วงศ์หว้า

MYRTACEAE

            พันธุ์ไม้วงศ์นี้มีทั้งไม้ต้น  และไม้พุ่ม  ใบของพืชในวงศ์นี้มักมีต่อมน้ำมันหอมระเหย  เป็นพันธุ์ไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมากอีกวงศ์หนึ่ง  พันธุ์ไม้ที่รู้จักกันโดยทั่วไป  เช่น  ฝรั่ง  (Psidium guajavaชมพู่  (Eugenia jambos หว้าชนิดต่าง ๆ  (Eugenia spp. และพันธุ์ไม้ในสกุลยูคาลิปตัส  (Eucalyptus เป็นต้น  ใบ  เดี่ยว  มักออกตรงข้ามกันเป็นคู่ยกเว้นในบางสกุล  เช่น  สกุลตำเสาหนู  (Tristania และสกุลเสม็ดขาว  (Melaleuca เป็นต้น  เส้นขอบใบ   (intramarginalnerve)  ชัดเจน  ดอก  สมบูรณ์เพศ  ออกเดี่ยว  หรือออกเป็นช่อ  กลีบรองดอก  4-5  กลีบ  และมักเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  มีกลีบดอกจำนวนเท่ากับกลีบรองดอกติดอยู่ด้านข้างภายในถ้วย  เกสรเพศผู้มีมาก  เมื่อดอกบานก้านชูอับละอองเกสรจะยื่นพ้นจากกลีบดอกมามาก  รังไข่   อยู่เสมอกลีบรองกลีบดอก  หรือฝังอยู่ในฐานรองดอก  มี  1-5  ช่อง  แต่ละช่องมีไข่อ่อนตั้งแต่  1  หน่วยขึ้นไป  ผล    มีทั้งชนิดสดและชนิดแห้ง

            พันธุ์ไม้ในวงศ์นี้มีประมาณ  100  สกุล  3,000  ชนิด  กระจายพันธุ์ในประเทศไทย  14  สกุล  112  ชนิด  พบขึ้นในป่าพรุเพียง  5  สกุล   คือ  สกุลสนทราย  (Baeckea สกุลหว้า  (Eugenia สกุลเสม็ดขาว  (Melaleuca) สกุลขี้ไต้  (Decaspermum)   และสกุลทุ  (Rhodomyrtus แต่ที่เป็นไม้ต้นมีเพียง  สกุล  คือ  สกุลขี้ไต้  (Decaspermum สกุลหว้า  (Eugenia และสกุลเสม็ดขาว  (Melaleuca)

รูปวิธานจำแนกสกุล

1.  ผลชนิดแห้งและแตก  เส้นใบบางมาก  ไม่เด่นชัดแผ่นใบเล็กมาก  หรือถ้าไม่  แผ่นใบใหญ่แต่ออกเวียนสลับ

2.  แผ่นใบเล็กมาก  กว้างประมาณ  0.5  มิลลิเมตร  ยาว  5-15  มิลลิเมตร  ออกตรงข้ามกัน  ดอกมักออกเดี่ยว ๆ หรือมีเพียง  2-3  ดอก  ตามง่ามใบ

สกุลสนทราย    Baeckea

2.  แผ่นใบใหญ่  กว้าง  1.5-4   เซนติเมตร  ยาว  5-10  เซนติเมตร  ออกเวียนสลับ  ดอกออกเป็นช่อแบบหางกระรอก

สกุลเสม็ดขาว    Melaleuca

1.  ผลชนิดสด  ใบออกตรงข้ามกันเป็นคู่  เส้นใบเด่น  รูปขนนกหรือมี  เส้น  แยกจากโคนใบ

3.  เส้นใบแยกออกสามเส้นจากโคนใบ  ดอกใหญ่  มักออกเดี่ยว  หรือออก  2-3  ดอกตามง่ามใบ  ผลเมื่อสุกสีดำ  มีเมล็ดมาก

สกุลทุ    Rhodomyrtus

3.  เส้นใบรูปขนนก

4.  ผลมี  1-2  เมล็ด

สกุลหว้า    Eugenia

4.  ผลมี  8-10  เมล็ด

สกุลขี้ไต้    Decaspermum

 

สกุลขี้ไต้

Decaspermum J.R.  &  G. Forst

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มีทั้งไม้ต้นและไม้พุ่ม   ใบ  ออกตรงข้ามกันเป็นคู่  ดอก  สมบูรณ์เพศหรือมีดอกเพศผู้อยู่ร่วมช่อกันกับดอกสมบูรณ์เพศ  ออกบนช่อแยกแขนงตามง่ามใบและปลายกิ่ง  กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  ปลายแยก  4-5  กลีบ  กลีบดอก  4-5  กลีบ  เกสรเพศผู้มีมาก  รังไข่  4-5  ช่อง  มีไข่อ่อน  ช่องละ  2  หน่วย  ผล  ชนิดสด  มี  8-10  เมล็ด

พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ  30  ชนิด  พบในป่าพรุและบริเวณใกล้เคียง  ชนิด  คือ  ขี้ไต้  (D. fruticosum)

สกุลหว้า

Eugenia  Linn.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้ส่วนมากพบว่าเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่  พบน้อยมากที่เป็นไม้พุ่ม  กิ่งก้านและใบมักเกลี้ยงไม่มีขน  เยื่อเจริญระหว่างเปลือกและเนื้อไม้  เมื่อถูกอากาศเปลี่ยนเป็นสีม่วง  ใบ  เดี่ยว  ออกตรงข้ามกันเป็นคู่  ดอก  เดี่ยว  หรือออกเป็นช่อตามกิ่ง  ง่ามใบ  และปลายกิ่ง  กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  รูปกรวย  หรือเป็นท่อสั้น ๆ ปลายแยก  4-5  กลีบ  หรือไม่แยกให้เห็น  มีกลีบดอกติดอยู่ที่ปากถ้วย  และมีจำนวนเท่ากับกลีบรองดอก  หรือกลีบดอกลดรูปเป็นฝาปิดปากถ้วยและหลุดร่วงไป  เมื่อดอกบาน  มีเกสรเพศผู้มาก  อับละอองเกสรเพศผู้เล็ก  รังไข่  ฝังอยู่ในฐานรองดอก  ผล  ชนิดสด  มีเมล็ด  1-2  เมล็ด

            นักพฤกษศาสตร์บางท่านอาจจะจำแนกพันธุ์ไม้ในสกุลนี้ออกไปอีกเป็นหลายสกุล  เช่น  Acmena,  Cleistocalyx  และ  Syzygium  เป็นต้น  ในที่นี้  ผู้เขียนเห็นว่าการแบ่งสกุลโดยใช้ลักษณะปลีกย่อยจนเกินไปนั้น  อาจทำให้เกิดการสับสนระหว่างสกุลได้  จึงขอใช้สกุลหว้า  (Eugeniaสำหรับหนังสือเล่มนี้

            พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ  1,800  ชนิด  พบในป่าพรุ  15  ชนิด  ดังนี้

 

รูปวิธานจำแนกชนิด

1.  เปลือกต้น   สีแสด    หรือสีอิฐ   ลอกออกเป็นแผ่นบางคล้ายกระดาษ

2.  เส้นแขนงใบถี่มาก  เรียงเกือบชิดกัน  ปลายเส้นโค้งจรดกันชิดขอบใบ  ผลกลมรี  กว้างประมาณ  2.5  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  3.5  เซนติเมตร  แก่สุกสีแดงถึงม่วงคล้ำ

เสม็ดแดงปลายติ่ง    E. caudata

2.  เส้นแขนงใบทิ้งระยะห่างกันประมาณ  มิลลิเมตร  หรือมากกว่า  ปลายเส้นโค้งจรดกันห่างจากขอบใบ  1-3  มิลลิเมตร

3.  แผ่นใบกว้าง  3-9  เซนติเมตร  ยาว  6-20  เซนติเมตร  เส้นแขนงใบ  15-25  คู่  ผลกลม  แป้น  เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  เซนติเมตร  แก่สุกสีเขียว  และบางครั้งแต้มด้วยชมพู  ผสมสีม่วง

เสม็ดแดงใบยาว    E. cerasiformis

3.  แผ่นใบกว้าง  1.5-5  เซนติเมตร  ยาว  3-10  เซนติเมตร  เส้นแขนงใบ  10-15  คู่  ผลกลมรี  ถึงรูปขอบขนาน  กว้าง  5-7  มิลลิเมตร  ยาว  7-10  มิลลิเมตร  แก่สุกสีขาว

เสม็ดแดงใบมน    E. spicata

1.  เปลือกลำต้นสีอื่น  โดยมากสีขาว สีน้ำตาลหรือน้ำตาลแดงเรียบ  หรือเป็นสะเก็ด

4.  เส้นแขนงใบบาง  เรียงเกือบชิดกันและมักไม่เด่นชัด

5.  เปลือกต้นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง

6.  ผลรูปรีแกมรูปขอบขนาน  กว้างประมาณ  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  1.3  เซนติเมตร  แก่สุกสีขาว

ฝาดแอ๊ก    E. longiflora

6.  ผลรูปไข่กลับ  แป้น  กว้าง  7-10  มิลลิเมตร  สูง  5-7  มิลลิเมตร  แก่สุกสีแดงคล้ำถึงดำ

ฝาดยอดดำ    E. oleina

5.  เปลือกต้นสีขาวนวล  เทา  ถึงเทาแกมน้ำตาล  ผล  ค่อนข้างกลมแป้น  กว้างประมาณ  2.5  เซนติเมตร  สูงประมาณ  เซนติเมตร  แก่สุกสีเขียวอ่อนผสมสีชมพู  และม่วง

หว้าหิน    E. tumida (บางส่วน)

4.  เส้นแขนงใบเด่น  เรียงทิ้งระยะห่างกัน

7.  ออกดอกตามกิ่ง

8.  ผลโตไม่เกิน  1.5  เซนติเมตร  ปลายเส้นแขนงโค้งจรดกัน  ห่างจากขอบใบ   2-6  มิลลิเมตร

9.  แผ่นใบค่อนข้างกว้าง  รูปรี  รูปขอบขนาน  มีน้อยมากที่เป็นรูปหอก  กว้าง  2.5-7  เซนติเมตร  ยาว  7-16  เซนติเมตร  เส้นแขนงใบ  7-11  คู่  ก้านใบยาว  0.5-1  เซนติเมตร  ผลค่อนข้างกลม  เส้นผ่านศูนย์กลาง  1-1.2  เซนติเมตร

แพ    E. polyantha

9.  แผ่นใบค่อนข้างเรียว  รูปไข่แกมรูปหอก  รูปรีแกมรูปหอก  ถึงรูปขอบขนานแกมรูปหอก  กว้าง  5-10  เซนติเมตร  ยาว  12-25  เซนติเมตร  เส้นแขนงใบ  12-13  (-15)  คู่  ก้านใบยาว  1.5-2  เซนติเมตร  ผลรูปไข่กว้าง  7-8  มิลลิเมตร  ยาว  8-9  มิลลิเมตร

หว้าพรุ    E. operculata

8.  ผล  กลมรี  กว้างประมาณ  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  2.5  เซนติเมตร  ปลายเส้นแขนงใบ  โค้งจรดกันห่างจากขอบใบ  1-2  มิลลิเมตร  แผ่นใบ  รูปหอก   ถึงรูปขอบขนานแกมรูปหอกเส้นแขนงใบ  12-25  คู่  ก้านใบยาวประมาณ  0.5  เซนติเมตร

ขี้กวาง    E. claviflora

7.  ดอกออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง

10.  เปลือกต้นและกิ่ง  สีน้ำตาลแดงคล้ำ  ก้านใบยาว  0.5-1  เซนติเมตร  ผลรูปไต

ฝาดยอดแดง    E. curtisii

10.  เปลือกต้นและกิ่งสีเทาถึงสีน้ำตาลเทา  ผลรูปกลม  รูปรี  รูปไข่  ถึงรูปขอบขนาน

11.  เส้นแขนงใบไม่เกิน  14  คู่ เรียงห่างกัน  0.5-2  เซนติเมตร

12.  ก้านใบยาวมากกว่า  เซนติเมตร  เส้นแขนงใบมักเรียงทิ้งระยะห่างกันมากกว่า  เซนติเมตร 

13.  ผลสุกสีม่วงคล้ำถึงดำ  เส้นผ่านศูนย์กลาง  0.5-1  เซนติเมตร

หว้านา    E. pseudosubtilis

13.  ผลสุกสีเขียว  หรือสีขาว

14.  แผ่นใบรูปรีถึงรูปรีแกมรูปขอบขนาน  กว้าง  8-12    เซนติเมตร ยาว 20-25 เซนติเมตร ปลายเส้นแขนงใบโค้งจรดกันห่างจากขอบใบ  5-10  มิลลิเมตร  และมีเส้นบางชิดขอบใบอีก  1   เส้น  ผลกลมรี  ถึงรูปขอบขนาน  กว้าง  2-2.5 เซนติเมตร  ยาว  3-3.5  เซนติเมตร

เมา    E. grandis

14.  แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอกถึงรูปไข่แกมรูปหอก  กว้าง  3-8  เซนติเมตร  ยาว  6-20 เซนติเมตร  ปลายเส้นแขนงใบโค้งจรดกัน  ห่างจากขอบใบ  4-5  มิลลิเมตร  ผลรูปไข่ถึงรูปไข่กลับ  กว้างประมาณ  1.3  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  1.5  เซนติเมตร

ฝาดหิน    E. kunstleri

12.  ก้านใบยาวประมาณ  0.5  เซนติเมตร  หรือไม่เกิน  เซนติเมตร  แผ่นใบรูปรีแกมรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน  ถึงรูปไข่กลับ  กว้าง  3-5  เซนติเมตร  ยาว 5-10 เซนติเมตร เส้นแขนงใบห่างกันไม่เกิน  เซนติเมตร  ปลายเส้นแขนงใบโค้งจรดกันห่างจากขอบใบ  2-3  มิลลิเมตร  ผลกลมถึงกลมรี  กว้าง  2-2.5  เซนติเมตร  ยาว  2.5-3  เซนติเมตร

ฝาดขาว    E. muelleri

11.  เส้นแขนงใบ  มากกว่า  15  คู่  มักทิ้งระยะห่างกันไม่เกิน  0.5  เซนติเมตร

15.   เปลือกต้นสีน้ำตาลแกมเหลือง  ถึงน้ำตาลเทา  เปลือกชั้นในสีแดงเข้ม  ถึงแดงแกมม่วง  ยอดอ่อนสีเขียว  ใบมีเส้นขนานขอบใบ  เส้น

หว้าน้ำ    E. oblata

15.  เปลือกต้นสีขาวนวล  หรือเทาแกมน้ำตาล เปลือกชั้นในสีน้ำตาล  ยอดอ่อนสีชมพูใบมีเส้นขนานขอบใบ  เส้น 

หว้าหิน    E.tumida (บางส่วน)

สกุลเสม็ดขาว

Melaleuca Linn.

พันธุ์ไม้สกุลนี้เป็นไม้ต้น  ใบ  เดี่ยว  ออกเวียนสลับรอบกิ่งเส้นใบบางมาก  เรียงขนานตามความยาวของใบ  ดอก  เล็ก  ออกตามง่ามใบ  ซึ่งใบจะลดรูปลงจนทำให้ช่อดอกคล้ายช่อแบบหางกระรอก  กลีบรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  ปลายแยก  กลีบ  กลีบดอกติดที่ปากถ้วย  กลีบ  เกสรเพศผู้มาก  รังไข่อยู่ระดับเดียวกันกับโคนของกลีบรองดอก  ผล  ชนิดแห้ง  เมื่อแก่แตกตรงส่วนปลายเป็นช่อง  แฉก  ให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กจำนวนมาก  กระจายออกมา

พบในป่าพรุบริเวณรอบนอก  ชนิด  คือ  เสม็ดขาว (M.cajuputi)