ราชพฤกษ์

1.  ชื่อพันธุ์ไม้                                       ราชพฤกษ์

2.  ชื่อสามัญ          (ไทย)                     กุเพยะ (กะเหรี่ยง กาญจนบุรีคูน (ภาคกลาง ภาคเหนือชัยพฤกษ์

(ภาคกลาง) ปือยู  ปูโย  เปอโซ  แมะหล่าหยู่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอนลมแล้ง (ภาคเหนือ)

                                (อังกฤษ)               Golden Shower, Indian Laburnum, Pudding-pine Tree.

3.  ชื่อวิทยาศาสตร์                               Cassia fistula Linn.

4.  ชื่อวงศ์                                              Caesalpiniaceae

 

5.  การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                                ราชพฤกษ์  เป็นพันธุ์ไม้ที่พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่ว ๆ ไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 50-500 เมตร พบมากทางภาคเหนือ แต่ได้นำไปปลูกทั่วประเทศหลังจากเป็นไม้ประจำชาติ

 

6.  ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา

                                ราชพฤกษ์  เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-15 เมตร ลำต้นค่อนข้างเปลา ตรง เปลือกสีเทาอมน้ำตาล เรียบ หรือแตกล่อนเป็นสะเก็ดโต ๆ บ้าง เรือนยอดเป็นรูปไข่แกมรูปร่ม ค่อนข้างทึบ

                                ใบ  เป็นช่อ สีเขียวเป็นมัน ก้านช่อติดเรียงสลับ ช่อหนึ่ง ๆ มีใบย่อย 3-8 คู่ ก้านช่อใบยาว 7-10 ซม. แกนช่อใบยาว 15-25 ซม. มีใบย่อยรูปป้อม ๆ หรือรูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4-8 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบมน เนื้อใบเกลี้ยงค่อนข้างบาง เส้นแขนงใบถี่ โค้งไปตามรูปใบ ขอบใบเรียบ ก้านใบย่อยยาว 5-10 มม. หูใบค่อนข้างเล็ก หลุดร่วงได้ง่าย

                                ดอก  มีขนาดโต สีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อเป็นพวงตามง่ามใบ ยาว 20-45 ซม. ช่อจะห้อยย้อยลงมาจากกิ่ง ช่อดอกค่อนข้างโปร่ง กลีบฐานดอกรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. มี 5 กลีบ มักหลุดร่วงง่าย กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กลับ ยาวกว่ากลีบฐานดอกประมาณ 2-3 เท่า มี 5 กลีบเช่นกัน เกสรผู้มี 10 อัน มีความสั้น-ยาวแตกต่างกัน และแต่ละอันจะโค้งงอนขึ้น รังไข่รูปรี ๆ หรือรูปขอบขนานแคบ ๆ มีช่องเดียว แต่มีไข่อ่อนมาก ผิวนอกมีขนประปราย

                                ผล  ออกเป็นฝัก รูปทรงกระบอกยาว แขวนห้อยลงจากกิ่ง ยาว 20-60 ซม. โตวัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 ซม. ผิวเกลี้ยงไม่มีขน ฝักอ่อนสีเขียวและจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่จัด ในฝักมีผนังเยื่อบาง ๆ กั้นเป็นช่อง ๆ ตามขวางของฝัก และตามช่องเหล่านี้จะมีเมล็ดรูปมน แบน ๆ สีน้ำตาลเป็นมันอยู่ช่องละ 1 เมล็ด กว้าง 5 มม. ยาว 8 มม.

                                ระยะการออกดอก-ผล  ออกดอกเต็มต้มเมื่อต้นฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ขณะที่ออกดอกจะทิ้งใบจนหมดต้น แต่บนพื้นที่ที่ชุ่มชื้นจะผลิช่อดอกเป็นบางส่วนพร้อมกับพุ่มใบอ่อน ฝักแก่ประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม

                                ลักษณะเนื้อไม้  สีแดงแกมเหลือง เสี้ยนสน เนื้อค่อนข้างหยาบ แข็งทนทานดี เลื่อย ผ่า ไสกบตบแต่งยาก มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.03

 

7.  การขยายพันธุ์

                                การขยายพันธุ์ไม้ราชพฤกษ์ที่นิยมปฏิบัติกันคือ การนำเมล็ดมาเพาะ ต้นราชพฤกษ์จะให้เมล็ดเร็ว โดยจะเริ่มให้เมล็ดเมื่อมีอายุ 4-5 ปี ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเมล็ดประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม ฝักแก่จะมีสีดำ ภายในฝักจะมีผนังเยื่อบาง ๆ กันเป็นช่อง ๆ ตามขวางของฝัก และตามช่องเหล่านี้จะมีเมล็ดแบน ๆ สีน้ำตาลอยู่ภายใน

                                วิธีการเก็บเมล็ด  เก็บฝักจากต้นแม่ไม้ที่ได้คัดเลือกไว้ แล้วทุบเปลือกของฝักให้แตกและแกะเมล็ดออก ฝักแก่ที่ร่วงหล่นตามพื้นดินไม่ควรเก็บมาเพาะเพราะเมล็ดส่วนใหญ่จะถูกแมลงเข้าทำลาย

                                คุณภาพของเมล็ด  เมล็ดใหม่อัตราการงอกประมาณร้อยละ 50-60 เมล็ด สามารถเก็บไว้ได้นาน การเก็บควรคลุกยากันแมลงและเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด

                                การปฏิบัติต่อเมล็ดและการเพาะเมล็ด  แช่เมล็ดในกรดกำมะถันความเข้มข้น 10% เป็นเวลาประมาณ 30-40 นาที หรือนำมาแช่น้ำร้อนเดือนแล้วทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 24-48 ซม. (1-2 วัน) แล้วนำมาเพาะลงในแปลงเพาะโดยการหว่านแล้วใช้ดินร่วนกลบหนาประมาณ 1 ซม. เมล็ดจะงอกภายใน 7-15 วัน

                                การย้ายชำกล้าหลังการงอก  เมื่อเมล็ดราชพฤกษ์เริ่มแทงราก และกล้าไม้มีขนาดความสูงประมาณ 5-7 ซม. ควรจะได้รับการย้ายจากแปลงเพาะไปชำในถุงพลาสติกขนาด 4x6 นิ้ว เจาะรูที่ก้นถุงที่บรรจุดินจากป่าธรรมชาติหรือป่าปลูกก็ได้ ก่อนทำการย้ายกล้าจากแปลงเพาะควรรดน้ำให้เปียกโชกเสียก่อนเพื่อให้สามารถถอนกล้าไม้ได้ง่ายขึ้นในขณะเดียวกันก็รดน้ำในถุงพลาสติกที่บรรจุดินเตรียมไว้แล้วเพื่อให้ดินในถุงดูดซับน้ำไว้อย่างเต็มที่ด้วย

 

8.  การปลูก การเจริญเติบโตและการปรับปรุงพันธุ์

                                เนื่องจากเป็นไม้ประจำชาติ ราชพฤกษ์จึงเป็นที่นิยมในการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับสองข้างทาง ตามสวนสาธารณะและตามบ้านเรือนทั่ว ๆ ไป ในฤดูร้อนของทุก ๆ ปี ราชพฤกษ์จะผลิดอกออกช่อเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจต่อผู้ที่ได้พบเห็นในที่ทั่ว ๆ ไป ทั้งตามข้างถนนหนทางและตามป่าเขา ที่ว่าสะดุดตาเพราะราชพฤกษ์จะออกดอกสีเหลืองเต็มต้น เป็นช่อยาวห้อยย้อยลงมาจากกิ่ง และยิ่งทำให้เด่นยิ่งขึ้นเมื่อราชพฤกษ์ทิ้งใบเกือบหมด ทำให้เห็นดอกบานสะพรั่ง

                                ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่ต้องปลูกห่าง มีอุณหภูมิเฉลี่ย 17.3-48.9 องศาเซลเซียส และต้องการปริมาณน้ำฝน 1000-2000 มม.ต่อปี ราชพฤกษ์สามารถเติบโตในดินทุกชนิดแม้แต่ในดินตื้นและดินเลว และสามารถเจริญเติบโตในลักษณะภูมิประเทศเกือบทุก ๆ แบบ สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่สูงถึง 1200 เมตร จากระดับน้ำทะเลได้

                                อัตราการเจริญเติบโตและการปรับปรุงพันธุ์ไม้ราชพฤกษ์นั้น ยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง แต่จากการสังเกตในสภาพธรรมชาติ พบว่า ในช่วง 2-3 ปีแรก กล้าไม้จะมีการเจริญเติบโตช้า แต่หลังจากนั้นก็จะเจริญเติบโตเร็ว

 

9.  วนวัฒนวิธี และการจัดการ

                                เพื่อให้ไม้ราชพฤกษ์ที่ปลูกมีการรอดตายและเจริญเติบโตดี พ้นจากการแก่งแย่งของวัชพืชและศัตรูอื่น ๆ จึงต้องมีการดูแลรักษาต้นไม้ที่ปลูก สิ่งที่ควรปฏิบัติได้แก่ การกำจัดวัชพืช การปลูกซ่อม การป้องกันไฟ และการป้องกันโรคและแมลง

                                1.  การกำจัดวัชพืช  จะต้องทำบ่อยหรือไม่ขึ้นกับการเตรียมพื้นที่ สภาพของท้องที่และชนิดไม้ ในพื้นที่มีดินอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นดี วัชพืชก็มักจะขึ้นเร็ว การกำจัดวัชพืชก็จะต้องทำบ่อยครั้ง เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตรวดเร็วในระยะแรก

                                2.  การปลูกซ่อม  เมื่อปลูกต้นไม้ไปแล้ว ต้องหมั่นตรวจดูและติดตามผลการปลูก หากต้นไม้ตายสมควรจะได้เร่งทำการปลูกซ่อม เพื่อให้ต้นไม้ขึ้นเต็มจำนวนมากที่สุด

                                3.  การป้องกันไฟ  เพื่อป้องกันไฟไหม้ต้นไม้ที่ปลูกควรจะทำแนวกันไฟและคอยเก็บกวาดใบไม้ กิ่งไม้ที่เป็นเชื้อเพลิง

                                4.  การป้องกันโรคและแมลง  ปัญหาที่สำคัญในการปลูกไม้ชนิดนี้คือ ด้วงของแมลงปีกแข็งชอบไชลำต้นและกิ่ง แต่ราชพฤกษ์ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แมลงไม่ค่อยรบกวนมากนัก (กรมป่าไม้, 2535) ฉวีวรรณ หุตะเจริญ (2529) ได้รายงานว่า แมลงศัตรูต้นชัยพฤกษ์ (ราชพฤกษ์) ในประเทศไทยเท่าที่พบมีทั้งสิ้น 16 ชนิด ที่สำคัญได้แก่ หนอนเจาะลำต้น หนอนกินเปลือกลำต้น หนอนกินใบ เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยอ่อน วิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกพันธุ์ไม้คละกัน การกำจัดวัชพืชในบริเวณที่ปลูกต้นไม้และการใช้สารเคมี

 

10. การใช้ประโยชน์

                                ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติของไทย เป็นไม้ที่มีคุณค่าสูงมีมงคลนาม ซึ่งชาวไทยแต่เดิมใช้ในพิธีสำคัญ ๆ ต่าง ๆ อาทิเช่น ในพิธีลงเสาหลักเมืองก็จะใช้เสาแก่ราชพฤกษ์ ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหารและคฑาจอมพลก็ใช้แก่นราชพฤกษ์ อินทนูของราชการพลเรือนก็ใช้ปักดิ้นทองเป็นรูปช่อราชพฤกษ์ นอกจากนี้ยังมีการนำราชพฤกษ์มาใช้ประโยชน์กันหลายอย่างดังนี้

                                1.  เนื้อไม้  ใช้ทำเสา เสาสะพาน สากตำข้าว ล้อเกวียน คานเกวียน คันไถ เครื่องกลึง ด้ามเครื่องมือ ทำกลองโทน กลองรำมะนา

                                2.  ใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

เนื้อในฝัก            :   ใช้เป็นยาระบายช่วยบรรเทาการแน่นหน้าอก ฟอกหรือชำระน้ำดี แก้ลม เข้าข้อหรือขัดข้อ

ดอก                      :   แก้ไข้ เป็นยาระบาย รักษาแผลเรื้อรัง

ราก                       :   ฝนทารักษาขี้กลาก และเป็นยาระบาย

รากและแก่น      :   เป็นยาขับพยาธิ

เปลือกและใบ    :   บดผสมกัน ใช้ทาฝี และเม็ดผื่นตามร่างกาย

ใบ                         :   ต้มรับประทานเป็นยาระบาย ฆ่าพยาธิ

3.  ประโยชน์อื่น ๆ

ฝัก                         :   มีรสหวาน รับประทานเป็นอาหารได้

เนื้อไม้                  :   แก่นคูนมียางฝาด ใช้เคี้ยวกับหมากแทนสีเสียดและให้น้ำฝาดชนิด Pyrogallol ใช้ฟอกหนังได้