สะเดา

1.     ชื่อพันธุ์ไม้                                    สะเดา

2.     ชื่อสามัญ       (ไทย)                  สะเดา สะเดาบ้าน  (ภาคกลาง) เดา กระเดา (ภาคใต้) จะดัง (ส่วย)

                                                                สะเลียม (ภาคเหนือ)

                                (อังกฤษ)               Neem.

4.    ชื่อวิทยาศาสตร์                             Azadirachta indica A. Juss. Var. Siamensis Valeton

5.    ชื่อวงค์                                            Meliaceae

 

6.    การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                                ไม้สะเดาจะพบขึ้นในป่าแล้งทั่วๆ ไปในประเทศอินเดีย ปากีสถาน พม่า ศรีลังกา  มาเลเซีย อินโดนีเซีย  และไทย  สำหรับในประเทศไทยมีเขตการกระจายตามธรรมชาติเป็นป่าเบญจพรรณแล้งและป่าแดงทั่วประเทศ  ในสภาพธรรมชาติไม้สะเดาสามารถเจริญงอกงามในท้องถิ่นที่ มีอากาศร้อนชื้น มีอุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซ็นติเกรด ที่ระดับความสูง 50 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 450 – 1,150 มิลลิเมตร/ปี  และสามารถขึ้นได้ในสภาพดินที่มีความแห้งแล้งดินหิน ดินเหนียวและดินตื้น สำหรับดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย ค่า pH อยู่ระหว่าง  6.2-6.5 บางกรณีที่ดินทีความเป็นกรดค่อนข้างสูงคือ ค่า pH เท่ากับ 5 ไม้ สะเดาก็สามารถปรับตัวขึ้นได้  แต่ถ้าพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังอยู่เสมอและดินเค็มจัดจะเติบโตช้าหรืออาจตายได้

 

6.    ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา

                                สะเดาเป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 20-25 เมตร ลักษณะเรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบตลอดปี  มีระบบรากที่แข็งแรงกว้างขวางและหยั่งลึก เปลือกไม้ค่อนข้างหนา สีน้ำตาลเทาหรือเทาปนดำ แตกเป็นร่องตื้นๆ หรือเป็นสะเก็ดยาวๆ เยื้องสลับกันไปตามความยาวของลำต้นเปลือกของกิ่งค่อนข้างเรียบ

                                เนื้อไม้  สีแดงเข้มปนน้ำตาล เลี้ยนค่อนข้างสับสนเป็นริ้วๆ  แคบ เนื้อหยาบเป็นมัน เลื่อม แข็งทนทาน แกนมีสีน้ำตาลแดง แข็งแรงและทนทานมาก

                                ใบ  มีสีเขียวเข้มหนาทึบ ออกเป็นช่อแบบขนนก ขอบใบหยักเล็กน้อยหรือเกือบเรียบการเรียงตัวของใบแบบสลับ ใบย่อยเรียงตัวแบบตรงกันข้าม ในพื้นที่ที่แล้งจัด จะทิ้งใบเฉพาะส่วนล่างๆ ประมาณเดือนมกราคม ถึงมีนาคม และใบใหม่จะผลิขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเมษายน ช่วงนี้สะเดาสจะแทงยอดอ่อนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

                                ดอก  ดอกสะเดามีขนาดเล็กสีเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ 5 กลีบ ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม ออกเป็นช่อ โตตามง่ามใบตอนปลายกิ

                                ผลและเมล็ด  มีลักษณะคล้ายผลองุ่น ขนาดยาว 1-2  เซนติเมตร  และกว้างประมาณ 1 เซ็นติเมตร  ผลจะสุกระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน แล้วแต่สภาพพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะแก่เร็วกว่าภาคกลาง  ผลสุกสีเหลืองอมเขียว ลักษณะกลมรี มีรสหวานเล็กน้อย เมล็ดมีผิวค่อนข้างเรียบ หรือแตกเป็นร่องเล็กๆ  ตามยาวสีเหลืองซีดหรือสีน้ำตาล ลักษณะกลมรี การเก็บเมล็ดจากต้นโดยใช้ไม้สอย หรือเก็บที่ร่วงหล่นตามโคนต้น น้ำหนัก 1 กิโลกรัมจะมีเมล็ดประมาณ 4,000 เมล็ด เมล็ดมีน้ำมันประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก มีการสูญเสียชีวิตเร็วมากไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน  ดังนั้นเมล็ดเมื่อเก็บจากต้นแล้วทำการเพาะทันทำภายในสัปดาห์นั้น จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และถ้าเก็บไว้นานเกินกว่า 20-30 วัน ในสภาพการเก็บปกติจะสูญเสียเปอร์เซ็นต์การงอกไปหมด

 

7.    การขยายพันธุ์

                                การขยายพันธุ์ของไม้สะเดาสามารถทำได้ทั้งแบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศดังนี้

                                1.  การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ  เป็นการขุดหน่อที่แตกจากรากต้นสะเดามาชำในแปลงเพาะจนตั้งตัวได้แล้วนำลงชำในถุงพลาสติกที่ได้เตรียมดินไว้แล้ว  หรือทำโดยการตัดรากที่ขุดจากแม่ไม้สะเดาเป็นท่อนๆ  ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนาดโตของเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3 ถึง 0.5 เซนติเมตร ชำลงในแปลงเพาะชำและรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 1 เดือน เมื่อหน่อแตกออกมาแล้วย้ายชำลงในถุงพลาสติก ก็จะได้กล้าไม้ที่โตได้ขนาดเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ตามฤดูกาล เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเมล็ด วิธีการนี้จะรักษาลักษณะทางพันธุกรรมได้เป็นอย่างดี

2. การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการเตรียมกล้าไม้โดยการเพาะเมล็ด  ซึ่งเมล็ดสะเดาไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน  ดังนั้นเมื่อเก็บเมล็ดมาแล้วควรรีบเพาะทันที่  เพราะถ้าเก็บไว้นานจะสูญเสียเปอร์เซ็นต์การงอกไป

                                วิธีการเก็บผลและเมล็ด มี 2 วิธี คือ เก็บจากต้นโดยใช้ไม้สอยช่อผลหรือตัดจากกิ่งลงมาในขณะที่ผลยังไม่แก่จัดถึงกับร่วงหล่น เมล็ดจะยังมีเนื้อหุ้มอยู่ ก่อนเพาะต้องเอาเนื้อเยื่อออกก่อน ส่วนวิธีการเก็บผลอีกวิธีหนึ่งคือ  เก็บตามโคนต้นร่วงหล่นบริเวณโสคนต้นแม่หรือโคนต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงเพราะตามปกติเมื่อผลสุกแก่ นก ค้างคาว จะชอบกินเนื้อนอกของผลและคายเมล็ดทิ้งไว้ หากเมล็ดไม่เก่านักก็สามารถเก็บเพาะได้

                                สำหรับผลที่เก็บมาซึ่งมีเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่  ถ้าเพาะทั้งผลเปอร์เซ็นต์การงอกจะต่ำเพราะจะเกิดการหมักเน่ามีเชื้อราเกิดขึ้น เข้าทำลายการงอกของเมล็ดให้น้อยลง การปฏิบัติก่อนเพาะเมล็ดควรนำผลขยำกับทรายและล้างน้ำเพื่อให้เนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดออกเสียก่อน  แล้วนำไปเพาะหรือนำเมล็ดไปผึ่งที่ร่มให้แห้งเสียก่อน  หลังจากนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์นำเมล็ดไปเพาะจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

                                การย้ายชำกล้าไม้  ขนาดของกล้าที่ย้ายชำในถุงพลาสติกสามารถย้ายชำได้ตั้งแต่รากเริ่มปริและแทงยอดอ่อนจนถึงกล้าใหญ่

 

8.    การปลูก การเจริญเติบโต และการปรับปรุงพันธุ์

                                การปลูก  ปลูกโดยวิธีจัดเตรียมกล้าไม้ในเรือนเพาะชำแล้วย้ายไปปลูก  สำหรับขนาดของกล้าไม้ที่เหมาะในการย้ายปลูกอายุประมาณ  4-5 เดือน  สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ควรเลือกปลูกหลังจากวันที่ฝนตกหนัก ส่วนถุงพลาสติกที่ใช้ใส่กล้าไม้ต้องฉีกออกก่อนที่จะนำกล้าไม้ลงปลูก กลบและกดดินรอบ ๆ ต้นไม้ให้แน่น การใช้ระยะการปลูกถี่หรือปลูกห่างเท่าใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไม้ไปใช้ประโยชน์และความต้องการใช้ไม้ในท้องถิ่น เช่น

1.  ถ้าปลูกเพื่อต้องการขายไม้ฟืนหรือเผาถ่าน ควรใช้รอบหมุนเวียนสั้นไม่เกิน 5 ปี มีระยะปลูก 2 X 2 เมตร  ใช้กล้าไม้ในการปลูก 400  ต้น/ไร่

2.  การปลูกเพื่อต้องการไม้ใหญ่สำหรับใช้ในการก่อสร้างและทำเฟอร์นิเจอร์ ควรใช้รอบหมุนเวียน 15-20 ปี มีระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 2 X 4 เมตร และ  4 X 4 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ 100-200 ต้น/ไร่ ในระหว่างปีที่ 5 และปีที่ 10 อาจทำการตัดสางโดยตัดต้นเว้นต้นเพื่อนำไม้ที่ได้จากการตัดสางไปใช้ประโยชน์ก่อน

การเจริญเติบโต ไม้สะเดาจะเจริญเติบโตได้ดีมาก  เมื่อผ่านฤดูกาลปลูกในปีแรกแล้วเพราะได้มีการพัฒนาระบบเรือนรากจนสมบูรณ์แล้ว  การเจริญเติบโตพบว่าแต่ละท้องที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน  อันเนื่องมาจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ปริมาณน้ำฝน สภาพพื้นที่และดินเป็นสิ่งจำกัด  หรือเนื่องมาจากการบำรุง ดูแลรักษาที่แตกต่างกัน และโดยธรรมชาติแล้วไม้สะเดาไม่ชอบพื้นที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง และอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสะเดาคือ ความหนาแน่น หรือระยะปลูกเช่น ถ้าปลูกมีระยะห่างกันน้อยหรือมีความหนาแน่นมากจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางความโตน้อยกว่าเมื่อปลูกระยะห่างระหว่างต้นมากขึ้น  หรือลดความหนาแน่นลงอัตราการเจริญเติบโตจะมากขึ้นตามลำดับ ส่วนการเจริญเติบโตทางความสูงจะไม่มีความแตกต่างกันมาก

 

9.    วนวัฒนวิธีและการจัดการ

                                เมื่อทำการปลูกแล้วมีวิธีปฏิบัติกับไม้สะเดาทางวนวัฒนวิธี  ดังนี้

1.  ในการปลูกระยะแรก ๆ ควรกำจัดวัชพืชไม่ให้คลุมต้นสะเดา แย่งแสงและอาหารปฏิบัติโดยการดายวัชพืช อาจจะใช้แรงคนหรือสารเคมีฉีดพ่นก็ได้

2.  การใส่ปุ๋ย  หากสภาพพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เมื่อกล้าไม้ที่ปลูกตั้งตัวได้แล้วเร่งการเจริญเติบโตให้เร็วขึ้นโดยการเสริมปุ๋ยให้แก่ต้นไม้ใช้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 20-20-20 วิธีการใส่ปุ๋ยเริ่มจากพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น แล้วโรยปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนชากาแฟต่อต้น

                                3.  โรคและแมลง ปรากฏว่ามีน้อย อาจมีหนอนกัดกินใบของยอดอ่อนบ้าง และในระยะจัดเตรียมกล้าไม้จะมีแมลงเพลี้ยหอยดูดน้ำเลี้ยง สาเหตุที่ไม่ค่อยมีปัญหากับแมลง เนื่องจากในต้นสะเดามีสารยาฆ่าแมลงอยู่ด้วย

4.  สัตว์เลี้ยง ปกติสัตว์เลี้ยงเช่น วัว ควาย แพะ ไม่ชอบกินใบและยอดสะเดาแต่จะมีอันตรายจากการเหยียบย่ำหรือเสียดสี  จนทำให้เกิดความเสียหายได้ ควรป้องกันไว้ด้วย

                                5.  การลิดกิ่ง เมื่อต้นสะเดาสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไป  จะแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม ถ้าต้องการให้มีลำต้นตรงเปลา ใช้ประโยชน์ในการแปรรูปมากขึ้น  จึงต้องลิดกิ่งอย่างสม่ำเสมอ

6.  การตัดสางขยายระยะ  เมื่อต้นสะเดามีเรือนยอดเบียชิดติดกัน  มีการแก่งแย่งแสงกัน การเจริญเติบโตลดลง สามารถทำการตัดสางออกมาใช้ประโยชน์ในรูปไม้ขนาดเล็กได้อาจตัดออกแถวเว้นแถว  หรือเลือกตัดเฉพาะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ออกก่อน  ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไป

7.  การป้องกันไฟ ในช่วงระยะปีแรกหรือปีที่สองของการปลูกสะเดาควรป้องกันไฟป่า  โดยการทำแนวกันไฟ รอบ ๆ แปลงปลูก ซึ่งสภาพธรรมชาติสะเดาเป็นไม้ทนไฟหากไฟไหม้เล็กน้อยจะไม่ได้รับอันตรายเลย  แต่ถ้าไฟไหม้รุนแรงอาจจะตายได้ ดังนั้นจึงควรทำแนวกันไฟป้องกันไว้ก่อน

 

10. การใช้ประโยชน์

                                1. เนื้อไม้ มีลักษณะคล้ายกับเนื้อไม้มะฮอกกานี เหมาะสำหรับใช้ในการก่อสร้างและทำเฟอร์นิเจอร์ ในประเทศไทยชาวบ้านนิยมใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือน เช่น ทำเสาบ้านที่ค่อนข้างตรงแข็งแรง  ทำฝาบ้าน เครื่องบนที่รับน้ำหนักจาก คาน ตง ทำเครื่องมือ  เครื่องใช้    เพราะเนื้อไม้มีความทนทาน ขัดชักเงาได้ดี มีสีแดง นอกจากนี้ยังนิยมใช้ทำเชื้อเพลิงจัดเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับปลูกเป็นไม้ฟืน เพราะเนื้อไม้หนักพอประมาณ มีความถ่วงจำเพาะระหว่าง0.56-0.85  ให้ความร้อนจำเพาะสูง

                                2.  ประโยชน์ด้านอื่นๆ

                                     2.1  เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ในประเทศอินเดีย

เมื่อปี 1982 หลังจากนั้นก็มีการศึ่กษาด้านเคมี โดยการสกัดและวิเคราะห์พร้อมทั้งทดลองสารจากส่วนต่างๆ ของต้นสะเดากับแมลงชนิดต่าง ๆ จนได้แพร่หลายไปทั่วโลก  สารจากสะเดาสามารถใช้กับแมลงหลายชนิดเช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดดสีเขียว แมลงหวี่ขาวยาสูบ มอดแป้ง มอดข้าวโพดผีเสื้อกิน ใบส้ม ด้วงเต๋า ตั๊กแตน หนอนเจาะสมอฝ้าย แมลงวันผลไม้ และอื่นๆ รวมทั้งใช้กำจัดไส้เดือนฝอยในดินได้อีกด้วย

                                       2.2   สกัดทำน้ำมัน เมล็ดไม้สะเดาสามารถให้น้ำมันประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งใช้ประโยชน์ในการทำน้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังใช้ทำสบู่ ผสมยารักษาโรคและเครื่องสำอางค์

                                        2.3    ทำปุ๋ย เนื้อหุ้มเมล็ดที่เน่าเปื่อยจะให้ก๊าซมีเทนสูง และเศษเหลือของเมล็ดหลังจากคั้นเอาน้ำมันไปแล้วใช้เป็นปุ๋ยได้อย่างดี เพราะมีธาตุอาหารมาก ส่วนใบและกิ่งช่วยปรับปรุงดินจากคุณสมบัติดังกล่าว ประเทศอินเดียได้มีการนำต้นสะเดาเข้าไปปลูกในที่ปห้งแล้ง เพื่อช่วยปรับปรุงดินในพื้นที่ ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

                                     2.4  อุตสาหกรรมเคมี ที่เปลือกของต้นสะเดาจะมีสารจำพวกน้ำฝาด ประมาณ 12  ถึง 14 เปอร์เซ็นต์  จากการศึกษาค้นคว้าในประเทศอินเดีย พบว่าน้ำฝาดที่ได้จากการคัดจากต้นสะเดาใช้ประโยชน์ดีกว่าน้ำฝาดที่ได้จากพืชชนิดอื่น

                                     2.5  ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค สมาคมสมุนไพรแห่งประเทศไทยได้จัดต้นสะเดาเป็นไม้สมุนไพชนิดหนึ่ง โดยนำส่วนของต้นสะเดามาใช้ประโยชน์เป็นยารัาษาโรคหลายอย่าง เช่น

                                            ราก : แก้ลม เสมหะที่แน่นในอก และจุกคอ       

                                       เปลือกราก เปลือกต้น ผลอ่อน : เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้มาเลเรีย                                                             เปลือกรากแก้ว : เป็นยาแก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง

                                           กระพี้ : แก้น้ำดีพิการ

                                           แก่น : แก้คลื่นเหียนอาเจียน

                                           ยาง : ดับพิษร้อน

                                      ใบ : เป็นยาพอกฝี

                                       ใบ : เมล็ด : เป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อ

                                       ใบอ่อน และ ดอก : เป็นยาช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร

                                        ก้านใบ : ผสมกับสมุนไพรอื่นบางชนิด แก้ไข้

                                        ดอก แก้พิษเลือกกำเดา บำรุงธาตุ

                                        ผล  แก้โรคหัวใจ

                                         ผลอ่อน ใช้ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง และปัสสาวะพิการ