แดง

1.  ชื่อพันธุ์ไม้                     แดง

2.  ชื่อสามัญ    (ไทย)            คว้าย (เชียงใหม่ กาญจนบุรีไคว (แพร่ แม่ฮ่องสอนจะลาน 

จาลาน  ตะกร้อม  สะกรอม (จันทบุรีปราน (สุรินทร์แดง (ทั่วไปไปร (ศรีสะเกษผ้าน (เชียงใหม่เพ้ย (ตาก)

                   (อังกฤษ)        Iron wood, Jamba, Pyinkado, Irul.

3.  ชื่อวิทยาศาสตร์                Xylia xylocarpa (Roxb.) Jaub. Var. kerrii (Craib & Hutch.) Nielsen

และมีชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ คือ Xylia kerrii Cruib & Hutch.

4.  ชื่อวงศ์                         Mimosaceae

 

5.  การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                   ตามธรรมชาติจะพบไม้แดงขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้งและชื้นและป่าเต็งรัง ทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตอนเหนือสุราษฎร์ธานี ถ้าขึ้นบนพื้นที่ดินลึกหรือดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์  เช่น ป่าเบญจพรรณพื้นที่ราบใกล้น้ำ ไม้จะมีลำต้นเปลาตรง แต่ถ้าขึ้นบนพื้นที่ดินตื้นหรือมีหินก้อน ต้นไม้จะแตกกิ่งต่ำและมีพุ่มใบมาก (สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย, 2526)

                   อิศรา  วงศ์ข้าหลวง (2509) ได้รายงานว่า ไม้แดงมีขึ้นอยู่ทั้งบนเขาและที่ราบ แต่ในพื้นที่ที่เป็นเขาจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า มันจะเติบโตได้ดีในภูเขาที่มีความลาดชันน้อย และในหุบเขาที่มีการระบายน้ำดี แต่จะขึ้นได้ดีที่สุดในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นดีและมีการระบายน้ำดีด้วย ไม้แดงปกติขึ้นอยู่ใน ป่าผสมผลัดใบสูง ป่าผสมผลัดใบต่ำ ป่าดงดิบ ป่าแพะหรือป่าแดง และป่าละเมาะในเขตที่แห้งแล้ง

                   ไม้แดงมีอยู่ 2 ชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก ชนิดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ หรือตามป่าไม้สัก ชนิดที่มีขนาดย่อมกว่าขึ้นอยู่ตามป่าเต็งรัง  ไม้แดงชนิด Xylia xylocarpa ใบเกลี้ยง ปลายเกสรตัวผู้มีต่อม ขึ้นอยู่ตามป่าชื้นและป่าเบญจพรรณ ทางภาคเหนือและภาคใต้อย่างน้อยจนถึงสุราษฎร์ธานี  ไม้แดงชนิด Xylia kerrii ท้องใบเป็นขน ปลายเกสรตัวผู้ไม่มีต่อม ขึ้นอยู่ประปรายทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ และจะมีมากตามป่าสัก (สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย, 2526)

 

6.  ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา

                   ไม้แดง  เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงจนถึง 25 เมตร แต่บางครั้งอาจสูงถึง 30 – 37 เมตร ลำต้นค่อนข้างเปลา ตรง หรือเป็นปุ่มปม เรือนยอดรูปทรงกลม หรือเก้งก้าง ไม่ค่อยแน่นอน สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบสีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบาง รอบลำต้น เมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม

                   ใบ  เป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ก้านใบยาว 2 – 7 ซม. ช่อใบยาว 10 – 22 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อย 4 – 5 คู่ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน แผ่นใบมักจะเบี้ยว มีขนาดไม่เท่ากัน กว้าง 3 – 7 ซม. ยาว 7 – 20 ซม. ปลายใบแหลมมน ฐานใบมักจะเบี้ยว ใบแก่ไม่มีขนปกคลุม หรืออาจจะมีขนประปรายด้านท้องใบเล็กน้อย ก้านใบย่อยยาว 2 – 4 มม.

                   ดอก  สีเหลือง ขนาดเล็ก ขึ้นอัดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยว หรือแตกกิ่งก้าน หรือขึ้นเป็นกลุ่ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง แต่ละช่อประมาณ 1.4 ซม. ก้านช่อดอกยาว 2 –5 ซม. มีขนปกคลุมประปราย กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ตรงปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ มีขนสีเหลืองปกคลุม กลีบดอก 5 กลีบติดกันเล็กน้อยที่บริเวณฐาน เกสรตัวผู้มี 10 อัน แยกจากกันเป็นอิสระยื่นออกมานอกดอก ดอกจะออกมาพร้อมกับใบอ่อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ อาจถึงมีนาคม ฝักจะแก่ประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

                   ผล  เป็นฝักแบน รูปขอบขนานเรียวและโค้งงอที่ส่วนปลาย ฝักแข็ง ยาวประมาณ 7 – 10 ซม. สีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบ ไม่มีขนปกคลุม ไม่มีก้าน เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก ผนังของฝักที่แตกมักจะม้วนบิดงอ

                   เมล็ด  แบนเรียวแหลม ยาวรีหรือเกือบกลม ยาว 0.4 – 0.7 นิ้ว กว้าง 0.35 – 0.5 นิ้ว สีน้ำตาลเป็นมัน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งขอประมาณ เมล็ดถ้าสมบูรณ์ดีจะงอกทันที ถ้าเก็บไว้ในระยะ 1 ปี ก็ยังคงงอกได้ดี ฝักหนึ่งจะมีเมล็ดจำนวนหลายเมล็ด

                   ลักษณะเนื้อไม้  สีแดงเรื่อ หรือสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นลูกคลื่น หรือมักสน เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง แข็งแรง เหนียวและทนทานมาก เลื่อย ไสกบ ตบแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี ความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.18 เนื้อไม้มีความแข็งประมาณ 1,030 กก. ความทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 10 – 18 ปี การอาบน้ำยาไม้อาบได้ยาก (ชั้นที่ 4)

 

7.  การขยายพันธุ์

                   การขยายพันธุ์ไม้แดงที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันคือ การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เพราะสามารถผลิตกล้าได้เป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการอื่นยังไม่ได้มีการนำมาใช้กัน

                   เมล็ดไม้แดงที่จะนำมาเพาะควรเป็นเมล็ดที่มีคุณภาพดี  และมีความแก่ที่สมบูรณ์เต็มที่ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเมล็ด ควรอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงมีนาคม แต่ในบางปีอาจยึดออกไปถึงเดือนเมษายน การเก็บเมล็ดสามารถทำได้ทั้งการเก็บบนพื้นดิน และการปืนขึ้นไปบนต้นโดยตัดเอาฝักลงมา ฝักที่เก็บควรเป็นฝักสีน้ำตาบแดงเขียวแห้งซึ่งไม่แตกออก จะทำให้ได้เมล็ดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ฝักที่ได้กที่ได้นำมาตากแคดจนฝักแตออก ทำการเก็บเมล็ดออกจากฝัก นำมาตากแดด 1-2 วันเพื่อให้เมล็ดแห้งสนิท ทำการคัดเมล็ดออกแล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องอุณหภูมิธรรมดา เมล็ดไม้แดงสามารถเก็บไว้เป็นเวลานานถึง 4 เดือน หลังจากเก็บเมล็ดแล้ว  โดยที่ไม่มีการสูญเสียการงอกแต่อย่างใด ซึ่งจากการศึกษาการงอกของเมล็ดแดงช่วงเวลาต่างๆ กัน หลังจากเก็บเมล็ดแล้ว 1-4 เดือน ปรากฏว่าอัตราการงอกของเมล็ดแดงที่เก็บรักษาในช่วง 4 เดือนแรกมีอัตราการงอกไม่แตกต่างกัน แต่เมล็ดที่เก็บไว้ในเดือนที่ 5 อัตราการงอกจะลดลงในช่วงเดือนที่ 5 (ศิริพันธ์ ชำนาญกิจ, 2523)

                   สมหมาย จันทร์ฉาย  (2525)  ได้ศึกษาการย้ายชำกล้าไม้แดงอายุประมาณ 3 วันโดยรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และ และรายงานว่ากล้าไม้จะมีอัตราการรอดตายสูง วัสดุที่ใช้เพาะควรเป็นดินร่วนผสมดินเหนียว ผสมขี้วัว อัตราส่วน 4-2-1 จะได้ผลดี

                   อิศรา  วงศ์ข้าหลวง  (2509)  ได้ศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของเมล็ดไม้แดงที่เพาะโดยรดน้ำในระดับต่างๆกันและแนะนำให้มีการรดน้ำทุกวันจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านความสูงของกล้าไม้แดง

 

8.  การปลูก การเจริญเติบโตและการปรับปรุงพันธ์

                   การปลูกไม้แดงควรทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพราะทำให้กล้าไม้มีการเจริญเติบโตดีและมีอัตราการรอดตายสูง  ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายปลูกควรอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฏาคม   หากปลูกล่าช้าออกไปจะทำให้กล้าไม้มีการเจริญเติบโตที่ไม่ดีและมีอัตราการรอดตายต่ำ

                   ก่อนที่จะทำการย้ายกล้าไม้แดงไปปลูกประมาณ 1 เดือน ควรทำให้กล้าแกร่ง (hardening) เพื่อที่จะให้กล้าไม้เคยชินกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก  ซึ่งจะทำให้มีอัตราการรอดตายสูง โดยมีวิธีการปฏิบัติคือ ลดการให้น้ำซึ่งปกติ………ก็ควรลดการให้น้ำเหลือเพียงวันละครั้ง คือให้น้ำเฉพาะช่วงเช้าเพียงครั้งเดียว ประมาณ 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นก็ลดการให้น้ำเป็นวันเว้นวัน  และในกรณีที่กล้าไม้แดงอยู่ในเรือนเพาะชำ ก็ควรย้ายกล้าไปไว้ในพื้นที่โล่งแจ้งเพื่อให้รับแสงแดดเต็มที่

                    การคัดเลือกกล้าไม้  ควรเลือกกล้าที่ได้ขนาดไปปลูกก่อน ซึ่งสามารถคัดเลือกได้ง่ายจากการที่ได้มีการจัดเรียงลำดับความสูงของกล้าไม้ตั้งแต่แรกแล้ว และก่อนที่จะนำไปปลูกควรรดน้ำกล้าไม้ให้ชุ่มโชกเสียก่อน

                   การกำหนดระยะปลูก  หรือความหนาแน่นของต้นไม้แดงนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น วัตถุประสงค์ของการปลูก ลักษณะพื้นที่ วิธีการปฏิบัติงาน และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานเป็นต้น  การควบคุมวัชพืชจะเป็นปัจจัยสำหรับการกำหนดระยะปลูกและการเจริญเติบโตของกล้าไม้ถ้าแรงงานในการกำจัดวัชพืชมีน้อย ก็ควรปลูกโดยใช้ระยะปลูกแคบ 2 x 3 เมตร และหลังจากปลูก 1 - 2  เดือน ควรทำการปลูกซ่อมต้นไม้ที่ตาย

                   ไม้แดงจะมีการเจริญเติบโตดีมาก  ถ้าปลูกหรือขึ้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น มีปริมาณน้ำฝนเพียงพอ ฝนตกเฉลี่ยรายปีประมาณ 1,000 มม. เป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำขัง และดินมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีการปลูกไม้แดงแบบสวนป่ากันน้อยมาก ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของไม้ชนิดนี้ในแต่ละช่วงตลอดอายุตัดฟันมีน้อยมาก  ข้อมูลที่มีอยู่ส่วนมากจะเป็นข้อมูลการเจริญเติบโตในปีแรกและปีที่สองของการปลูก  ส่วนป่าชุมชน สำนักส่งเสริมการปลูกป่า (2536) รายงานว่า  ไม้แดงปลูกในกลุ่มดิน  Red  brown earth  บริเวณสวนผลิตเมล็ดพันธ์ไม้ป่าหมูสี .ปากช่อง .นครราชสีมา มีความสูงเฉลี่ยเพียง 30 - 50 ซม. และความโตเฉลี่ย 1 ซม. และมีอัตราการรอดตายสูงเกือบ 100% นอกจากนี้ที่ประเทศอินเดียมีรายงานว่าไม้แดงเมื่ออายุ 5ปี จะมีความสูง 25 ฟุต เส้นรอบวง 10 นิ้ว และอายุ 10 นิ้ว จะมีความสูง 60 ฟุต เส้นรอบวง 22 นิ้ว

                   ในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ไม้แดงนั้น จากการศึกษาข้อมูลจากเอกสารต่างๆ พบว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองการปรับปรุงพันธุ์ไม้แดง

 

9.  วนวัฒนวิธีและการจัดการ

          เพื่อให้ไม้แดงที่ปลูกมีการรอดตายและการเจริญเติบโตดี พ้นจากการแก่งแย่งของวัชพืชและศัตรูอื่นๆ จึงควรมีการดูแล บำรุงรักษา เอาใจใส่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ การกำจัดวัชพืช การปลูกซ่อม การใส่ปุ๋ย การป้องกันไฟ การลิดและการแต่งกิ่ง และการตัดสางขยายระยะ

                   การกำจัดวัชพืช  ตามที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไป การกำจัดวัชพืชครั้งแรกควรดำเนินการในช่วงฤดูการเจริญเติบโตของกล้าไม้หลังจากได้รับน้ำฝนเต็มที่เพื่อให้กล้าไม้พ้นจากการแก่งแย่งของวัชพืช  โดยพิจารณาดูว่า ถ้าวัชพืชเจริญเติบโตปกคลุมกล้าไม้ก็ควรดำเนินการทันที่ส่วนการกำจัดวัชพืชครั้งต่อไปต่อไปควรกระทำเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันไฟในส่วนป่า

          การปลูกซ่อม เมื่อปลูกไม้แดงไปแล้วควรติดตามผลการปลูก หากต้นไม้ตายควรเร่งทำการปลูกซ่อมเพื่อให้มีต้นไม้ขึ้นเต็มจำนวนมากที่สุด  อันจะทำให้การบำรุงรักษาสวนป่าในปีต่อๆ ไป จัดทำได้ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายน้อย

                   การใส่ปุ๋ย  การให้ปุ๋ยกับกล้าไม้เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้กล้าไม้เจริญเติบโตรวดเร็วในระยะแรกปลูกจนมีความสูงพ้นจากการปกคลุมวัชพืช

                   การป้องกันไฟ โดยทั่วๆ ไปแล้วการทำแนวกันไฟควรให้กว้างประมาณ 10-15 เมตร รอบแปลงสวนป่าเพื่อป้องกันไฟภายนอกหรือจากการเผาไร่ไม่ให้ลุกลามเข้ามายังสวนป่า พวกวัชพืช เช่น หญ้าคาจะเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดีในฤดูแล้ง ดังนั้น การกำจัดวัชพืชที่ดีจะช่วยลดปัญหาด้านไฟได้เป็นอย่างดี

                   การลิดและการแต่งกิ่ง  การลิดกิ่งเป็นการช่วยให้ต้นไม้มีรูปทรงดี ส่วนของลำต้นที่ใช้ทำเป็นสินค้าได้มีขนาดยาว   ไม่มีกิ่งด้านข้างขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในการใช้ประโยชน์เนื้อไม้  ข้อควรระวังสำหรับการลิดกิ่งคือ  ถ้าลิดกิ่งออกมากเกินไปจะทำให้ต้นไม้มีการเจริญเติบโตช้า สำหรับไม้แดงยังไม่มีการศึกษากันในเรื่องนี้ แต่โดยทั่วๆ ไป การลิดกิ่งมักกระทำเมื่อต้นไม้ยังเล็กอยู่ อายุประมาณ 5 ปี ส่วนความสูงในการลิดกิ่งไม่ควรเกิน 10 เมตร เพราะจะกระทำได้ดีมาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามความสูงของต้นไม้

                   การตัดสางขยายระยะ  การตัดสางขยายระยะของไม้แดงยังไม่มีการศึกษากัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะกระทำเมื้อต้นไม้  มีเรือนยอดเริ่มชิดกัน  และวิธีการตัดสางขยายระยะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การใช้ประโยชน์ไม้ที่ตัดสางออก ความสะดวกในการตัดสาง  ค่าจ้างแรงงาน รูปทรงของต้นไม้ เป็นต้น การตัดสางขยายระยะในครั้งแรกอาจใช้วิธีตัดต้นเว้นต้น โดยกระทำเมื่อต้นไม้มีอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะปลูกและอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้ในพื้นที่ปลูกด้วย

 

10.  การใช้ประโยชน์

                   ไม้แดงเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย  มีการนำมาใช้ประโยชน์กันมาก คือ

          1.  เนื้อไม้  ไม้แดงเป็นไม้ที่มีความทนทานตามธรรมชาติเกินกว่า 10 ปี คือตั้งแต่ 10 - 18 ปี เฉลี่ยประมาณ 15.9 ปี (สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย, 2526) เนื้อไม้ค่อมข้างแข็งแรง ทนทานต่อการกระแทกสูง การใช้ประโยชน์เนื้อไม้จึงใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้ทำเสา รอดตง ขื่อ กระดานพื้น ไม้ปาร์เก้ ฝา ฯลฯ ได้แข็งแรงและทนทานดี ทำเรือข้างกระดาน เรือใบ เรือสำเภา คันไถ คราด ครก สาก กระเดื่อง ทำลูกหีบ ฟันสีขาว ส่วนต่างๆของเกวียน ทำสะพาน หมอน รางรถไฟ ด้ามเครื่องมือ ทำหูกและกระสวย ไม้คาน ด้ามหอก ไม้สำหรับกลึง แกะสลัก เครื่องเรือนและไม้บุผนังที่สวยงาม ส่วนฝักที่แห้งนำมาเผาถ่านได้

          2.  ประโยชน์อื่นๆ

                         แก่น            ใช้ผสมยาแก้ทางโลหิตและโรคกษัย เห็นที่เกิดจากไม้แดง แก้พิษ โลหิตและอาการปวดอักเสบของฝี ต่างๆ ดับพิษ ไข้กาฬ

               เปลือก          มีรสฝาด ใช้สมานธาตุ

               ดอก              ผสมยาแก้ไข บำรุงหัวใจ

                        เมล็ด             นำมารับประทานได้