,000

11/06/97

2,620,000

25/06/97

830,000

16/07/97

1,915,000

06/08/97

1,740,000

27/08/97

2,020,000

06/10/97

1,560,000

                          จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างจำนวนมากสุด 2,620,000 และจำนวนน้อยสุด 830,000 ซึ่งความแตกต่างอาจเนื่องมาจากฤดูผสมพันธุ์ หรือในบางคืนค้างคาวไม่ได้ออกไปจากถ้ำหรือย้ายไปอยู่ถ้ำอื่น และค้างคาวบางตัวซึ่งส่วนมากเป็นลูกค้างคาวในบางครั้งจะเกาะอยู่ในโพรงถ้ำด้านล่างแต่ปกติน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรค้างคาว จำนวนของค้างคาวที่บินออกมาจากถ้ำมากที่สุดใน 1 วินาทีประมาณ 1,500 ตัว

****

ภาพที่ 1 การบินหาอาหารของค้างคาวบางชนิดที่อาศัยอยู่ที่เขาช่องพราน
 

                          ลักษณะพฤติกรรมของค้างคาวที่บินเข้าออกถ้ำ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาของปี บางวันค้างคาวอยู่นอกถ้ำตลอดคืน ในอีกวันหนึ่งพวกมันจะกลับเข้าถ้ำกลางดึกและออกไปหากินใหม่ในระยะเวลาสั้นๆก่อนเช้าตรู่ ตามปกติจะมีค้างคาวบางตัวที่บินเข้าบินออกตลอดคืนแต่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเป็นลักษณะพฤติกรรมธรรมดา รูปภาพที่ 2 และ 3 แสดงถึงลักษณะรูปแบบดังกล่าว

                          ค้างคาวปากย่นผสมพันธุ์ปีละ 2 ครั้งและตกลูกในราวเดือนมีนาคมและอีกครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคม ค้างคาวตัวเมียจะมีลูกเพียงหนึ่งตัวซึ่งลูกค้างคาวเหล่านี้จะถูกทิ้งให้อยู่รวมกันในที่เฉพาะ แม่ค้างคาวจะมาเพื่อให้อาหารเท่านั้น มีการพบว่ามีอัตราการตายของลูกค้างคาวในระยะแรกเกิดสูงมาก ด้วยสาเหตุใด ไม่ทราบโดยจะพบซากเล็กๆข้างนอกถ้ำ แต่ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ปกติ เนื่องจากพบว่าเกิดขึ้นที่ เขาลูกช้างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งค้างคาวปากย่นขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งเช่นกัน

                          มีลูกค้างคาวบางส่วนเกาะตามหินข้างนอกรอบโพรงถ้ำทางตะวันตกระหว่างปี 2540 และบางตัวอยู่ในที่ที่มีแสงแดดอีกด้วย บริเวณนี้เชื่อมต่อกับถ้ำใหญ่โดยทางรอยแตกเล็กๆและโพรงถ้ำพวกมันอาจจะพยายามหนีจากความร้อน กลิ่นแอมโมเนียและพยาธิเนื่องจากมีค้างคาวเป็นจำนวนมากแออัดอยู่ในถ้ำ แต่นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งในปี 2540 เท่านั้น

                          ถ้าค้างคาวบินออกจากถ้ำก่อนตอนเย็น พวกมันมักกลับมาในตอนสายหรือบางทีออกไปสายแต่กลับเร็ว เวลาที่ค้างคาวบินออกจากถ้ำปริมาณมากสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของปีและ เกี่ยวโยงกับวงจรผสมพันธุ์ ช่วงเวลาที่ตัวเมียตั้งท้องมันต้องการอาหารมากขึ้นก็ต้องออกไปหาอาหารเร็วขึ้น แต่หลังจากนั้นแล้วเวลาออกจากถ้ำก็จะช้าลงจนกว่าลูกค้างคาวจะเริ่มบินได้ ฝูงค้างคาวจะออกจากถ้ำเร็วขึ้นอีกครั้งหนึ่ง วงจรนี้จะเกิดซ้ำขึ้นอีกในทุก 6 เดือน รูปภาพที่ 4

                          อย่างไรก็ตามยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่มีผลต่อเวลาที่ค้างคาวบินออกจากถ้ำปริมาณมาก ถ้ามีค้างคาวจำนวนมากในถ้ำ พวกมันจะออกจากถ้ำไปหาอาหารเร็วขึ้น และถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งก็จะออกเร็วเช่นกัน ทั้งนี้เพราะมีจำนวนแมลงน้อยลงและทำให้

***
ภาพที่ 2 ค้าวคาวบินออกและกลับเข้าถ้ำ วันที่ 15/07/97

***
ภาพที่ 3 ค้าวคาวบินออกและกลับเข้าถ้ำ วันที่ 04/08/97

***
ภาพที่4 กราฟแสดงเวลาของค้างคาวบินออกมาและวงจรผสมพันธุ์
 

                          พวกมันต้องใช้เวลาหากินนานกว่า ดังนั้นเวลาที่เปลี่ยนไปของการกรูออกจากถ้ำนี้สามารถให้ ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับค้างคาวชนิดนี้และอาจจะสามารถเป็นวิธีที่ดีในการตรวจสอบจำนวนประชากรค้างคาว แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดในขั้นต่อไปอีก

                          ศัตรูของค้างคาวในบริเวณนี้ได้แก่ งูเขียวพระอินทร์ งูเหลือม งูสิงหางลาย นกแสก เหยี่ยวฮอบบี้ เหยี่ยวเพเร็กริน เหยี่ยวนกเขาชิครา เหยี่ยวนกเขาหงอน เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น สุนัขบ้านและแมวบ้าน

                          ตามปกติพบงูบริเวณปากถ้ำหรือข้างในถ้ำ คอยจับกินค้างคาวที่คลานหรือนอนอยู่ ส่วนเหยี่ยวบินล่าค้างคาวเหนือโพรงถ้ำ (บางครั้งข้างในถ้ำ) หรือไกลออกไปหลายร้อยเมตร จำนวนและชนิดของเหยี่ยวเปลี่ยนแปลงระหว่างปี นอกจากนกแสก เหยี่ยวจะล่าค้างคาวในช่วงเย็นและเช้าของทุกวัน เพราะว่าเป็นช่วงที่ยังสว่างอยู่ และถ้าในช่วงที่ค้างคาวออกจากถ้ำตอนมืดจะมีนกแสกน้อยลง แมวและสุนัขสามารถจับและฆ่าค้างคาวได้เป็นจำนวนมากกว่างูและเหยี่ยว ซึ่งปกติแล้วแมวไม่กินสัตว์ที่มันฆ่า ในคืนหนึ่ง ๆ แมวสามารถจับและฆ่าลูกค้างคาวได้ถึง 57 ตัว

                          ค้างคาวปากย่นมีปีกแคบและยาว เป็นลักษณะที่ทำให้มันสามารถบินในที่กว้างได้เร็วมาก แต่ก็เป็นอุปสรรคสำหรับการบินผ่านช่องที่กั้นไว้ที่ปากถ้ำ ทำให้ค้างคาวเหล่านี้ต้องบินลงตรงแนวหินแล้วคลานเข้าไปสู่ในถ้ำ ซึ่งเป็นการเสี่ยงอันตรายจากงู แมวและสุนัขที่คอยดักอยู่บริเวณใกล้ปากถ้ำ นอกจากนี้ยังง่ายต่อการเกิดกระทบกระแทกกันเวลาที่บินออกมาเป็นสายเป็นสาเหตุให้ค้างคาวบางตัวตกลงมาบน พื้นดิน

                          ในตอนเย็นที่ยังมีแสงแดดอยู่ค้างคาวจะบินเกาะฝูงเป็นสายยาว และบินต่ำเป็นระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตรก่อนแล้วค่อยบินสูงขึ้น และกระจายกันออกไปเพราะพวกมันจะปลอดภัยจากนกแสกที่มีอยู่มากบริเวณเขานี้ นกเหล่านี้ล่าค้างคาวในเวลาที่มีแสงแดดเท่านั้น ค้างคาวจึงบินเกาะกลุ่มกันไปและสามารถบินหนีอันตรายใกล้ถ้ำได้เร็วกว่าเมื่อบินในระดับต่ำ แต่ถ้าเป็นตอนมืดพวกมันสามารถบินขึ้นสูง และกระจายออกไปทันทีที่ออกจากถ้ำโดยเสี่ยงอันตรายน้อยกว่า (รูปภาพที่ 5 )

                          ตามปกติค้างคาวจะบินหนีจากทิศทางที่มีแสงจ้าในเวลาที่มันอยู่ใกล้กับเขา ดังนั้นในช่วงฤดูร้อนท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆบังแสงอาทิตย์น้อย พวกมันจะบินไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในฤดูฝน มีเมฆมากหรือวันที่บินออกจากถ้ำสาย จะบินออกไปทางทิศตะวันออก ทิศใต้หรือทิศตะวันตก หลังจากบินไปได้ราว 1 หรือ 2 กิโลเมตร พวกมันมักเปลี่ยนทิศทางและบินไปทางทิศเหนือหรือตะวันตก เนื่องจากเป็นทิศทางหากินของพวกมัน แต่โพรงที่มันบินออกมาอยู่ทางด้านใต้ของเขา การบินหนีจากแสงทำให้พวกมันหลงทิศทาง ดังนั้นจะเห็นค้างคาวบินต่ำเป็นสายยาวออกจากถ้ำไปยังทิศทางหนึ่ง และบินสูงขึ้นไปยังทิศทางตรงกันข้าม

                          เวลาที่ค้างคาวบินกลับตามปกติบินในระดับสูงมาก จนเกือบถึงโพรงถ้ำ แล้วบินดิ่งลงสู่ถ้ำ มันจะบินลงอย่างเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากนกแสกที่ดักรอบริเวณใกล้โพรงถ้ำ เวลากลับของค้างคาวที่สายที่สุดประมาณ 09.00 น. เวลาปกติคือ 07.00 น.

                          เนื่องจากเป็นฝูงค้างคาวที่ใหญ่มากพวกมันต้องออกไปหาอาหารในพื้นที่กว้างมาก แต่ไม่สามารถทราบได้ว่าพวกมันไปยังที่ใด แต่มีการกะประมาณได้ว่าค้างคาวฝูงใหญ่นี้กินแมลงได้ถึง 17,500 กิโลกรัมทุกคืน ซึ่งแมลงบางชนิดเป็นศัตรูของพืช

                          ค้างคาวปากย่นเกาะอยู่ในถ้ำใหญ่ ในช่วงที่ลูกค้างคาวเริ่มออกบินในเดือนกรกฎาคมและเดือนมกราคมจะมีค้างคาวอยู่ในบริเวณทางเดินใหญ่มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการเข้าไปในถ้ำในช่วงนี้ จะเป็นการรบกวนค้างคาวมากกว่าช่วงเวลาอื่น

                          มีค้างคาวเผือกรวมอยู่ในถ้ำด้วยแต่ราวๆ 10 ตัวเท่านั้น ค้างคาวปากย่นไม่ชอบบินเวลาที่มีฝนตกหนัก แต่วันที่มีแสงแดดบ้างหรือฝนพรำๆ ไม่มีผลต่อพวกมันอย่างใด ในทุกๆ เย็นจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างประเทศมารอดูค้างคาวบินออกจากถ้ำ นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีผลกระทบต่อค้างคาวเพียง เล็กน้อย เนื่องจากมีการป้องกันการรบกวนในบริเวณปากถ้ำ ส่วนมากนักท่องเที่ยวเหล่านี้ต้องรอเป็นเวลานานกว่าค้างคาวจะบินออกมาจากถ้ำ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีสำหรับประชาชนหรือนักท่องเที่ยวที่จะได้ศึกษา และรับทราบข้อมูลของค้างคาวฝูงนี้และประโยชน์ของพวกมันที่มีต่อคน ข้อมูลต่างๆ อาจจัดทำใน รูปแบบของ แผ่นป้าย เอกสารแผ่นพับหรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเล็ก ๆ

                          การเก็บมูลค้างคาวไม่ค่อยมีผลกระทบต่อฝูงค้างคาวเนื่องจากมีการเก็บมูลค้างคาวในเขตฯ นี้เป็นเวลาหลายปีแล้ว

***
ภาพที่ 5 แสดงพฤติกรรมการบินออกของค้างคาวปากย่น
 

สรุปและข้อเสนอแนะ

                          ปีที่แห้งแล้งจะเป็นเวลาที่สร้างสภาวะตึงเครียดแก่ค้างคาวอย่างมาก เนื่องจากเมื่อขาดฝนนั่น หมายถึงจำนวนแมลงที่เป็นอาหารค้างคาวน้อยลงด้วย จะเห็นได้จากการที่ค้างคาวออกจากถ้ำเร็วขึ้นและ

                          กลับมาสาย และลูกค้างคาวจะออกมาเกาะอยู่บริเวณระหว่างแง่งหินด้านล่างของโพรงทางตะวันตก ช่วงเวลานี้จึงควรหลีกเลี่ยงการรบกวนค้างคาวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

                          การจดบันทึกเวลาการบินออกจากถ้ำของค้างคาวจะเป็นประโยชน์อย่างมากเนื่องจากเป็นข้อมูลที่โยงถึงวงจรผสมพันธุ์ จำนวนค้างคาวภายในถ้ำรวมถึงปริมาณฝนตกในปีนั้นๆ จะสามารถพบข้อมูลได้มากจากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเวลาการบินออกจากถ้ำ

                          กิจกรรมของมนุษย์เช่นการท่องเที่ยวและการเก็บมูลค้างคาวมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อค้างคาว เนื่องจากมีการป้องกันอย่างดีจากเจ้าหน้าที่เขตฯและชุมชนท้องถิ่น

                          เขาช่องพรานเป็นสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญแห่งหนึ่งของค้างคาวแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่พบในขณะนี้ และค้างคาวเหล่านี้ทำประโยชน์ให้กับคน โดยกินแมลงที่เป็นศัตรูพืชและใช้มูลของค้างคาวเป็นปุ๋ย

ข้อเสนอแนะ

                          ข้อเสนอแนะหลักของการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ การพัฒนาความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับค้างคาว สำหรับนักท่องเที่ยวในเขตฯ และควรมีการจดบันทึกข้อมูลประจำวันต่อไปอย่างต่อเนื่องเช่นเวลาออกจากถ้ำ ทิศทางที่บินไป และสภาพอากาศ

                          ฝูงค้างคาวมักจะบินออกจากโพรงถ้ำล่าง แต่ตะแกรงเหล็กที่กั้นอยู่ เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเข้าออกของค้างคาว หากรื้อเอาตะแกรงนั้นออก ก็อาจทำให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เข้าไปในถ้ำได้ และอาจเป็นอันตรายสำหรับเด็กนักเรียนที่เล่นอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่ถ้าหากตัดตะแกรงออกบางส่วนตามรูปภาพที่ 6 จะช่วยให้ค้างคาวบินเข้าออกได้ง่ายขึ้นและยังสามารถป้องกันอันตรายได้

                          นักท่องเที่ยวบางรายมักจะปีนลงไปใกล้ปากถ้ำ เพื่อดูค้างคาวบินออกได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยวและเป็นการเพิ่มการรบกวนค้างคาวอีกด้วย การแก้ไขอาจทำได้ โดยการสร้างจุดดูค้างคาวที่มีบันไดลงมาจากยอดเขา และอยู่กึ่งกลางระหว่างยอดเขาและปากถ้ำใหญ่ และมีรั้วกั้นรอบเพื่อกันไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปมากกว่านั้น และอาจทำเป็นที่แสดงแผ่นป้ายให้ข้อมูลเกี่ยวกับค้างคาวได้ด้วย ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ทราบเกี่ยวกับค้างคาว เช่นพวกมันไปหากินยังที่ใด และเหตุใดที่ทำให้ลูกค้างคาวตายเป็นจำนวนมาก หรือทำไมจำนวนประชากรค้างคาวมีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นควรมีการศึกษาวิจัยในขั้นต่อไป และโดยวิธีที่จะไม่เป็นการรบกวนค้างคาว

                          ลูกค้างคาวจะออกมาอยู่บริเวณทางเดินหลังจากพวกมันเริ่มออกบิน ถ้ามีการลดการรบกวนค้างคาวในช่วงนี้จะเป็นการดีอย่างยิ่ง เช่นลดการเข้าไปเก็บมูลค้างคาวเป็นทุกสองอาทิตย์ในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีความแตกต่างเล็กน้อยและไม่ทำให้เสียประโยชน์ เพราะจะช่วยให้ลูกค้างคาวมีชีวิตรอด เพื่อผลิตมูลได้มากขึ้นและประการสุดท้ายควรมีการป้องกันแมวและสุนัขเข้าไปใกล้บริเวณปากถ้ำ จะเป็นการช่วยลดการล่าที่ไม่ใช่ธรรมชาติลงได้

***
ภาพที่ 6 การแก้ไขปรับเปลี่ยนตะแกรงที่กั้นโพรงถ้ำด้านล่างเพื่อให้ค้างคาวเข้าออกง่ายขึ้น
 

คำขอบคุณ

ผมขอขอบคุณ คุณเผด็จ กระจ่างยุทธ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์เขาช่องพราน และเจ้าหน้าที่เขตฯทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในระหว่างการวิจัยนี้โดยเฉพาะ คุณไพบูลย์ และ ผมขอขอบพระคุณ ดร.ชวาล ทัฬหิกรณ์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ เป็นอย่างสูงที่เป็น ผู้แนะนำให้ทำการวิจัยที่เขาช่องพรานแห่งนี้และให้การสนับสนุนอย่างมาก ขอขอบพระคุณ ดร.วิโรจน์ พิมมานโรจนากูร ผู้อำนวยการส่วนวิจัยสัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ส่วนฯทุกท่าน โดยเฉพาะ คุณกัลยาณี บุญเกิด และคุณสีฟ้า ละออง ที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด และขอขอบคุณหน่วยอาสาสมัครอังกฤษในประเทศไทยและ คุณวารยา วงษ์อุบล ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการจัดทำรายงานภาคภาษาไทยฉบับนี้
  

วารสารวิชาการป่าไม้ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1