หน้าหลัก   |   ประวัติสำนักงาน  โครงสร้าง    หน่วยงานในสังกัด    จัดซื้อจัดจ้าง |  หนังสือเวียนสำนัก

ต้นไม้ที่น่าสนใจ


ลำดับที่
ข้อมูลวิชาการเรื่อง(PDF Files)
1
ข้อมูลทางวิชาการของไม้ตะกู (Anthocephalus chinensis Rich. ex  Walp)
2
ข้อมูลเผยแพร่ทางวิชาการของไม้จันทน์หอม (Mansonia gagei Drummond) 25/01/2551
3
ข้อมูลเผยแพร่ทางวิชาการของไม้อุโลกหรือส้มกบ(Hymenodictyon excelsum Wall) 28/01/2551
4
ข้อมูลเผยแพร่ทางวิชาการของไม้รักใหญ่ {Gluta usitata (Wall.) Ding Hou} 28/01/2551

ไม้พะยูง

 

คำนำ  

                    พะยูงเป็นชื่อพื้นเมืองทางการของไม้ชนิดนี้ แต่ก็มีการเรียกขานที่แตกต่างกันไป ตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น กระยง กระยุง (เขมร – สุรินทร์) ขะยุง (อุบลราชธานี) ประดู่ลาย (ชลบุรี) พะยูงไหม (สระบุรี) ประดู่เสน (ตราด) ประดู่ตม (จันทรบุรี) หีวสีเมาะ (จีน) เป็นต้น (เต็ม สมิตินันท์ 2523) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia cochinchinensis Pierre อยู่ในอนุวงศ์ Papilionaceae วงศ์ Leguminosea มีชื่อทางการค้าในตลาดต่างประเทศว่า Siamese Rosewood หรือ Thailand Rosewood มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม พะยูงจัดว่าเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และยังเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่มีราคาแพงที่สุด ชนิดหนึ่งในตลาดต่างประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตามจากสถิติปริมาณไม้ ที่ทำออกจากป่า ระหว่างปี พ.ศ. 2528 ถึง 2532 ในปี พ.ศ. 2530 มีการทำไม้พะยูงออกสูงสุด แต่มีปริมาณเพียง 662 ลบ.ม. เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบ กับไม้สัก (37,278 ลบ.ม.) และไม้ประดู่
(51,937 ลบ.ม.) ในปีเดียวกัน (ฝ่ายสถิติป่าไม้ 2532) จึงอาจจะถือได้ว่าไม้พะยูงในประเทศไทย กำลังเผชิญกับสภาวะที่ล่อแหล่มต่อการสูญพันธ์ หรือสูญสิ้น
ในความหลากหลายทางพันธุ์กรรม การอนุรักษ์สายพันธุ์จึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วนสำหรับไม้ชนิดนี้

ลักษณะทั่วไป

                    พะยูงเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร มีช่วงลำต้น 10-15 เมตร มีเปลือกสีเทา เรียบ ลอกเป็นแผ่นบาง ๆ เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง โดยมากจะมีพุ่มใบกว้าง การแตกกิ่งก้านจะแตกเป็นแขนงแยกย่อยจากกิ่งใหญ่ โดยมากตาที่จะแตกเป็นกิ่งใหม่
่มักจะอยู่บนกิ่งแขนงย่อยบริเวณส่วนนอกของพุ่มใบ ใบเป็นใบประกอบเป็นช่อแบบขนนก ช่อใบยาว 10-15 ซม. มีใบย่อย 7-9 ใบ เรียงตัวสลับกัน ใบมีลักษณะเหนียวคล้ายแผ่นหนังบาง ๆ มีลักษณะรูปไข่ขนาดกว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-7 ซม. ปลายใบแหลม ดอกพยุงมีขนาดเล็กสีขาวเกิดบนช่อดอกเชิงประกอบ ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ยอด ออกดอกระหว่างเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ผลพะยูงเป็นฝักเกลี้ยงรูปขนานแบนและบอบบางกว้าง 1.2 ซม. ยาว 4-6 ซม. ตรงบริเวณที่หุ้มเมล็ดมองเห็น เส้นแขนงไม้ชัดเจน ฝักพะยูงเมื่อแก่จะไม่แตกออกเหมือนฝักแดง หรือ ฝักมะค่าโมง ฝักจะร่วงหล่นโดยที่เมล็ดยังอยู่ในฝัก มีเมล็ดจำนวน 1-4 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบนเป็นรูปไต สีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดค่อนข้างมันมีขนาด กว้างประมาณ 4 มม. ยาว 7 มม. (ฝ่ายพฤกษศาสตร์ป่าไม้ 2526) ระบบรากเป็นระบบรากแก้วและรากแขนงโดยรากแก้วจะเป็นรากแกนหลักที่มีรากแขนงแตกย่อยออกไป เป็นไม้ที่มีระบบรากค่อนข้างลึก รากฝอยจะมีปมรากแบบปนรากถั่วช่วยในการตรึง ก๊าซในโตเจน

 

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                    เนื่องจากไม้พยุงเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ มีสภาพภูมิอากาศและถูมิประเทศและระบบนิเวศน์ที่แตกต่างกันไป การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติจึงขี้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะและองค์ประกอบทางพันธุ์กรรมที่จะเอื้ออำนวยให้สายพันธุ์นั้น ปรับตัวได้ในสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์นั้นพรรณไม้ที่เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างของระบบนิเวศน์นั้น ๆ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดให้การวิวัฒนาการร่วมกันภายในแต่ละสังคมพืชแตกต่างกันไป และได้พรรณไม้ที่แตกต่างและเหมาะสมเฉพาะแต่ละท้องถิ่นและ จะส่งผลให้เกิดความผันแปรทางพันธุศาสตร์ระหว่างถิ่นกำเนิด เนื่องจากการคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติ สำหรับประเทศไทยจะพบพะยุงได้ตามธรรมชาติ
ิในป่าเบญจพรรณชื้น และป่าดิบแล้งทั่วไป ทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-200 เมตร

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า

                    แม้ในปัจจุบันวิทยาการด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน การขยายพันธุ์พืชได้หลายชนิด รวมทั้งไม้ป่าบางชนิดก็ตาม แต่ก็ยังจำกัดอยู่ในระดับของการทดลองเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะสำหรับพรรณไม้ป่า เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์์เครื่องมือที่ทันสมัยและงบประมาณที่สูง
และมีขบวนการค่อนข้างซับซ้อน การขยายพันธุ์พะยูงด้วยเมล็ดจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและสะดวกที่สุด วิธีการผลิตและการเพาะชำกล้าพะยูงนั้น มิได้มีความแตกต่างและสลับซับซ้อนจาก การผลิตกล้าไม้ป่าชนิดอื่นเท่าไดนัก เนื่องจาก เมล็ดพะยูง มีความงันที่เปลือกอยู่บ้าง การเพาะเมล็ด
ถ้าจะให้ได้ผลดีและมีการงอกที่สม่ำเสมอ จึงควรขจัดความงันที่เปลือกออกด้วยการ ปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะ ด้วยวิธีหนึ่ง อาจจะด้วยการแช่ในน้ำเย็นเป็นเวลา 25 ชม. หรือแช่ในกรดกำมะถันเข็มข้นเป็นเวลา 1 นาที แล้วล้างกรดออกด้วยน้ำไหล เป็นเวลา 30 นาที (ชนะ ผิวเหลือง และคณะ 2532) หลังจากนั้นนำเมล็ด ไปเพาะในกระบะทรายที่เตรียมไว้ กลบเมล็ดด้วยทรายเพียงบาง ๆ รดน้ำสม่ำเสมอแต่อย่าให้แฉะเมล็ดพะยูงจะงอกหมดภายใน 7 วันหลังจากหว่าน เมื่อเมล็ดพะยูงงอกได้ ประมาณ 10-14 วัน ซึ่งกล้าอ่อน จะมีความสูงราว 1 นิ้ว และมีใบเลี้ยง 1 คู่ ก็สามารถย้ายไปชำในถุงหรือภาชนะที่เตรียมไว้ โดยทั่วไป มักใช้ถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว เจาะรูปประมาณ 8-12 รู สำหรับวัสดุที่ใช้ในการเพาะชำกล้าไม้ อาจจะมีส่วยผสมที่แตกต่างกันไป แต่จากผลการทดลองพบว่าส่วนผสมระหว่าง ดินตะกอนริมห้วย : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก = 5 : 2 : 2 : 1 มีความเหมาะสมที่สุด (สุคนธ์ สิมศิริ และคณะ 2531) ระยะเวลาที่ใช้ในการอนุบาลกล้าพะยูงในเรือนเพาะชำนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบำรุงและ การดูแลรักษา โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-5 เดือน จึงจะได้กล้าไม้ขนาดที่เหมาะสมต่อการย้ายปลูก ซึ่งควรที่จะมีความสุขไม่น้อยกว่า 30 ซม. ทั้งนี้เพื่อให้กล้ามีความแข็งแรงและสามารถแก่งแย่งกับวัชพืชได้

การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

                   พะยูงแม้จะจัดเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญก็ตาม การปลูกสร้างสวนป่าของไม้ชนิดนี้นับว่ายังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ ไม้เศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น สัก เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับปรุงสภาพป่าเสื่อมโทรม อนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร การปลูกเชิงพาณิชย์หรือวนเกษตรเพราะยังมิได้มีนโยบายกำหนดไว้ว่าจะต้องปลูกไม้พะยูงในอัตราส่วนหรือจำนวนเท่าใดของเป้าหมายของการปลูกป่าของแต่ละปี การปลุกไม้พะยูงโดยทั่วไปจึงยังอยู่ในระดับที่ต่ำและมักจะเป็นการปลูกเพื่อการทดลอง สาธิตหรือ จากความสนใจเฉพาะบุคคล จึงยังมิได้มีการสรุปถึงวิวัฒนาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไม้พะยูง

                   อย่างไรก็ตามไม้พะยูงสามารถปลูกได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ทั้งทางภาคอีสานและภาคใต้ (ดำรง ใจกลม 2528) การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกพะยูงจึงมิได้มีความแตกต่างหรือสลับซับซ้อนจากการเตรียมพื้นที่เพื่อการปลูกพรรณไม้้ชนิดอื่นเท่าใดนัก การเตรียมพื้นที่ที่สำคัญ จึงประกอบด้วยการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก การไถพรวนพื้นที่หากสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย เช่น เป็นที่ราบ และการเก็บและทำลายเศษปลายไม้และวัชพืช

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                    ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไม้พะยูงคือในช่วงที่เป็นต้นหรือกลางฤดูฝน (ระหว่างพฤษภาคม-สิงหาคม) เพราะจะทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายที่สูงและมีระยะเวลา นานพอสำหรับการตั้งตัว การปลูกพะยูงโดยทั่วไปจะปลูกด้วยกล้าไม้ ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการปลูกด้วยเหง้า ก่อนจะย้ายปลูกลงในแปลงประมาณ 2 อาทิตย์ ควรลดปริมาณการให้น้ำ (การรดน้ำ) แก่กล้าลง ทั้งนี้เพื่อให้กล้าไม้มีการปรับตัว และทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้หลังจาก การปลูกเนื่องจากฝนทิ้งช่วงก่อนนำไปปลูกกล้าไม้ ้ควรได้รับการใส่ปุ๋ยด้วยในปริมาณที่
ี่พอเหมาะ (ประมาณต้นละ 1 ช้อนชา) ทั้งเพื่อให้ให้กล้าไม้มีปริมาณธาตุอาหาร ที่เพียงพอในช่วยระยะแรกของ การตั้งตัว และสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้

                    การเตรียมหลุมสำหรับการปลูกกล้าไม้ ควรขุดให้ลึกพอที่จะคลุมระบบรากได้หมดหาก มีการใส่ปุ๋ยที่กล้าไม้ก่อนย้ายปลูกแล้ว การใส่ปุ๋ย ที่ก้นหลุมอาจจะไม่จำเป็น หากบริเวณแปลงปลูกมีปลวกอยู่มากควรใส่ยากำจัดปลวกที่ก้นหลุมด้วย สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสมนั้นควร จะเป็น 2 x 2 หรือ 3 x 3 เมตร ซึ่งให้ผลไม่แตกต่างกันเท่าใดนักในอัตราการเจริญเติบโต (อนันต์ สอนง่าย และคณะ 2531)

                   ไม้พะยูงสามารถปลูกผสมกับไม้ชนิดอื่นได้ แต่พรรณไม้ที่จะปลูกผสมกับพะยูง ควรเป็นพรรณไม้ที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งอัตราการเจริญเติบโต และความต้องการในสภาพของระบบนิเวศน์ที่คล้ายคลึงกันทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการวิวัฒนาการร่วมกันและลดการแก่งแย่งกันของระบบรากและเรือนยอดในระยะยาว พรรณไม้ที่จะใช้ปลูกร่วมกับพะยูงอาจเป็น ประดู่ มะค่าโมง และแดง เป็นต้น

การบำรุงรักษา

                    ระยะเวลาสำหรับการบำรุงรักษาแปลงปลูกไม้พะยูงนั้นยังกำหนดแน่นอนไม้ได้ เพราะขึ้นอยู่กับงบประมาณและการ เจริญเติบโตของต้นไม้ ที่ปลูกแต่ละพื้นที่ว่าจะสามารถครอบคลุม การเจริญเติบโตของวัชพืชได้เร็วเพียงใด อย่างไรก็ตามพอสรุปในเบื้องต้นได้ว่าควรมี การบำรุงรักษาติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี

                    การบำรุงรักษามีวิธีปฏิบัติในลักษณะเดียวกับการบำรุงรักษาพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ ที่กำจัดวัชพืชควรดำเนินการ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะในฤดูแล้งไม่ควรให้มีวัชพืชหรือเศษวัชพืชอยู่ในแปลง เพราะจะกลายเป็นเชื้อเพลิงและก่อให้เกิดไฟไหม้แปลงได้้การกำจัดวัชพืชในช่วงก่อนถึงฤดูแล้ง
จึงมีความสำคัญมากและควรดำเนินการควบคู่ไปกับการป้องกันไฟ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นมากในระยะที่ต้นไม้ยังเล็กอยู่ การป้องกันไฟควรเริ่มดำเนิน
การตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม หรือเมื่อแน่ใจว่า ไม่มีโอกาสที่จะเกิดไฟได้อีก

                    การใส่ปุ๋ยในระยะที่ต้นไม้ยังเล็กมีความสำคัญมากเพราะยังอยู่ในภาวะที่ต้องแก่งแย่ง กับวัชพืชกล้าไม้จึงควรได้รับ การใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณการป้องกันโรค และแมลงหากมีการระบาดอย่างรุนแรงก็มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่เหมาะสม พร้อมทั้งขจัด ทำลายไม้ที่ได้รับความเสียหายจากโรคและแมลง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่แพร่ระบาดของโรคและแมลงต่อไป ในขณะที่ต้นไม้ยังเล็กอยู่ช่วง 3-5 ปีแรกของการปลูกไม่้ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงเข้าแปลงปลูกเพราะสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจะเหยียบย่ำต้นไม้และกัดกินใบและยอดซึ่งจะทำให้ต้นไม้เสียรูปทรงและอาจตายได้

                    การบำรุงต้นไม้ด้วยการตัดและแต่งกิ่งสำหรับพะยูงอาจจะไม่มีความจำเป็นเท่าใดนัก นอกเสียจากเป็นส่วนที่ถูกทำลายด้วยโรคและแมลง เพื่อมิให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดต่อไป การปลูกพะยูงในระยะปลูกที่แคบเช่น 2 x 2 เมตร จะช่วยให้ต้นไม้้มีการริีดกิ่งเองตามธรรมชาติได้ดีกว่าการปลูกในระยะ
ที่ห่างสำหรับการตัดสางขยายระยะนั้นยังไม่มีตัวเลขกำหนดแน่นอนว่าควรจะเป็นเมื่อไรหรือเมื่อไม้มีขนาดเท่าใดเพราะขึ้นอยู่กับระยะปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณนั้น อย่างไรก็ตามข้อสังเกตสำหรับพิจารณาการตัดสางขยายระยะคือ เมื่อเรือนยอดเริ่มเบียดเสียดชิดกันมาก และการตัดสางขยายระยะ ควรพิจารณาต้นที่โตด้อยหรือแคระแกร็นกว่าต้นอื่นเป็นหลัก

โรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ

                    พะยูงมีศัตรูธรรมชาติที่เป็นทั้งโรคและแมลงหลายชนิดด้วยกัน แมลงมีทั้งที่เจาะเมล็ด เช่น Antrocephalus sp. พวกกัดกินใบ เช่น Plecoptera Feflexa, Psilogramma menephron พวกม้วนใบ เช่น Apoderus sp. และพวกเจาะลำต้น เช่น Sphenoptera sp. เป็นต้น (ฉวีวรรณ หุตะเจริญ 2526) สำหรับโรคที่เป็นศัตรูของพะยูงมักพบในขณะที่เป็นกล้าอยู่ได้แก่ โรคราสนิม ( Rust ) ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Maravalia pterocarpi (thir.) Thir. ซึ่งจะทำลายทั้งส่วนใบและลำต้นของกล้าไม้ โดยเฉพาะกิ่งยอด และโรคใบจุด (Tar spot) ซึ่งเกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Ascomycetes โดยจะทำลายใบ (กฤษณา พงษ์พานิช และคณะ 2531)

 

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                    พะยูงแม้จะเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่เนื่องจากเป็นไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างช้าจึงได้รับความสนใจน้อยมาก ในการปลูก
สร้างสวนป่า ความรู้เกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตของไม้หนุ่มจนถึงช่วงอายุตัดฝัน ตลอดจนอัตรา ผลผลิต ทั้งในรูปน้ำหนักและปริมาตรไม้ในแต่ละช่วงอายุตัดฟัน
จึงยังจำกัด อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตของพะยูง ในช่วงที่ยังเป็นกล้าไม้ หรือไม้เล็กมีผู้ศึกษาและได้ผลดังนี้ เมื่อปลูกด้วยระยะปลูก 2 x 3 เมตร
กล้าไม้เมื่อมีอายุ 1 และ 2 ปี จะมีความสูง 1.1 เมตรและ 2.1 เมตรตามลำดับ และกล้าไม้อายุ 4 ปี เมื่อปลูกในระยะ 2 x 2 เมตร จะมีความสูง 4.4 เมตร
(อนันต์ สอนง่าย และคณะ 2531) แม้จะไม่มีข้อมูลแสดงถึงอัตราการเจริญเติบโตของไม้อายุมากกว่า 10 ปีก็ตาม อัตราการเจริญเติบโตในช่วงอายุ 1-4 ปี ก็นับว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

การใช้ประโยชน์

                    ประโยชน์ของไม้พะยูงโดยมากจะอยู่ในรูปของการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ที่มีสีสันและลวดลายสวยงามจนถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดชนิด
หนึ่งในตลาดโลก เนื้อไม้พะยูงมีความละเอียด เหนียวแข็งทนทานและชักเงาได้ดีี มีน้ำมันในตัวจึงมักใช้ทำเครื่อง เรืีอน เครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในการแกะสลัก
และทำด้ามเครื่องมือต่าง ๆ

ข้อจำกัดของไม้ชนิดนี้

                    พะยูงแม้จะเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญและสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่เนื่องจากเป็นไม้ที่โตค่อนข้างช้า อีกทั้งไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับช่วงอายุตัดฟันและอัตราผลผลิตที่พึงได้ พะยูงจึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรในการปลูกสร้างสวนป่าอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการปลูกไม้ชนิดนี้ให้ประสบความสำเร็จ สำหรับการทำลายของโรคและแมลง นั้นไม่ใช่ปัญหาและอุปสรรค สำคัญของ
การปลูกสร้างสวนป่าของไม้ชนิดนี้

ข้อเสนอแนะต่อราษฎรและภาคเอกชนที่สนใจในการปลูกไม้ชนิดนี้

                    พะยูงเป็นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่คุ้มค่าแก่การลงทุนและให้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตามคุณภาพของเนื้อไม้นับว่า เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงไม้พะยูงมีแนวโน้มที่จะแตกเป็นพุ่ม ตั้งแต่ในขณะที่มีอายุน้อยเพียง 3-4 ปี ดังนั้นการปลูกควรจะปลูกในระยะชิด
เช่น 2 x 2 เมตร ทั้งนี้เพื่อเป็นการบังคับรูปทรงของต้นไม้ให้มีความเปลาตรงมากขึ้นและสะดวกต่อการควบคุมวัชพืช และที่สำคัญเมล็ด
ที่จะใช้สำหรับการเพาะกล้าควรมีคุณภาพหรือได้รับการปรับปรุงคุณภาพพันธุศาสตร์แล้ว

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้
โดย ชัยสิทธิ์ เลี้ยงศิริ และคณะ

——————————————————————————————————————————————————————————————

ชิงชัน

คำนำ

                      ไม้ชิงชังมีชื่อพื้นเมืองว่า ประดู่ชิงชัน ดู่สะแตน เก็ดแดง อีเม็ง พยุงแกลบ กะซิบ หมากพลูตั๊กแตน Burma rosewood, Tamalan มีชื่อ
วิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia oliveri Gamble โดยมีชื่อพ้อง 2 ชื่อ D.bariensis Pierre และ D.dongnaiensis Pierre ชิงชันจัดอยู่ในสกุลไม้ชิงชัน
(Dalbergia Linn.) ในอนุวงศ์ประดู่ (Papilionatae) ของวงศ์ไม้ประดู่ (Leguminosae) ไม้สกุลไม้ชิงชัน มีอยู่ทั้งสิ้น ประมาณ 80 ชนิด ใน ประเทศไทยมีประมาณ
30 ชนิด แต่ที่หวงห้ามมีเพียง 3 ชนิด คือ พะยูง (D.cochinchinensis), ชิงชัน (D.oliveri) และกระพี้เขา (D.cultrata) มีถิ่นกำเนิดในพม่า, ลาว และไทย
และถูกนำไปปลูกในมาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นที่รู้จักกัน ทั่วโลกว่า ไม้ตระกูลนี้มีเนื้อไม้และแก่นที่สวยงาม แข็งแรง ทนทาน จึงนิยมใช้ทำเครื่องเรือน
เครื่องใช้ต่างๆ เครื่องแกะสลัก หวี มุถือและด้ามเครื่องมือ

ลักษณะทั่วไป

                       ไม้ชิงชันจัดเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร เปลือกหนามีสีน้ำตาลเทา กะเทาะล่อนเป็นแว่นหรือแผ่นขนาดเล็ก เปลือกในสีเหลือง เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง แก่นสีม่วง ถึงน้ำตาลอมม่วงมีเส้นแทรกดำและมีเสี้ยนสน ยอดอ่อน ใบอ่อนออกสีแดงเกลี้ยง หรือมีขนเบาบาง ใบเป็นช่อ ก้านช่อยาว 5-30 เซนติเมตร ส่วนมากจะมีใบประกอบย่อย 11-17 ใบ เมื่อยังเล็ก จะมีลักษณะค่อนข้างกลมและมีลักษณะยาวรีหรือเรียวเป็นรูปขอบขนานแกมรูปหอก เมื่อต้นไม้มีอายุมากขึ้น ใบกว้าง 1-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ฐานใบกลมหรือเป็นรูปลิ่มกว้างๆ ปลายใบมนทู่หรือ ยักเว้าเล็กน้อยทางกด้านท้องใบจะมีสีจางกว่าหลังใบ ดอกมีสีขาวอมม่วง เกิดบนช่อดอกเชิงประกอบตามปลายกิ่ง ดอกจะเกิดพร้อมกับการผลิใบใหม่ในราวเดือน มีนาคม-พฤษภาคม เกสรผู้แยกออกเป็นสองกลุ่มๆ ละ 5 อัน ฝักมีลักษณะยาวรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง 3-3.5 เซนติเมตร นาว 8-17 เซนติเมตร ส่วนที่หุ้มเมล็ดหนาแข็ง มีลักษณะเป็นกระเปาะผิวเรียบบางไม่เห็นเส้นแขนง ตัวของกระเปาะกลมหรือแกรมรีเล็กน้อยนูนเด่นออกมาเห็นได้ชัด รอบๆ กระเปาะจะมีลักษณะคล้ายปีกแผ่กว้างออกไปเห็นได้ชัด ฝักจะแก่ประมาณสองเดือนหลังจากออกดอก เมล็ด ส่วนมากจะมีเมล็ดเดียวแต่อาจพบบ้างที่มีจำนวน 2-3 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะ คล้ายรูปไตสีน้ำตาล กว้าง 0.6 เซนติเมตร ยาง 1 เซนติเมตร ระบบราก เท่าที่มีการศึกษาระบบรากของกล้าไม้พบว่าจะมีรากแก้วยาวมาก มีรากฝอยที่เกิดจากรากแขนงจำนวนปานกลาง และมักจะพบปมรากถั่วเกิดอยู่เสมอ

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                       พบขึ้นอยู่ในประเทศพม่า, ลาว และไทยกระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ที่มีสภาพแห้งแล้ง (dry type) มักพบเกิดอยู่ร่วมกับไม้สักและไม้ไผ่และบ่อยครั้งก็พบในป่าเต็งรังที่เป็นดินลูกรัง ที่พบในประเทศไทย มีขึ้นอยู่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

                       ถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติของไม้ชนิดนี้พบว่า จะขึ้นอยู่ในที่ ที่มีอุณหภูมิใต้ร่มไม้สูงสุดระหว่าง 40° C ถึง 43° C และอุณหภูมิต่ำสุดระหว่าง 4.4° C ถึง 7.2° C มีปริมาณน้ำฝนในระหว่าง 875-2,000 มม. เกิดในบริเวณพื้นดินที่มีการระบายน้ำดี ทั้งในพื้นที่ที่มีความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง 500 เมตร จากน้ำทะเล

การขยายพันธุ์และผลิตกล้า

                       ชิงชันเป็นพันธุ์ไม้ที่มีระบบรากลึก และสามารถทนต่อความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีในระยะแรกของการพัฒนา ไม้ชนิดนี้
กลับต้องการดูแลพอสมควร การขยายพันธุ์ไม้ชิงชันสามารถทำได้ทั้ง โดยอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์โดย ไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์
โดยไม่อาศัยเพศ เช่น การต่อกิ่ง, การตอน ไม้ชนิดนี้ยังมีการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติได้ดี โดยจำเป็นต้อง มีการเตรียมพื้นที่ช่วย เป็นต้นว่า ใช้วิธีจุดไฟเผา
วัชพืชตลอดจน ไม้พื้นล่าง คุณสมบัติที่ดีอีกอย่างของไม้ชิงชันคือเป็นไม้ที่ ี่สามารถแตกหน่อได้ด้วย การเก็บเมล็ดจะเริ่มได้ในราวเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม
ฝักที่เริ่มแห้งและมีเมล็ดสีน้ำตาลหลังจากเก็บฝักมาแล้ว ควรทำการเก็บเมล็ดโดยการผึ่งแดดให้แห้ง และสีเอาส่วนของปีกออก หรือโดยการตัดเอาเฉพาะ
ส่วนของเมล็ดไว้เท่านั้น เมล็ดไม้ชิงชันที่ผ่านการสีเอาปีกอออกจะมีจำนวน 3,500 เมล็ด/กิโลกรัมและ หากตัดเอาเฉพาะส่วนของเมล็ดเท่านั้นจะมีจำนวน
5,500 เมล็ด/กิโลกรัม การเก็บเมล็ดอาจทำโดยนำไปเก็บไว้ในกระสอบที่แขวนไว้เหนือดิน ในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก การเก็บรักษาให้ผลดีที่สุด
เก็บได้นานถึง 3 ปี โดยเก็บในปีบ ขวด หรือภาชนะที่ปิดสนิทไม่ให้อากาศเข้าได้ แล้วเก็บรักษาใน อุณหภูมิต่ำ 2-150° C
                       การปฏิบัติต่อเมล็ดก่อนเพาะทำได้โดยการแช่ในน้ำร้อน (60° C ) แล้วทิ้งให้เย็นเป็นเวลา 6 ชั่วโมง นำลงเพาะใน กระบะทรายหรือดินร่วน
ที่มีการระบาย น้ำดี แล้วใช้ทรายกลบหนาประมาณ 2 เซนติเมตร เมล็ดจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ โดยจะใช้เวลาการงอกประมาณ
11 วัน หลังจาก เมล็ดเริ่มงอกได้ประมาณ 4-5 วัน ก็สามารถย้ายชำ ลงในถุงพลาสติก ขนาด 4 x 6 นิ้ว ที่บรรจุดินที่มีการผสมไว้แล้ว  การย้ายชำกล้าปลูกไม้ชิงชัน
ต้องการการดูแลพอสมควรเพราะไม้ชนิดนี้เป็นไม้โตช้า หากไม่ได้รับการดูแลในระยะแรกจะทำ ให้มีเปอร์เซ็นต์การอดตายน้อย ดังนั้นการดูแลจึงเริ่มมาจาก
การเตรียมดิน สูตรของการเตรียมดิน จะแตกต่างกันไปตามลักษณะดินของแต่ละท้องที่ โดยมีส่วนประกอบหลัก คือ ดิน ทราย ขี้เถ้าแกลบ ปละปุ๋ยหมัก
                       เนื่องจากไม้ชนิดนี้เป็นไม้ที่ต้องการร่มเงาในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงไม่ควร เพาะชำกลางแจ้ง ในช่วงแรกหลังจากการ
ย้ายชำควรรดน้ำ เช้าและเย็น และมีการรดน้ำเสริมในวันที่มีอากาศร้อนจัด หลังจากกล้าไม้ตั้งตัวได้ ้จึงลดปริมาณการรดน้ำลง ในระยะหลังจากการย้ายชำนี้
ปัญหาโรคและแมลง ที่อาจเกิดขึ้นได้คือ โรคเน่าคอดิน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาโดยการควบคุมการให้น้ำไม่ให้แฉะเกินไป ปัญหาแมลงที่จะคอยกัดกินยอดอ่อน
ก็อาจเกิดขึ้นได้้ในระยะนี้ ี้แต่ไม่รุนแรงนักอาจแก้ปัญหาโดยการสังเกตและการพ่นยาฆ่าแมลงบ้างเป็นครั้งคราว กล้าไม้ชิงชันจะโตถึงขนาดที่สามารถ
ย้ายปลูกได้ เมื่อมีอายุ 6 เดือน โดยจะมีความสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร และถ้าพื้นที่ที่จะนำไปปลูกแล้งจัด ก็ควรจะทำการเก็บกล้าไม้ไว้ปลูกฤดูฝนต่อไป
โดยต้นไม้ข้ามปีจะมีความสูงราว 2 ฟุต ก่อนการย้ายปลูก

การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่ปลูก

                       เนื่องจากไม้ชิงชัน โดยธรรมชาติพบขึ้นอยู่ในป่าเบญจพรรณ และ ป่าเต็งรังที่มีดินเป็นดินลูกรัง มีการระบายน้ำไม่ดีนัก การคัดเลือกพื้นที่ปลูก
จึงกระทำได้ไม่ยากเพราะสามารถใช้พื้นที่ที่มีดินมีการระยาบน้ำดี ซึ่งเหมาะกับพืชทุกชนิดไปจนถึงดินที่มีการระบายน้ำ ไม่ค่อยดี และควรจะเป็นพื้นที่ที่มีความสูง
ไม่เกิน 500 เมตร จากระดับน้ำทะเล สิ่งสำคัญคือการเตรียมพื้นที่ปลูกเมื่อกำจัดวัชพืช แล้วใช้รถไถ พรวนดิน และถ้ามีแรงงาน หรืองบประมาณพอสมควร
ขุดหลุมขนาด 30 x 30 x 30 ม. และรองก้นหลุมพร้อมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ผสมปุ๋ยเคมี จะเป็นการส่งเสริมความรอด และการเจริญเติบโตได้อย่างดี
ในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการปลูกในเชิงพาณิชย์ เพราะไม้ชิงชัน เป็นไม้ ที่โตช้า จะพบว่ามี การปลูกบ้างเฉพาะในสวนป่าของรัฐ

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                       การปลูกไม้ชิงชันไม่ควรเป็นไม้ชนิดเดียวทั้งแปลง ควรปลูกร่วมกับไม้โตเร็วอื่น ๆ เนื่องจากเป็นไม้โตช้ามาก ไม่สามารถที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต
ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และขณะเดียวกันก็ยังต้องการร่มเงา ในระยะแรก พบว่าไม้ชนิดนี้ จะมีลักษณะคดงอ และแตกกิ่งก้านมากหากปลูกกลางแจ้ง
แต่จะเจริญเติบโตได้ดีมาก หากมีการบังแสง จากทางด้านข้าง และมีการได้รับแสงบ้างเฉพาะจากทางด้านบนก่อนการย้ายปลูกจำเป็นต้องมีการทำให้กล้าไม้แกร่ง
โดยการลดปริมาณการให้น้ำ ลงอย่างน้อย 2 อาทิตย์ก่อนปลูก เช่น การรดน้ำแบบวันเว้นวัน เป็นต้น ในวันที่จะนำปลูกให้ทำการรดน้ำให้ชุ่ม
                       การปลูกไม้ชิงชันจะกระทำในช่วงฤดูฝน หลังจากการเตรียมพื้นที่แล้วเมื่อถึงเวลาปลูก อาจจะต้องมีการเตรียมการ อีกเล็กน้อย เช่น ในกรณี
ีที่มีหญ้าคา ขึ้นอยู่ ก็ควรดายหญ้ารอบๆ หลุมอีกครั้งหนึ่งระยะปลูกที่เหมาะสมที่สุดยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด แต่ควรเป็นระยะปลูกที่เอื้ออำนวย
ต่อการปลูกร่วม กับไม้อื่นหรือการปลูกแบบวนเกษตร เช่น 4 x 4, 2 x 8 เมตร เป็นต้น
                       การกำจัดวัชพืชไม่ให้ขึ้นปกคลุมกล้าไม้ในระยะแรกเป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะนอกจากวัชพืช ปกคลุมจนกล้าไม้ ไม่ได้รับแสงเลยแล้วยังจะแย่งน้ำ
และธาตุอาหารพืชอื่นๆ จากกล้าไม้อีกด้วย แต่หาก ทำการปลูกในระหว่างแถวของไม้โตเร็ว อื่นๆ เช่น กระถินยักษ์ หรือไม้พวกอะคาเซียต่างๆ นอกจาก
จะเป็นการใช้ร่มเงา แล้ว ยังลดปัญหาวัชพืชได้อีกด้วย

การบำรุงรักษา

                      พบว่าไม้ชนิดนี้สามารถทนต่อไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีได้ แต่ถ้าเป็นไปป่าชนิด ที่เป็นไฟเรือนยอดแล้วมักจะตาย ดังนั้นการทำแนวป้องกันไฟ ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับไม้ชนิดนี้ สำหรับ การปลูกในระบบวนเกษตร ที่มีการเลี้ยงปศุสัตว์พบว่าสัตว์อาจกัด กินยอดอ่อนของกล้าไม่ชิงชันได้ ดังนั้น
การปล่อยสัตว์ไปเลี้ยง ในสวนป่าควรปล่อยในระยะที่กล้าไม้มีความสูงในระดับที่ปลอดภัยแล้วประมาณ 5 ปี ภายหลังการย้ายปลูกลงพื้นที่

โรค แมลง และศัตรูธรรมชาติ

                     โรคและแมลงที่พบในระยะกล้าไม้คือ โรคเน่าคอดิน และแมลงกัดกินยอดอ่อน ยังไม่มีการศึกษาถึงชนิดของแมลงที่เข้าทำลายไม้ชนิดนี้

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                     เนื่องจากพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นไม้โตช้า ดังนั้นจากการประมาณการเจริญเติบโตในป่าธรรมชาติเมื่อต้นไม้มีขนาดเส้นรอบวง 180 ซม.
จะต้องมีอายุถึง 80-160 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพื้นที่ ซึ่งคาดว่าหาก ทำการปลูกในรูปของสวนป่าที่มีการเตรียมพื้นที่อย่างดี เช่นการไถพรวน ขุดหลุม ใส่ปุ๋ย
ไม้ชิงชันคงมีการเจริญเติบ โตที่ดีกว่านี้ และควรมีระยะเวลาของรอบตัดฟันสิ้นลง การปลูกไม้ชนิดนี้ที่สวน ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าหมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ซึ่งพื้นที่เดิมเป็นป่าดิบแล้ง ในพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกระยะ 4 x 4 เมตร เมื่ออายุ 2 ปี มีการรอดตายที่ดีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ความสูงประมาณ 1 เมตร

การใช้ประโยชน์

                    เนื่องจากเนื้อไม้สวยงาม มีความหนาแน่นสูง ( 905-1140 kg/cu.m ) มีอายุการ ใช้งานมากกว่า 25 ปี จึงมีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง
เช่นใช้เป็นไม้โครงสร้างในการก่อสร้าง เป็นไม้ฟื้น ตัวถังรถ เฟอร์นิเจอร์ ด้ามเครื่องมือ เครื่องกีฬา เครื่องมือเกษตร ตกแต่งภายใน เป็นไม้ข้อต่อ
ใช้ทำเสา แกะสลัก ของเล่น ไม้หนอนรถไฟ ฯลฯ
                    นอกจากประโยชน์ที่ได้รับจากเนื้อไม้โดยตรงแล้ว ไม้ชนิดนี้ยังอาจเป็นไม้ที่ปลูกเพื่อ การปรับปรุงพื้นที่ได้ เนื่องจากเป็นไม้ในตระกูลถั่ว
สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ และจากการที่มีระบบรากลึกจึงทำให้สามารถทนแล้ง และสามารถใช้ประโยชน์ จากน้ำและธาตุอาหารพืชในระดับต่ำกว่า
พืชชนิดอื่นได้ ซึ่งเป็นข้อดีในการปลูกร่วมกับพืชที่มีระบบรากตื้น

ข้อจำกัดของไม้ชนิดนี้และข้อเสนอแนะต่อภาคเอกชน

                       ชิงชันมีการเจริญเติบโตและถ้าหากเปรียบเทียบไม้โตเร็วแล้ว ถือว่าชิงชันต้องการดูแลมากกว่า รวมทั้งรอบตัดฟันที่ยาวนานมาก
อาจไม่คุ้มทุนต่อสภาพการณ์ ์ปัจจุบัน ประกอบกับข้อมูลทางวนวัฒน์ ยังน้อยมาก น่าที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐ ทำการปลูกสร้างสวนป่าของไม้ชนิดนี้นำไปก่อน
เพื่อให้มีข้อมูลประกอบ การตัดสินใจ แก่ภาคเอกชนมากขึ้น
                       อย่างไรก็ตามไม้ชนิดนี้ก็จัดเป็นไม้ที่น่าทดลองปลูก เพราะเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้สวยงามและ มีค่ามาก และเพื่อทดแทน ไม้ชิงชัน
ในป่าธรรมชาติที่นับวันจะ ลดน้อยลง โดยปลูกร่วมกับไม้โตเร็วแล้วใช้ ระบบการตัดฟันแบบ Coppice-standard ซึ่งไม้ชนิดนี้ มีความสามารถใน
การแตกหน่อได้ดีอยู่แล้ว สิ่งเร่งด่วนหรือที่ทำก่อน ก็คือการรวบร่วมพันธุ์ไม้ชิงชันไว้โยคัดเลือกต้นแม่ ที่ดีจากแหล่ง ต่างๆ ทุกภาคเก็บรวบร่วมพันธุ์ทั้งจากกิ่งปักชำ
และจากเมล็ดของต้นแม่ที่ดีโดยตรงมาปลูกอนุรักษ์ ์พันธุ์ไว้เพื่อเก็บเมล็ด และขยายพันธุ์ต่อไป

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้
โดยบัณฑิต คบหมู่ และคณะ

——————————————————————————————

กฤษณา

ยางนา

 


คำนำ

                    ยางนา (Dipterocarpus alatus Roxb.) เป็นไม้ที่มีคุณค่าสำคัญยิ่งในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยชนิดหนึ่ง เพราะเป็นที่นิยมใช้สอยกันมาก
ในการก่อสร้างบ้านเรือนและในการทำไม้อัดรวมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ยังให้น้ำมันยางซึ่งใช้ในการทำไม้ ยาเรือ ทำน้ำมันทาบ้าน ตลอดจนใช้เป็นยารักษาโรค แต่ปริมาณไม้ยางนาในปัจจุบันได้ ลดน้อยลงมาก เนื่องจากการทำไม้และโดยที่ไม้ยางนาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ในที่ราบริมน้ำ ซึ่งจะถูก
บุกรุกแผ้วถางกลายเป็นเรือกสวนและไร่นา ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องทำการปลูกสร้างสวนป่าไม้ยางนาขึ้นทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสม และหาวิธีการ
เพิ่มปริมาณไม้ยางนาในป่าธรรมชาติให้เพิ่มมากขึ้น

                    ไม้ชนิดนี้มีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ยางนา ยางขาว ยาง ยางแม่น้ำ ยางหยวก (ทั่วไป) ยางกุง (เลย) ยางควาย
(หนองคาย) ยางเนิน (จันทบุรี) ราลอย (สุรินทร์) ลอยด์ (นครพนม) ทองหลัก (ละว้า) ยางตัง (ชุมพร) จะดียล (เขมร) เคาะ (เชียงใหม่) ขะยาง (นครราชสีมา)
กาดีล (ปราจีนบุรี) Kanyin, Kanyin-byv (พม่า) , Nhang,Nhang Khao, Nhang mouk (ลาว) , Chhoeuteal than, Chur tuk, Gnang (กัมพูชา) , Dzaunuoc,
Dzau con rai trang (เวียดนาม) โดยยางนานี้จัดอยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae สกุล Dipterocarpus มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเกาะบอร์เนียว ไม้ยางนาชอบขึ้น
อยู่ในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้น โดยเฉพาะในที่ราบริมน้ำทั่วไป การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติปกติไม่้ดีนัก จึงทำให้พบแต่ไม้ยางนาที่มีขนาดใหญ่เป็นส่วนมากกล้าไม้มีน้อย

ลักษณะทั่วไปของไม้ยางนา

                    ยางนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูง 30-40 เมตร ความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรกประมาณ 20 เมตร ลำต้น เปลาตรง เปลือกเรียบหนา
สีเทาปนขาว โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนา เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง ใบ เป็นรูปไข่แกมรูปหอก ขนาด 8-15 x 20-35 เซนติเมตร เนื้อใบหนา ปลายใบสอบเรียว โคนใบเรียบ เส้นแขนงใบมี 14-17 คู่ ก้านยาว 4 เซนติเมตร กาบหุ้มยอดมีขนยาวๆ สีน้ำตาล ดอกเป็นสีชมพูออกเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบ
ตอนปลายๆ กิ่ง กลีบรองกลีบดอกตอนโคนเชื่อติดกัน เป็นรูปถ้วยและมีครีบ ตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยาว 2 แฉก สั้น 3 แฉก มีขนสั้นๆ สีน้ำตาล
ปกคลุมทั่วไป กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบประมานติดกัน ปลายกลีบบิดเวียนตามกันแบบกังหัน เกสรตัวผู้ มี 29 อัน รังไข่มี 3 ช่อง ไข่อ่อนช่องละ 2 อัน
ผลมีลักษณะกลม มีครีบตามยาวตลอด 5 ครีบ ปีกยาว 2 ปีก ขนาด 2.5-3 x 10-12 เซนติเมตร ปีกสั้น 3 ปีก เป็นรูปหูหนู

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้ยางนา

                    ยางนาเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบขึ้นเป็นกลุ่มตามที่ราบชายลำธารในป่าดิบทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย 200-600 เมตร มีลักษณะ
การกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ บังคลาเทศ ตอนใต้ของพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สำหรับการกระจายพันธุ์ไม้ในประเทศไทยนั้น ไม้ยางนายัง
สามารถขึ้นอยู่ทุกภาคของประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือมีในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และกระจัดกระจายทั่วไปในป่าสองข้างถนนสายลำพูน –
ตากกำแพงเพชร และจากกำแพงเพชร – นครสวรรค์ ยางนาสามารถกระจัดกระจายอยู่ทั้งสองฝั่งถนน และมีมากในจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี ปัจจุบันนี้มี
ปริมาณลดน้อยลง อย่างมากเนื่องมาจากการจัดสรรที่ดิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบทั่วไปในจังหวัดเลย ขอนแก่น และนครราชสีมา ในภาคกลางขึ้นอยู่ทั่วไป
แถบจังหวัดสระบุรี และกาญจนบุรี ในภาคตะวันออกสามารถขึ้นอยู่ได้ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี จันทบุรี และตราด ในภาคใต้พบที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้าไม้ยางนา

                    ปกติไม้ยางนาจะให้เมล็ดต่อต้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะให้เมล็ดที่สมบูรณ์ ประมาณ 70-80% ของเมล็ดทั้งหมด การขยายพันธุ์เพื่อการปลูกสร้าง
สวนป่านิยมใช้เมล็ดเพื่อการขยายพันธุ์ เพราะสามารถเตรียมกล้าไม้ได้เป็นจำนวนมาก และง่ายในการดูแลรักษา

1. ลักษณะเมล็ด

                    เมล็ดยางนาก็คือผลของยางนานั่นเอง ในผลหนึ่งจะมีเพียงเมล็ดเดียว และการเก็บเมล็ดและเพาะเมล็ดยางนา ก็คือการเก็บทั้งผลและเพาะทั้งผล
นั่นเอง เพราะเมล็ดมี calyx ซึ่งมี 5 แฉกหุ้มไว้เกือบมิด และมี 2 lobes ซึ่งเจริญยาวกลายเป็นปีกของผลหรือเมล็ด ระหว่างปีกทั้งสองมีปลายแหลมซึ่งเป็นปลาย
รากของเมล็ด ลักษณะเมล็ดดี ถ้าพิจารณาดูจากภายนอก เปลือกหุ้มจะพองนูนสม่ำเสมอปลายรากซึ่งอยู่ระหว่างปีกทั้งสองมีสีเขียวอ่อนและสด ถ้าผ่าดูภาย
ในเมล็ด เนื้อของ cotyledon จะมีสีขาวและมีเส้นสีน้ำตาล กระจัดกระจายบีบดูรู้สึกนุ่มมือและ มียางเหนียว ลักษณะเมล็ดเสียถ้าพิจารณาดูจากภายนอก จะเห็น
ว่าเปลือกหุ้มเมล็ดมักแฟบลง หรือแฟบ ที่ขั้วของผลเมล็ดจะแห้ง ปลายรากของเมล็ดเหี่ยวซีด ถ้าผ่าดูภายในเมล็ดส่วนที่เป็น Cotyledon จะแข็งและล่อน
ไม่ติดกับเปลือกนอก เนื้อของเมล็ดในจะมีสีน้ำตาล จำนวนและน้ำหนักของเมล็ดยางนา 1 ถัง (20 ลิตร) มีปริมาณเฉลี่ย เท่ากับ 900 เมล็ด หรือ 228 เมล็ด
ต่อ 1 กิโลกรัม

2. การเก็บเมล็ดไม้ยางนา

                    ผลยางนาจะแก่ในราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและแต่ละท้องที่จากการศึกษา ไม้ยางนาในประเทศไทยพบว่า
ไม้ยางในภาคใต้จะแก่ก่อนในภาคกลางและภาคอีสาน ในภาคเหนือจะแก่หลังสุด การแก่ของผลยางนา เราดูได้จากสีของปีกจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำตาล
หรือจากการศึกษาทำ cutting test ดูการพัฒนาของ endosperm ภายใน หรือจากการศึกษาเรื่องน้ำหนักของเมล็ดซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมล็ดแก่
จึงจะหยุดการเพิ่มน้ำหนักและน้ำหนักจะเริ่มลดลง เนื่องจากเมล็ดไม้ยางนาจะสูญเสียความมีชีวิตประมาณ 75% เมล็ดจะถูกทำลายโดย ค้างคาว หนู กระรอก และแมลงต่างๆ ประมาณ 43% และอีก 9% เป็นเมล็ดที่ตายหรือไม่สมบูรณ์ เมล็ดยางนาเป็นแบบ recalcitrant seed คือ เป็นเมล็ดที่ไม่สามารถ ลดความชื้น
ภายในเมล็ดลงให้เหลือน้อยๆ ได้ถ้าความชื้นลดลงมากเมล็ดจะไม่สามารถงอกได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเก็บเมล็ด คือเก็บจากบนต้นเมื่อเมล็ดแก่
ก่อนจะร่วงลงมา แล้วทำการรีบเพาะทันที

3. การเก็บรักษาเมล็ดไม้ยางนา

                    Yap , Maury-Lechon et . al . (1981) ได้ทำการศึกษาเรื่องเมล็ดไม้วงศ์ยาง และได้แนะนำว่าความมีชีวิตของเมล็ด เกี่ยวข้องกันอย่างมาก
กับความชื้นภายในเมล็ด (moisture content) และพบว่าถ้าความชื้นภายในเมล็ดน้อยกว่า 30%เมล็ดไม้วงศ์ยาง จะตาย หรือมีเปอร์เซ็นต์การงอกน้อยมาก
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาเรื่องเมล็ดไม้ยางนาที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าอาเซี่ยน-แคนาดา จังหวัดสระบุรี พบว่าเมล็ดไม้ยางนาที่ทำการเก็บในเดือนพฤษภาคม
2527 หลังจากเก็บไว้ 30 วันในร่ม ซึ่งมีความชื้นเหลือเพียง 10.80% ยังสามารถงอกได้ 24% โดยพบว่าความชื้นของผลมีอยู่ในส่วนปีกมากที่สุด ดังนั้นถ้า
เราทำการเด็ดปีกออกก่อนทำการเก็บเมล็ด จะสูญเสียความมีชีวิตเร็วกว่าเก็บไว้ทั้งปีกมากและจากการทดลองการเก็บรักษาเมล็ดในถุงผ้าพบว่า เก็บไว้ที่
อุณหภูมิ 15° ซ จะเก็บไว้ได้นานที่สุด รองลงมาคือเก็บไว้ในสภาพธรรมชาติ และเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20 ° ซ น้อยที่สุด

4. การเพาะเมล็ดไม้ยางนา

                    การเพาะเมล็ดไม้ยางนาเพื่อการวิจัยในห้องเพาะเมล็ดพบว่าเมื่อทำการเพาะเมล็ดที่เก็บในธรรมชาติโดยเด็ดปีก ก่อนจะเริ่มงอกหลังจากเพาะ
4 1/4 วัน และจากที่เก็บไว้ในห้องเก็บเมล็ดไม้ที่อุณหภูมิ 15 ° ซ เมล็ดจะเริ่มงอกหลังจากเพาะ 6 1/5 วัน และจะทยอยงอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 30 วัน

5. การงอกของเมล็ด

                    ผลยางนาเมื่อหล่นถึงพื้นดินแล้วมีสภาพดีเมื่อได้รับน้ำฝนมันจะเริ่มงอกทันที่ เปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดจะดีีเมื่อหล่นลงมาไม่เกิน 10 วัน
ดังนั้น ระยะเวลาที่เมล็ดยางนาจะงอกได้ดีจึงมีลักษณะจำกัด อาจเป็นอุปสรรคต่อการสืบพันธุ์ได้อย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าพื้นที่ตรงเมล็ดตกรกไปด้วยเศษไม้
และวัชพืชจนเมล็ดไม่สามารถหล่นถึงดินได้ในช่วงเวลานั้น David (1962) กล่าวว่าเมล็ดของพรรณไม้สกุลนี้จะงอกได้ดีทีสดเมื่ออยู่บนเหนือใต้ผิวเล็กน้อย
ของ Seed beds ที่มีความชื้น ดิน bare mineral soil ปกติจะเป็น seed bed ที่ดีที่สุดสำหรับไม้พวกนี้ จากผลการทดลองของ มรินทร์ (2509) พบว่าเมล้ด
ไม้ยางนามีอัตรางอก ในตัวกลางที่เป็นขี้เถ้าแกลบสูงสุด 43.33% ดิน 38.00% ทราย 37.33% และดินปนทรายน้อยที่สุด 30.67%

6. การรอดตายของกล้าไม้

                  การอยู่รอดของกล้าไม้ถือเป็นระยะสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าไม้ชนิดนั้น ๆ จะสามารถตั้งตัวอยู่ในถิ่นนั้นได้หรือไม่ การอยู่รอดของกล้าไม้ยาง
มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง จากผลการทดลองของเทียม และคณะ (2511) พบว่า อัตราการเจริญเติบโตของกล้าไม้ยางนาทางส่วนสูงที่ปลูกโดยได้รับร่ม
ระดับต่าง ๆ กันไม่มีผลแตกต่างจนมีนัยสำคัญทางสถิติแต่อย่างใด นั่นคือ กล้าไม้ยางนาไม่ค่อยจะสนองตอบแสงสว่างเต็มที่มากมายนักเมื่อยังมีขนาดเล็กอยู่
และเป็นไม้ชอบร่มปานกลาง ผลการทดลองนี้ได้ตรงกับการทดลองของ สะอาด เลิศ (2506) ซึ่งได้ทำการศึกษาการเจริญเติบโคของกล้าไม้ยางในป่าภูหลวง
ต.วังน้ำเขียว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พบว่าความแตกต่างระหว่างการเจริญเติบโตของกล้าไม้ยางนา ที่ทำการแผ้วถางเปิดแสงสว่าง กับที่ปล่อยตาม
ธรรมชาติ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เปอร์เซ็นต์การอดตายของกล้าไม้ยางนาในแปลงที่เปิดแสงสว่างจะมากกว่า คือ รอดตาย 60.70 และ 40.62% เมื่อเปรียบเทียบกับที่ปล่อยตามธรรมชาติ จะมีอัตรารอดตายเพียง 53.22% และ 27.35% เพราะเหตุว่าการถางไม้ยืนต้นและไม้ชั้นล่างลง ทำให้ไม้ยางนา
ได้รับอาหารและแสงสว่างมากขึ้น อันตรายที่จะได้รับจากการเบียดบังโดยไม้ใหญ่น้อยลง ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงขึ้น จึงเห็นได้ว่านอกจากแสงสว่าง
แล้ว การแข่งขันกันทางเรือนรากมีผลต่อการรอดตายของกล้าไม้เป็นอย่างมาก ระบบรากของกล้าไม้ยางนาใน 120 วันแรกนั้น ความยาวของรากจะมากกว่า
ความยาวของลำต้น แต่น้ำหนักของลำต้นมากกว่าน้ำหนักราก โดยทั่วไปอาจจะกล่าวได้ว่าความสามารถของชนิดไม้ต่างๆ ที่จะทนอยู่ในสภาพพื้น ที่หนึ่งได้
หรือตั้งตัวในท้องที่ใหม่ต้องเกี่ยวข้องอย่างมากกับการแตกรากครั้งแรกของมัน และมีความสัมพันธ์อย่างดีกับ available soil water ที่มันดึงมาใช้ได้ตาม
ต้องการ เพื่อให้เกิดความพอดีกับปริมาณน้ำที่สูญเสียไปโดยการคายน้ำและการเจริญเติบโต

7. การย้ายกล้าไม้ยางนา

                    เมื่อเมล็ดไม้ยางนางอกรากออกมาราวประมาณ 1 นิ้ว ก็ทำการย้ายลงไปปลูกในถุงพลาสติก ขนาด 4 ” x 6 ” ระยะนี้กล้าไม้จะเจริญเติบโตอย่าง
รวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อย้ายปลูกได้ ประมาณ 1 เดือน ทำการคัดเลือกกล้าไม้ต้นลักษณะดี ย้ายไปปลูกในถุงขนาดใหญ่ขึ้น ขนาด (5 ” x 8 ” ขึ้นไป) เพื่อให้ราก
เจริญได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราไม่มีการย้ายลงถุงใหญ่ กล้าไม้จะไม่เจริญต่อไป และเมื่อเราทำการตัดแต่งราก ส่วนยอดของกล้าไม้จะตายเหลือความสูงประมาณ
ความยาวของราก เท่านั้น และควรจะเลี้ยงกล้าไม้ยางนาในถุงใหญ่นี้ให้มีอายุอย่างน้อย 1 ปี จึงนำไปปลุกในพื้นที่ต่อไป

การเตรียมพื้นที่ปลูกไม้ยาง

                    การปลูกไม้ยางนาควรมีร่มเงาประมาณ 1-2 ปีแรกของการการเจริญเติบโต จึงต้องการเตรียมพื้นที่ สำหรับปลุกไม้ร่มเงาก่อน หรือในกรณีที่ตัด
ไม้ใหญ่ลงก็ควรเหลือร่มเงาสำหรับกล้าไม้ การตัดไม้เงาออกควรทำหลังจากผ่านปีแรกไปแล้ว โดยค่อย ๆ เปิดร่มเงาออกและมีการควบคุมวัชพืชอย่างดี
ในระยะ 1-2 ปี
                   ในปัจจุบันไม่มีรายละเอียดที่แน่นอนว่า การปลูกสร้างสวนยางนาจำเป็นต้องปลูกไม้ชนิดอื่นเพื่อเป็นร่มเงาให้ต้นยางนาหรือไม่ แต่โดยที่สังเกต
จากธรรมชาติลูกไม้ยางนาชอบขึ้นตามบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงแต่ขณะเดียวกันต้องมีไม้ใหญ่ ๆ บดบังอยู่ จึงจำเป็นต้องปลูกไม้อื่นเป็นร่มเงาด้วย ไม้ที่จะเป็นร่มเงานี้ควรจะเป็นพันธุ์ไม้ที่โตเร็วพวกตระกูลถั่วหรือปลูก พืชควบโดยระบบวนเกษตร จากการสังเกตในป่ายางนาธรรมชาติที่ที่มีชาวบ้านเข้าไป
บุกรุกแผ้วถางแล้วปลูกกล้วยน้ำว้า โดยในไร่กล้วยเหล่านี้ได้พบเห็นลูกไม้ยางขึ้นงอกงามดีมาก แสดงให้เห็นว่ากล้วยกับยางนาไม่เป็นอันตรายแก่กัน
ในขณะเดียวกันแม้พันธุ์ไม้ชนิดอื่น ๆ จะให้ประโยชน์หลายอย่าง อาทิ เช่น ไม้ฟืน ถ่าน เป็นต้น แต่ถ้าจำเป็นต้องตัดตั้งแต่ลำต้นยังเล็กอยู่ ก็ไม่มีประโยชน์
แต่อย่างใดมากนัก แต่สำหรับกล้วยนั้นดูน่าจะมีประโยชน์ดีกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น (1) สามารถให้ผลผลิตรวดเร็วในปีที่ 2 จึงทำให้สามารถชักจูงราษฎร
กล้าลงทุนทำให้มีการปลูกสร้างสวนป่าในสรูปแบบของวนเกษตร (2) กล้วยสามารถใช้เป็นอาหารที่นิยมบริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ หากมีสวนกล้วยเป็น
จำนวนมาก อาจก่อให้เกิดอุตสาหกรรมติดตามมาภายหลังได้ (3) กล้วยอาจจะเจริญเติบโตได้ดีในสวนยางนาเป็นระยะเวลานาน ประมาณ 10 ปี จึงนานพอที่
ผู้ลงทุนปลูกกล้วยไม้สามารถเรียกทุนคืนได้ (4) ในปัจจุบันนี้ราษฎรขาดแคลนพื้นที่ที่ทำมาหากิน ดังนั้นจึงสามารถให้สวนยางนาเป็นที่ทำมาหากินแก่ราษฎร
ได้ด้วย และ (5) การปลูกกล้วยในสวนป่านางนา เมื่อระยะเวลานานขึ้น พื้นที่นั้นจะกลายเป็นสวนกล้วยไปแทนที่จะเป็นสวนยางนา เรื่องน้ำน่าจะแก้ไขได้ เพราะอยู่ที่ตัวบุคคลและแผนกการดำเนินงาน ในการปลูกกล้วยเป็นร่มเงาให้ไม้ยางนาที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว เริ่มปลูกเมื่อฝนตกชุกพอสมควรระหว่างเดือนมิถุนายน แต่ถ้าปลูกเร็วกว่านี้อาจจะทำให้สามารถตั้งตัวได้เร็วกว่า แต่อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกชหาจำนวนห่อกล้วย ซึ่งขุดย้ายลำบาก เพราะดินแข็ง การปลูกกล้วย
ในฤดูเดียวกันกับการปลูกไม้ยางนั้น ในระยะปีแรกกล้วยยังไม่ได้ช่วยให้ร่มเงาแก่กล้าไม้ยางนามากนัก เพราะหลุมหนึ่งมีกล้วยเพียงต้นเดียว หรือแม้จะใช้
ต้นไม้ชนิดอื่นเป็นร่มเงาก็เช่นเดียวกัน เพราะยางนาและพันธุ์ไม้ ที่ให้ร่มเงาสามารถเจริญเติบโตไล่เลี่ยกัน ด้วยเหตุนี้ถ้าจะใช้กล้วยเป็นร่มเงาให้ยางนา
จึงควรปลูกไว้ก่อน 1 ปี และในปีที่ 2 จึงปลูกไม้ยางนาระหว่างกล้วย

การปลูกและระยะปลูกของไม้ยางนา

                    การปลูกไม้ยางนาควรทำในฤดูฝนเพราะในช่วงนี้กล้าไม้ยางนามีการเจริญเติบโตดีสามารถจะตั้งตัวได้ง่าย เมื่อฤดูฝนผ่านไปแล้วก็เป็นระยะที่ต้นยาง
ตั้งตัวได้แล้ว และเริ่มเจริญเติบโตต่อไป

การบำรุงดูแลรักษาสวนป่าไม้ยางนา

1. การดายวัชพืช ควรดายวัชพืชอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ ภายในเดือนกรกฎาคมเดือนกันยายน และเดือนพฤศจิกายน โดยในการดายวัชพืชครั้งแรกใช้มีดถางวัชพืชให้ชิดดินให้ตลอดไปก่อนแล้วจึงใช้จอบดายรอบ ๆ ต้นอีกครั้งหนึ่ง

2. การป้องกันไฟ ในเดือนกุมภาพันธ์วัชพืชในสวนป่าเริ่มจะแห้ง อาจเป็นเชื้อไฟได้ จึงต้องทำการป้องกันไฟ การป้องกันไฟที่อาจเกิดขึ้นในสวนป่าใช้วิธีถางวัชพืชตลอดทั้งหมดแล้วรวมกองเล็ก ๆ แล้วชิงเผาเสียก่อน การป้องกันไฟจากภายนอกใช้วีการดายวัชพืชเป็นแนวกันไฟรอบ ๆ สวนป่า

3. การปลูกซ่อมกล้าไม้ยางนา กล้าไม้ยางนาที่ปลูกในปีหนึ่ง ๆ จะมีบางต้นตาย จึงจำเป็นจะต้องการปลูกซ่อมทดแทน ซึ่งถ้าใช้กล้าไม้ที่อายุเท่า ๆ กันก็จะทำให้ยางนาสามารถเจริญเติบโตได้ปริมาณกล้าไม้ยางนาที่จะใช้ปลูกซ่อมแต่ละปีจะต้องเตรียมไว้ประมาณ 30 -40 เปอร์เซ็นต์ของกล้าไม้ที่ปลูก ส่วนกล้าไม้ยางนาที่เตรียมไว้และเก็บไว้ในปีต่อไปนั้น ส่วนใหญ่รากจะแทงทะลุงถุงพลาสติกลงไปในดิน เมื่อย้ายหรือเปลี่ยนหรือยกถุงกล้าไม้จะทำให้รากขาดหรือระบบรากถูกกระทบกระเทือน เมื่อนำไปปลูกหรือปลูกซ่อมในสวนป่าอาจจะตายได้ จึงจำเป็นจะต้องทำแปลงเพาะเลี้ยงกล้าไม้ค้างปี โดยใช้วิธีขุดดินแล้วเอาดินออกลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วนำทรายมาใส่แทนดินเดิมให้ได้ระดับดินเดิม แล้วย้ายกล้าไม้ยางนาในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนไว้แล้วมาตั้งเพาะเลี้ยงไว้บนทรายแล้วรดน้ำให้ชุ่มและบ่อย ๆ ทุกวัน เพื่อให้กล้าไม้ยางนาที่ต้องถอนจนรากขาก หรือถูกกระทบกระเทือนนั้นตั้งตัวได้เสียก่อน ก่อนนำไปปลุกและถ้ากล้าไม้ต้นใดกระทบกระเทือนมากก็จะตายไปในแปลงเพาะเลี้ยงนั้น จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการนำไปปลูก อนึ่ง การทำแปลงเพาะเลี้ยงกล้าไม้ยางนาควรทำภายในเดือนเมษายน

โรค แมลงและศัตรูธรรมชาติของไม้ยางนา

                    แมลงทีทำอันตรายแก่เมล็ดยางนามีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ Culladia sp., Cramlus sp., Enzophera sp. ใน Family Pyralidae
และ Cryphorhymchus sp. ใน Family Curae.ionidae แมลงเหล่านี้จะเป็นตัวแก่ในระยะที่ต้นยางนา ออกดอกและเข้าไปวางไข่ไว้ในดอกเมื่อยางนาเป็นผล
ตัวหนองของแมลงก็จะเข้าทำลายภายในผล เมล็ดยางนาส่วนมาก จึงถูกทำลายตั้งแต่อยู่บนต้น ซึ่งเป็นการยากที่จะป้องกันได้ ส่วนผลยางนา ที่หล่นลงสู่พื้น
ดินแล้ว บางส่วนยังถูกปลวก( termite ) เข้าทำลายให้เสียหายอีกด้วย นับว่าเมล็ดยางนามีศัตรูที่คอยจะทำอันตรายมากพอสมควร และยากที่จะหลีกเหลี่ยง
อันตรายที่จะได้รับนั้นได้

การเจริญเติบโตและผลผลิตของไม้ยางนา

                    เนื่องจากไม้ยางนาสามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งมีการเจริญเติบโตแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ ทั้งนี้จาก
สภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางภาคใต้และภาคตะวันออก สภาพป่าเป็นป่าดิบมีปริมาณน้ำฝนตกมาก ทำให้ไม้ยางนามีการเจริญเติบโต
ได้ดีกว่าทุกภาคโดยทั่วไป ดังนั้นการเจริญเติบโตของไม้ยางนาจึงมีความแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามได้มีผู้ทำการศึกษาถึงการเจริญเติบโต
ของไม้ชนิดนี้อยู่บ้าง ทั้งในสภาพป่าธรรมชาติและจากสวนป่า ที่ดำเนินการโดยภาครัฐบาลพบว่า การเจริญเติบโตของไม้ยางนาในป่าธรรมชาติดงฟ้าห่วน
จ.อุบลราชธานี มีอัตราการเจริญเติบโต ทางความสูงเฉลี่ยปีละ 1.15 ม. และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.30 ม. จากพื้นที่ดินเฉลี่ยปีละ 3 ซม.
ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงแรก ๆ และจากการวัดการเจริญเติบโตของไม้ยางนาอายุประมาณ 21 ปี ในสวนป่าไม้ยางนาสวนรุกขชาติมวกเหล็ก จ.สระบุรี
ระยะปลุก 2 x 2 ม. ลักษณะพื้นที่เป็น ที่ราบความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 205 เมตร ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1215 มม./ปี ความชื้นสัมพันธ์เฉลี่ย
84.30 % ช่วงมีแสงแดดเฉลี่ย 5.3 ชม./วัน พบว่ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับความสุง 1.30 ม. จากพื้นที่ดินเฉลี่ย 16.85 ซม. ความสูงเฉลี่ย 10.53 ม.
มีอัตราการ เจริญเติบโตทางความสูงเฉลี่ยปีละ 0.50 ม. และอัตราของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยปีละ 0.80 ซม.

การใช้ประโยชน์จากยางนา

                     เนื่องจากไม้ยางนาเป็นไม้ที่มีลักษณะสูงใหญ่ลำต้นเปลาตรงมีเนื้อไม้ ปราศจากตาแข้ง เมื่อโตได้ขนาด จึงสามารถให้เนื้อไม้( wood ) ได้มาก
เหมาะแก่การก่อสร้างที่ต้องการใช้ไม้ขนาดใหญ่หรือปริมาณมาก ทำให้ประหยัด ต้นทุนการผลิต การใช้ประโยชน์ของไม้ยางนาในการก่อสร้าง เช่น ทำฝา
พื้นเครื่องบน ทำไม้อัด ไม้บาง หรือหากอาบน้ำยา แล้วสามารถใช้ทำเป็นหมอนรองรางรถไฟได้ นอกจากนี้ไม้ยางนายังมีคุณสมบัติพิเศษให้น้ำมันไม้ เรียกกันว่า
น้ำมันยาง ( yang resin or yang oil ) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของไม้ในวงศ์ Dipterocarpaceae โดยเฉพาะในสกุล Dipterocapus ซึ่งน้ำมันยางที่ได้นี้ถือว่าเป็น
minor forest product ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ประโยชน์ของน้ำมันยาง ได้แก่ ใช้ทาบ้านเรือน รักษาเนื้อไม้ ใช้ในอุตสาหกรรมทำร่ม ใช้ผสมชันยาเรือ
ใช้ทำยา ทำขี้ไต้ และอื่น ๆ

 

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้
โดย ธิติ วิสารัตน์ และคณะ

———————————————————————————————

สัก

 

อภิชาติ ขาวสะอาด สมเกียรติ จันทร์ไพแสง วีระพงษ์ สวงโท

ทวี ไชยเรืองศิริกุล ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ์

 

 

คำนำ

                    ไม้สัก (Teak) เป็นไม้ที่มีชื่อเสียงรู้จกกันแพร่หลายทั่วโลก เนื้อไม้สามารถใช้ประโยชน์ ได้ทุกรูปแบบเนื่องจากมีคุณสมบัติ
ของเนื้อไม้ที่ละเอียดอ่อน ตกแต่งง่าย มีสีสัน ลวดลายสวยงาม และทนทานต่อดินฟ้าอากาศได้ดีพอสมควร ไม้สัก (Tectona grandis) แบ่งเป็น 5 ชนิด
ได้แก่ สักทอง สักหิน สักหยวก สักไข่และสักขี้ควาย ตามลักษณะของเนื้อไม้ ไม้สักทองจะให้คุณภาพของเนื้อไม้ ดีที่สุด ความแข็งแรงอยู่ระหว่างสักหิน
และสักหยวก เนื้อไม้ไม่เปราะเหมือนไข่ และสักขี้ควายเนื้อไม้เหลืองทอง เห็นวงปีเด่นชัด ลวดลายสวยงาม เป็นระเบียบ พบมากในบริเวณ ที่ดินมีความอุดม
สมบูรณ์ดี ชนิดดินร่วนปนทราย (sandy Loam) ไม้สักในประเทศไทยจะพบกระจาย อยู่ทั่วไปตามธรรมชาติทางภาคเหนือ และมีคุณภาพดีเช่นเดียวกับไม้สัก
จากประเทศพม่าซึ่งถือได้ว่าไม้สักในประเทศไทยเป็นไม้สัก ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก และเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก

                    การปลูกสร้างสวนป่าไม้สักในประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาเป็นเวลา 80 ปีแล้ว (สะอาด บุญเกิด 2524) และเป็นงานใหญ่ระดับชาต
ิที่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน มีการขยายพื้นที่ ปลูกมากขึ้นและกระจายทั่วไปทางภาคเหนือ ปัจจุบันมีการปลูกสร้างสวนสักโดยกรมป่าไม้
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) และบริษัททำไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า ในปัจจุบันเอกชนได้เริ่มทำการปลูกไม้สักเพื่อการค้ากันมากขึ้น
ดังนั้นรายละเอียด เนื้อหา และข้อมูลต่างๆ ของไม้สักในเอกสารนี้จะเป็นแนวทางส่งเสริมการนำเอาวิชาการไปพัฒนาป่าไม้สัก และการปลูกสร้างสวนป่า
ไม้สักให้ดีต่อไป

ชื่อท้องถิ่นในประเทศไทย

: เคาะเยียโอ (ละว้า-เชียงใหม่), ปายี้(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ปีฮี, ปีฮือ,
เปียยี, (กะเหรียง-แม่ฮ่องสอน), สัก(กลาง), เส่บายี้(กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร)

ลักษณะโดยทั่วไปของต้นสัก

1. ลักษณะของลำต้น, ใบ, ดอกและผล

                    สักมีลำต้นเปลาตรง ความสูงเมื่อโตเต็มที่ตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป ปราศจากกิ่งก้านจนใกล้จะถึง เรือนยอด โคนต้นเป็นพูนพอนหรือรอยหยักเว้า ยอดเป็นพุ่มกว้าง สีของลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา เปลือกแตกเป็นร่องตื้น ๆ ตามความยาวของลำต้น เปลือกนอกหนาประมาณ 1 -2 เซนติเมตร เปลือกในมีสีน้ำตาลและเขียวอ่อน กระพี้ขาวและหนา เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง เห็นเส้นวงปีชัดเจนและลายเส้นวงปีนี้จะบอกถึงอายุของต้นสักนั้น ๆ โดยความโต 1 วง จะใช้เวลา 1 ปี ใบสักจะแตกออกตามกิ่งก้านหรือตาม ลำต้นเล็ก ๆ ของกล้าไม้เป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกันเมื่อต้นสักยังเล็กใบสักจะมีขนาดใหญ่มากอาจมีความกว้าง ถึง 40 เซนติเมตรและยาวถึง 80 เซนติเมตร เมื่อต้นสักมีอายุมากขึ้น ขนาดของใบจะลดลง รูปของใบจะมีลักษณะโปงตรงกลาง และเรียวแหลมทั้งโคนและปลายใบ ผิวของใบสากคายเนื่องจากมีขนแข็งเล็กและละเอียดตลอดทั้งใบ หลังใยจะมีสีเขียวเข้ม เห็นลายเส้นเป็นร่างแหชัดเจนและมีต่อมสีดำเล็ก ๆ ท้องใบมีสีเขียวอ่อนเห็นลายเส้นนูน ใบอ่อนที่เพิ่งแตกสีน้ำตาลแดงและมีขนอ่อนนุ่ม เมื่อขยี้ดูจะมีสีแดงคล้ายเลือดเนื่องจากมีสารแทรกในใบ สักเป็นไม่ผลัดใบ ใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาลและแดงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ใบสักจะร่วงหมดต้นดูคล้ายต้นสักตายแห้ง เมื่อเริ่มมีฝนในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ก็จะแตกใบอ่อนใหม่ ใบอ่อนที่แตกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและโตเต็มที่ในราว ๆ เดือนกรกฎาคม ช่อดอกจะเริ่มแทงออกมา ดอกสักเล็ก ๆ เริ่มทยอยบานไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ช่วงเวลาที่ดอกสักบาน คือ เดือนกันยายน ดอกสักช่อหนึ่ง ๆ
ยาวประมาณ 40 – 60 เซนติเมตร แต่ละดอกประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ สีขาว หรือขาวแต้มม่วง และมีจำนวนมากถึง 750 – 3,000 ดอก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของช่อดอกและลำต้น ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การผสมเกสรของดอกสัก คือ ประมาณ 11.00-15.00 นาฬิกา แมลงที่ช่วยผสมเกสร ได้แก่
ผีเสื้อ ผึ้ง และมดเป็นตัวที่ในเดือนมกราคม ผลที่แก่จัดหรือแห้งจะมีสีน้ำตาล และร่วงหล่นลงตามธรรมชาติ เมื่อมีอายุเมื่อมีพายุฝนแรกในราวกลางเดือนเมษายน ผลที่แก่จัดหรือแห้งนี้จะขยายตัวพองกลมมีเลือกนอกเป็นแผ่นบางหุ้มสีน้ำตาล แผ่นบางนี้แปลงภาพมาจากกลีบดอกหลังการผสมเกสร ลักษณะเปลือกในของผลกลมแข็งมีสองชั้น ชั้นนอกเหนียวมีขนสีน้ำตาลหุ้มและหยุ่นห่อหุ้มเปลือกชั้นในที่แข็ง ข้างในสุดของผลเป็นโพรง เมื่อถึงฤดูฝนผลหรือเมล็ดสักเหล่านี้จะแตกออกและเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าต่อไป

 

2. การกระจายพันธุ์ของไม้สัก

                    ไม้สัก มีถิ่นกำเนิดจำกัดอยู่เฉพาะฝนแถบเอเชียตอนใต้ พบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในแถบประเทศอินเดีย พม่า ไทย (เฉพาะภาคเหนือ) ลาว(เฉพาะที่อยู่ติดกับไทย) และบางจุดของอินโดนีเซีย (โดยการนำมาปลูกของพวกฮินดูระหว่าง 500 – 700 ปีล่วงมาแล้ว) ไม้สักเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าผลัดใบเขตร้อน ในประเทศไทยป่าที่มีไม้สักขึ้นตามธรรมชาติมีอยู่ประมาณ 30,000 ตารางกิโลเมตรกระจายอยู่ในท้องที่จังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ขอนแก่น นครพนม หนองคาย และกาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ มีพบบ้างทางตอนใต้ เช่นที่จังหวัดชุมพร และปัตตานี แต่การเจริญเติบโตและคุณภาพของเนื้อไม้ ไม่ค่อยดี ไม้สักเจริญเติบโตได้ดีสภาพพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ดินลึกมีการระบายน้ำดี ดินมีสภาพเป็นกลางหรือด่างเล็กน้อย โดยมีค่าความเป็นกรดด่าง ( pH) ระหว่าง 6.5-7.5 ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของเนื้อไม้อยู่ระหว่าง 1,500 – 1,600 มิลลิเมตรต่อปี และมีฤดูแล้งสลับกับฤดูฝน ทำให้เนื้อไม้มีลวดลายของวงปีชัดเจน ระดับความสูงของพื้นที่ไม่เกิน 700 เมตร จากระดับน้ำทะเล

3. ลักษณะทางนิเวศวิทยา( Ecological aspects )

                    การเจริญเติบโตของต้นลักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ดิน น้ำ อุณหภูมิ และแสงสว่าง ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นสัก
ได้แก่ ดินแบบตะกอนทับถม ที่มีผิวหน้าดินลึก และระบายน้ำดี และมีปริมาณของธาตุ แคลเซี่ยม และฟอสฟอรัส ในอัตราส่วนที่ค่อนข้างจะสูงเมื่อเปรียบเทียบ
กับแร่ธาตุชนิดอื่นน้ำหรือความชุ่มชื่นในดิน เป็นปัจจัยที่สำคัญ ในการควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สัก ไม้สักจะขึ้นได้ดี ในท้องที่ที่มีฝนตกประมาณ
1,250 – 1,650 มิลลิเมตรต่อปี ในห้องควบคุมสภาวะแวดล้อม พบว่าในขณะที่สภาวะแวดล้อมอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิ และแสงเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
ความชื้นในดินจะเป็นตัวการสำคัญ ในการควบคุมการเจริญเติบโตของกล้าสัก โดยกล้าสักที่ปลูกในที่ที่มีความชุ่มชื้นในดินสูง(19 % ) จะมีความสูงเป็น 2 เท่า
และมีปริมาณน้ำหนักแห้งเป็นเท่า ของกล้าสักที่ปลูกในดินที่มีความชุ่มชื้นต่ำ (6 % )(ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 เดือน หลังจากการศึกษา) อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สักอีกปัจจัยหนึ่ง (KO KO Gyi ,1972 ; Kanchanaburangura, 1976 ; Kaosa-ard, 1977)

4. ลักษณะของดิน

                    ดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไม้สักได้ดีที่สุด มักเป็นดินที่มีการระบายน้ำอย่างดี ไม่แน่นมาก ดินค่อนข้างลึกถึงลึกมาก ดินร่วนปนทรายซึ่งเกิดจากหินปูน สำหรับดินที่ไม่เหมาะสมกับ ไม้สัก คือ ดินเหนียว ดินลูกรัง และดินทราย

5. ลักษณะภูมิประเทศ

                    ไม้สักตามธรรมชาติจะขึ้นอยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 200- 1,000 เมตร สำหรับในประเทศไทยไม้สักขึ้นอยู่ทั่วไปประมาณ
200- 750 เมตร พื้นที่ควรเป็นที่ราบถึงลาดชันเล็กน้อยไม่เกิน 15% ลักษณะพื้นที่ที่มีไม้ไผ่ขึ้นในถิ่นเดิมอยู่ก่อนจะแสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม แต่ถ้ามีหญ้าคาอยู่ในพื้นที่นั้นมากกว่าแสดงว่า พื้นที่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก และพื้นที่ที่ไม่มีป่าสักขึ้นมาก่อนจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดในการวางแผนปลูกให้ดีด้วย

ปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของไม้สัก สรุปได้ดังนี้

1. ไม้สักในพื้นที่ชุ่มชื้นจะเจริญเติบโตดีกว่าในพื้นที่แห้งแล้ง ความชื้นหรือปริมาณน้ำฝนที่พอเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้สักอยู่ระหว่าง 1,250-2,500 มิลลิเมตร
ต่อปี มีช่วงฤดูแล้งที่ชัดเจน 3-5 เดือน จึงจะทำให้ไม้สักเจริญเติบโตได้เนื้อไม้ที่มีคุณภาพดี

2. อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตและการพัฒนาของไม้สักอยู่ระหว่าง 27-36 ° C ในเวลากลางวัน และ 20-30 ° C ในเวลากลางคืน ไม้สักที่กระจายอยู่ในสภาพธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่มีอุณหภูมิระหว่าง 13 ° C (ในเดือนที่อากาศเย็นที่สุด) ถึง 40 ° C (ในเดือนที่อากาศร้อนจัดที่สุด)

3. ไม้สักเป็นไม้ที่ชอบแสงสว่าง ความเข้มของแสงสว่างที่เหมาะสม คือ 75-95% ของปริมาณ แสงกลางวันที่ได้รับเต็มที่

4. ดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไม้สักได้ดีที่สุด มักเป็นดินที่มีการระบายน้ำอย่างดีไม่แน่นมาก ดินค่อนข้างลึกถึงลึกมาก ดินร่วนปนทรายซึ่งเป็นดินที่เกิดจากหินปูน สำหรับดินไม่เหมาะสมกับไม้สัก คือ ดินเหนียว ดินลูกรัง และดินทราย

5. ลักษณะภูมิประเทศ ไม้สักตามธรรมชาติขึ้นอยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 200- 1,000 เมตร สำหรับในประเทศไทยพบไม้สักขึ้นอยู่ทั่วไป
ประมาณ 200- 750 เมตร จากน้ำทะเล พื้นที่ควรเป็นพื้นที่ราบถึงลาดชันเล็กน้อยไม่เกิน 15% ลักษณะพื้นที่ที่มีไม้ไผ่ขึ้นอยู่ในถิ่นเดิมจะแสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่
ี่ที่เหมาะสม แต่ถ้ามีหญ้าคาอยู่ในพื้นที่นั้นมากกว่าแสดงว่า พื้นที่ไม่ อุดมสมบูรณ์นัก และพื้นที่ที่ไม่มีป่าสักขึ้นมาก่อนจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดในการ
วางแผนการปลูก ให้ดีด้วย

การเตรียมกล้าปลูก

                    ในการปลูกสร้างส่วนป่าไม้สัก ต้องจัดหาเมล็ดสักมาเพาะหว่านในแปลงเพาะซึ่งมีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ใช้เมล็ดสักประมาณ 1 ลิตร
(1 ลิตรมีเมล็ดสักประมาณ 500 เมล็ด) หว่านลงในพื้นที่แปลงเพาะ 1 ตารางเมตร แล้วปล่อยให้เมล็ด ที่เพาะงอกเป็นกล้าไม้ และเจริญเติบโตเป็นเวลาประมาณ 1 ปี
จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งให้เป็นเหง้า โดยตัดส่วนของลำต้นออกให้เหลือ ตา 1-2 คู่ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร แล้วตัดรากแขนงและปลายรากแก้วของกล้าสักออก
เหลือแต่ส่วนของรากแก้วยาวประมาณ 10- 15 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวแครอทหรือหัวผักกาดขาวที่มีปลายเรียวในทาง การป่าไม้เรียกว่า “ เหง้าสัก ”
แล้วจึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่ได้เตรียมไว้

การเตรียมพื้นที่ปลูก

                    พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกสร้างสวนป่าสัก ควรเป็นพื้นที่ป่าสักเก่าหรือป่าสักที่เสื่อมสภาพแล้ว หรือเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
ของไม้สัก เมื่อคัดเลือกพื้นที่ได้แล้วก็เตรียมพื้นที่ปลูก ตัดฟันหรือไถไม้เล็กไม้น้อยตลอดจนหญ้า และวัชพืชอื่นๆ ที่มีอยู่ออกให้หมด แล้วเก็บริบสุมเผาจนพื้นที่
โล่งเตียน จากนั้นจึงปักหลังวางแนวปลูก หลักที่ใช้ปักเป็นไม้ไผ่หรือต้นหญ้าที่แข็งๆ เช่น ต้นขัดมอน (ต้นไม้กวาด) ระยะปลูกหรือระยะหลักที่ใช้ปักอาจใช้ระยะ
3 x 3 เมตร (178 ต้นต่อไร่) หรือระยะ 4 x 2 เมตร (200 ต้นต่อไร่) แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ที่ปลูกและจำนวนต้นไม้ที่ต้องการปลูก

การปลูก

                    การปลูกสักเริ่มในต้นฤดูฝนหรือระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน การปลูกสักทำได้ง่ายมาก โดยใช้เหล็กชะแลงกระทุ้งดิน ให้เป็นรูลึกประมาณ
20-25 เซนติเมตรตามขนาดความยาวของเหง้าสัก นำเหง้าสักที่เตรียมเสียบลงไปจนเกือบมิด โดยโผล่ส่วนของคอราก ขึ้นมากประมาณ 1-2 เซนติเมตร
แล้วใช้ทะแลงอัดดินด้านข้างรูปลูกให้แน่นไม่ให้มีช่องว่างระหว่างดินในรูปลูกและเหง้าสักที่ปลูก การปลูก สักด้วยวิธีนี้คนงานที่มีความชำนาญคนหนึ่งๆ สามารถ
ปลูกได้ถึง 500 เหง้าต่อวันและเหง้าสักมีโอกาสรอดตายสูงถึงร้อยละ 75-90 การปลูกซ่อมนั้นจะกระทำกันภายใน 2 สัปดาห์หลังจากการปลูก และปลูกซ่อมให้
เสร็จสิ้น ก่อนฝนหมดซึ่งจะอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน การปลูกซ่อมจำเป็นต้องเข้มงวดกวดขันกับการปลูกทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การคัดเหง้าหรือ
กล้าไม้ที่ปลูก ความสามารถและความชำนาญของผู้ปลูก สภาพดินฟ้าอากาศ และการขนส่งกล้าไม้หรือเหง้าไม้สัก

                    การปลูกด้วยเหง้าจะเป็นวิธีจะทำให้ต้นไม้มีความเจริญเติบโตดีกว่าปลูกทั้งต้น หรือปลูกโดยตรง ในตอนที่มันได้เก็บพลังของความเจริญเอาไว้
ในเหง้ามากที่สุด ในขณะนั้นผลดีอย่างอื่นก็คือเป็นการปลูกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมาก เพราะเก็บรักษาได้มาก ขนส่งสะดวก ปลุกได้ง่าย จะมีข้อเสียอยู่ที่
จะต้องขุดหรือถอนเสร็จแล้วจะต้องมีการแต่งเหง้า ซึ่งทั้ง 2 อย่างน้ำทำให้ต้นไม้บอบช้ำไป ไม่มากก็น้อยทั้งนี้แล้วแต่ความประณีตและเครื่องมือที่ใช้
้ และปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง คือ การไม่ดูแลรักษาเหง้า ในระหว่างการถอน และการนส่งเหง้า ปล่อยให้ตากแดดตลอดเวลาทำการตั้งแต่ ถอน ขนย้าย ตกแต่ง
และปลูกเป็นวัน ๆ การปล่อยเหง้าถูกแดดถูกลมย่อม ทำลายเซลล์ของเหง้า สาเหตุอาจจะรุนแรงถึงทำให้เหง้าตายได้

การบำรุงรักษา

                    สวนสักช่วงปีแรก ๆ อายุ 1 ปี จะต้องทำการบำรุงเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตและมีต้นสักขึ้นเต็มตามจำนวนที่ปลูกให้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้
เพราะจะเป็นทางทำให้การบำรุงรักษาสวนป่าในปีต่อ ๆ ไป จัดทำง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งได้แก่ การกำจัดวัชพืช การปลุกพืชคลุมดิน การปลุกซ่อม
การป้องกันโรค และแมลง การป้องกันสัตว์เลี้ยง และการป้องกันไฟ ในพื้นที่ปลุกสร้างสวนสัก ซึ่งเป็นการป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดกับปลูกไม้ทำให้
ไม่ต้องเสียเวลาในการตั้งตัว และถูกบดบัง แสงสว่างด้วย การเจริญเติบโตระยะแรกจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วในสภาพที่เหมาะสม และอาจมีความสูง 3 ถึง 4 เมตร
ในระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น

การป้องกันโรค สัตว์และแมลงในแปลงเพาะชำ
( Pest Control)

                    โรคระบาดในแปลงเพาะสัก ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยปรากฏ ทั้งนี้เพราะแปลงเพาะสักเป็น แปลงเพาะแบบเปิด( open nursery )ได้รับแสงสว่างอย่าง
เต็มที่ อย่างไรก็ตามในสภาพที่ร้อน ( hot and humid ) หรือในสภาวะที่การระบายน้ำของดินไม่ดี หรือในกรณีที่ี่มีการเอาดินติดเชื้อมาใส่กล้าสักโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในระยะแรกของการงอกหรือระยะเริ่มตั้งตัว อาจถูกทำลายโดยโรคเน่าคอดิน ( damping off )ได้ ซึ่งโรคเน่าคอดินนี้จะเกิดโดยเชื้อรา ( fungi)
ที่ระดับดิน ทำให้เหี่ยวเฉาตาย ซึ่งโรคเน่าคอดินนี้ จะเกิดโดยเชื้อรา ตัวใดตัวหนึ่ง คือ Fusarium spp . Phytophthora coctorum , Rhizoctonia solani
และ Phythium spp. ซึ่งการักษาอาจมีการทำลาย กล้าหรือแปลงทีเกิดระบาดตลอดจนการพ่นกล้าสักด้วยฆ่าเชื้อรา ( fungicide )ต่าง ๆ ที่ มีขายตามท้อง
ตลาดทั่วไป

                    สัตว์และแมลงทำลายแปลงเพาะเมล็ดสักและกล้าสัก ก็นับได้ว่า มีความสำคัญต่อการเพาะเตรียมกล้าสัก ในระยะเริ่มหว่านเมล็ดสัก
อาจมีความจำเป็น ที่จะต้องป้องกันสัตว์ประเภทหนู( rodents) ซึ่งจะมาขุดคุ้ยกินเมล็ดสักที่หว่านในแปลง ส่วนแมลงทำลายกล้าส่วนใหญ่แล้วจะแยกได้ดังนี้

                    ประเภทเจาะลำต้นและกิ่ง ได้แก่ พวกหนอนเจา ะ Alcides frenatus Faust(coleopteran : Curculionidae); Sagra femorata purpures
Lichtenst (Coleoptera : Chrysomelidae); มอดปาเจาะต้นสัก Xyleutes ceraicus Wlk.(Lepidoptera : cossidae) ;
หนอนกาแฟสีแดง Zeuzera coffeae Nietner (Lepidoptera : Cossidae)

                    ประเภทกินใบได้แก่หนอนผีเสื้อ Hyblaea puera Cramer ; หนอนผีเสิ้อกะโหลก Adoretus compressus (Web) (coleoptrea : Scarabaeidae);
หนอนกะทู้ดิน Agrotis sagetum Schiffemudler (lipid optera : Noctuidae) พวกนี้จะกัดกินใบอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า defoliator ได้แก่ ตั้กแตนผี
Aulaches miliaris ( L.) (Orthoptera : Acrididae) และไรแดง (red spider) ซึ่งจะดูดน้ำเลี้ยง (cell sap) ของใบและยอดอ่อน ทำให้ใบเป็นสีเหลือน้ำตาล มีความสามารถในการปรุงอาหารต่ำ ส่งผลให้กล้าไม้หยุดการเจริญเติบโต แมลงอีกจำพวกหนึ่งซึ่งทำอันตรายต่อกล้าสัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง
ได้แก่ ปลวก (termites) มักจะกัดกินรากแก้ว (tap-root) ของกล้าสักเสียหายล้มตายไป บางครั้งดูแล้วอาจไม่ทราบถึงสาเหตุการตาย
ของกล้าสักถ้าไม่ทำการถอนเอารากแก้วมาดูซึ่งแนวทางการกำจัดแมลงต่าง ๆ ดังกล่าว

————————————————————————————————

ประดู่ป่า

ลักษณะทั่วไป

                    ประดู่ป่า ( P. macrocarpus ) เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ สูงตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 1.3+2.1 เมตร เรือนยอดสูง
ประมาณ 6-12 เมตร เป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปเจดีย์ต่ำ ๆ กิ่งสั้นไม่แผ่กว้าง ปลายกิ่งส่วนมากจะชี้ขึ้น จัดเป็นไม่มีค่าทางเศรษฐกิจสูงชนิดหนึ่งในแถบเอเชีย มีชื่อทางการค้าว่า Padauk หรือ Nara คำว่า “Padauk” เป็นภาษาพม่าที่ใช้เรียก เฉพาะ ไม้ประดู่ ( Pterocarpus macrocarpus ) แต่ต่อมาได้เรียกรวมถึงไม้อีก
2 ชนิด คือ Pterocarpus dalbergioides Roxb. (Andaman Padauk) และ Pterocarpus indicol (Nara) ลักษณะเปลือกของไม้ประดู่ป่ามีเปลือกหนา เปลือกนอก
สีน้ำตาล เทา – หนา แตกหยาบเป็นร่องลึก เปลือกในสีน้ำตาล เนื้อไม้แข้ง มีสีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง ลักษณะของใบและดอกไม่ใคร่แตกต่าง
จากประดู่บ้านมากนักผิดกันแต่ว่ามีขนปกคลุมหนาแน่นกว่า Troup (1921) รายงานว่าใบจะร่วงในฤดูร้อนและเริ่มผลิใบใหม่ระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลมีลักษณะเป็นฝักกลมใหญ่กว่าประดู่บ้านมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม และมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ เมื่อผลแก่มีสีน้ำตาลแกมเทาตรงกลาง
ของผลพองหนาและแข็งมีเมล็ด อยู่ข้างใน 1-2 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างแบบ dolabriform มีสีน้ำตาลแดง ยาวประมาณ 0.4-0.5 นิ้ว มีเปลือกหุ้มเมล็ดคล้ายหนังหุ้ม
อยู่ 1 กิโลกรัมจะมีผลประมาณ 1,400-1,900 ผล แต่ถ้านำผลเข้าเครื่องตีปีก (seed scarifier machine) 1 กิโลกรัม จะมีผลประมาณ 3,200 -3,400 ผล
ถ้าแกะเมล็ดออกมาจากผล 1 กิโลกรัมจะมีเมล็ดประมาณ 12,500-18,000 เมล็ด ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมฝักจะแก่ประมาณสามเดือนหลังจากออก
ดอก เมล็ดที่อยู่ในฝักที่ ติดค้างอยู่บนต้นเป็นเวลานาน จะสูญเสียความสามารถในการงอกมากกว่าเมล็ดที่เก็บจากผลทันที เมื่อผลแก่เต็มที่

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                    ประดู่ป่า (Pteracarpus macrocrpus) พบทั่วไปในป่าเขตร้อน ในประเทศอินเดีย พม่าอินโดนีเซีย ลาว ไทย กัมพูชาและ ทางใต้ ของประเทศเวียดนาม นอกจากนี้พบใน แถบอาฟริกาและอเมริกา ในที่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายเอเชีย ในประเทศพม่าพบประดู่ป่า ขึ้นอยู่ ในพื้นที่ราบ หรือเป็นเนินขึ้นลง และพบขึ้นในที่สูง
จากระดับน้ำทะเลถึง 2,800 ฟุต (ประมาณ 750 เมตร) ในพื้นที่ที่พบประดู่มีสภาพ ทาง ธรณีวิทยา แตกต่างกันหลายแบบเช่น พวกหอนไนล์ ( qneiss ) หินปูน ( limestone )
หินทราย( sandstone ) และหินดินดาน (shale) บางครั้งพบขึ้นใน หินศิลาแลง (laterite) แต่การเจริญเติบโตไม่ดี และเป็นพันธุ์ไม้ซึ่งต้องการพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี โดยทั่วไปพบมากที่สุด ในดินร่วนปนทราย ( sandy loam ) ในดินที่มีปริมาณของทรายมากเกินไป ถึงแม้ว่าประดู่จะเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ได้ก็ตามแต่พบว่า
ต้นไม้มีลักษณะไม่สมบูรณ์ เช่น มีไส้กลวง เป็นต้น การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งและเปิดโล่งเท่านั้น ส่วนในสภาพป่าที่ชื้นและ
ความหนา แน่นมากกว่าการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ เกิดขึ้นได้น้อยหรือไม่มีเลย

                    ในประเทศไทยประดู่ป่า (P.macrocarpus) พบขึ้นอยู่ในป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) และป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest) ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศไทยยกเว้นทางภาคใต้ พบในที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร
ส่วนประดู่บ้าน (P.indicus) พบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้ด้วย เป็นไม้ที่นิยมปลูกให้ร่มริมทางทั่วไปในประเทศไทยจะพบว่า ประดู่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ในป่าเบญจ
พรรณชั้นสูง (moist upper mixed deciduous forest) ซึ่งป่าชนิดนี้จะเกิดขึ้นในระดับความสูงจากน้ำ ทะเลประมาณ 300-600 เมตร และมักขึ้นอยู่บนดินร่วน
ที่เกิดจากหินปูน หรือหินแกรนิต พบประดู่ขึ้นปนกับ พันธุ์ไม้ต่าง ๆ เช่น ไม้สัก, แดง, มะค่าโมง, กระพี้เขาควาย, ชิงชัน, รกฟ้า, สมอไทย, ไข่เน่า, สีเสียดแก่น เป็นต้น

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

                    ประดู่ป่า (P.macrocarpus) สามารถขึ้นได้ตามไหล่เขา ที่ราบ ยอดเขาเตี้ยๆ ใกล้แหล่งน้ำมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่
ต้องการแสง ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าไม้สักก็ตาม ประดู่ป่าจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีดินร่วนปนทราย(sandy loam) ดินลึกและมีการระบายน้ำดี โดยทั่วไปประดู่
ตามธรรมชาติ พบในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง35 ถึง 180 นิ้วต่อปี (889 ถึง 4,572 มิลลิเมตรต่อปี) หรืออาจมากกว่า นี้มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ระหว่าง 37.7-44.4° C
และอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ระหว่าง 4.4-11.1° C

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า

                    วิธีการขยายพันธุ์ที่เหมาะสม วิธีการที่เหมาะสมและนิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไปในปัจจุบันนี้คือการขยายพันธุ์ไม้ประดู่โดยวิธี อาศัยเมล็ด เนื่องจากการจัดหา
เมล็ดทำได้สะดวก การเพาะเมล็ดและการดูแลรักษากล้าไม้ไม่ต้องอาศัยวิธีปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและประหยัดที่สุดในกระบวนการผลิต
กล้าไม้สำหรับปลูกเป็นจำนวนมาก

การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

                    การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกป่า เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องพิจารณา เพื่อให้การปลูกป่าประสบผลสำเร็จ มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้อง
นำมาพิจารณาในการคัดเลือกพื้นที่ เช่น วัตถุประสงค์ในการปลูกป่า สถานที่ตั้งของบริเวณที่จะทำการปลูกป่า ปริมาณเนื้อที่ที่จะดำเนินการ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ข้อมูลเบ้องต้นของพื้นที่ เป็นต้น ในเรื่องของการเตรียมพื้นที่นั้นมีความสำคัญ คือ ถ้ามีการเตรียมพื้นที่ได้ดี มีการไถพรวนพื้นที่จะทำให้ดินไม่แน่น และมีการระบายน้ำได้ดี จะมีผลทำให้กล้าไม่มีการเจริญเติบโตและตั้งตัว ได้ดีในระยะเริ่มปลูกและมีการรอดตายสูง อีกทั้งยังทำให้พื้นที่ปราศจากสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคในการปฏิบัติงาน และยังเป็น
การประหยัด ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสวนป่าอีกทางหนึ่งด้วย

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                    การปลูกไม้ประดู่สมารถทำได้หลายวิธีคือปลูกด้วยกล้าไม้ ( pot seedling ) การปลูกด้วยกล้าเปลือยราก( bare root ) และการปลูกด้วยเหง้า ( root stock )
สามารถปลูกได้ในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงฤดูฝนที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและในสภาพพื้นที่ต่าง ๆกัน

การปลูกโดยวิธีใช้กล้า

                    ไม้ประดู่สามารถปลูกด้วยกล้าไม้ได้ผลดี กล่าวคือมีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูง ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการย้ายกล้าคือ ช่วงต้นฤดูฝนเพราจะทำให้กล้าไม้
มีการรอดตายสูง เนื่องจากช่วงเวลารับน้ำฝนที่ต่อเนื่องยาวนานก่อนที่จะถึงฤดูแล้ง

การปลูกผสมกับไม้ชนิดอื่น

                    ไม้ประดู่ซึ่งเป็นไม้ประเภทโตช้ามีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง สามารรถปลูกร่วมกับพันธุ์ไม้ชนิดอื่นได้เช่น ปลูกผสมกับไม้ประเภท โตเร็วมี รูปทรงลำต้นเปลาตรง กิ่งก้านน้อย เช่น ยูคาสิปตัส หรือสะเดา เพื่อผลิตเป็นไม้ซุงหรือไม้ใช้ในการก่อสร้างขนาดเล็ก ปลูกผสมกับไม้ โตเร็วตระกูลถั่ว เช่น กระถินณรงค์ เพื่อผลิตไม้ฟืนและถ่าน
และยังช่วยปรับปรุงความสมบูรณ์ของเดิม นอกจากนี้การปลูกแบบผสมยังมีผลดี ในการช่วยลดการระยาดของโรคและแมลงต่าง ๆ ที่ทำความเสียหายแก่สวนป่า

                    การปลูกไม้ประดู่กับไม้ประเภทโตเร็วมีข้อควรระวัง คือถ้าหากไม้โตเร็วมีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างจากไม้ประดู่มาก ไม้ประดู่จะถูกข่มไม่สามารถ
เจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นจึงต้องมีรูปแบบการปลุกที่เหมาะสมและการจัดการที่ดี การปลูกแบบสลับแถวก็เป็นวีหนึ่งที่จะช่วยไม้ให้ไม้โตช้าถูกข่มโดยไม้โตเร็ว

การบำรุงรักษา

                    เพื่อให้ไม้ประดู่ที่ปลูกมีการรอดตายและการเจริญเติบโตดี พ้นจากดการแก่งแย่งของวัชพืชและศัตรูอื่นๆ จึงต้องมีการบำรุงรักษา สวนป่า สางที่ควรปฏิบัติมีดังนี้

                    การกำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชจะต้องทำบ่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเตรียมพื้นที่ สภาพของท้องที่และชนิดพันธุ์ไม้ ที่ปลูกเป็นสำคัญ ตามที่ปฏิบัติกัน
โดยทั่วไป การกำจัดวัชพืชครั้งแรกควรดำเนินการในฤดูการเจริญเติบโตของงกล้าไม้ หลังจากได้รับน้ำฝน เต็มที่เพื่อให้กล้าไม้พ้นจากการแก่งแย่ง ของวัชพืชช่วงเวลา
ในการกำจัดวัชพืชจะกำหนดโดยพิจารณาถึงอัตราการเจริญเติบโตของวัชพืชหลังจากปลูกถ้าวัชพืชเจริญเติบโตปกคลุมกล้าไม้ก็ควรดำเนินการได้ก่อนที่จะก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่กล้าไม้

                    การปลูกซ่อม เมื่อปลูกต้นไม้ไปแล้วควรติดตามผลการปลูก หากต้นไม้ตายควรเร่งทำการปลุกซ่อมเพื่อให้มีต้นไม้จำนวนมากที่สุด อันจะทำให้การบำรุง
รักษาสวนป่าในปีต่อ ๆ ไปจัดทำได้ง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อย โดยทั่ว ๆ การปลูกซ่อมควรทำหลังจาก การถางวัชพืชครั้งแรกเสร็จสิ้นลง และควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่
จะทำได้ เพื่อให้กล้าไม้ที่ปลูกซ่อมเจริญเติบโต ทันและไม่แตกต่างจาก ต้นไม้ที่ปลูกในฤดูปลูกมากนัก

                    การใส่ปุ๋ย พันธุ์ไม้ป่าหลายชนิดที่มีการเจริญเติบโตช้าในระยะแรกปลูก มักมีการรอดตายต่ำ เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพการปกคลุม
และแก่งแย่งของวัชพืชที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นได้ ซึ่งบางครั้งการกำจัดวัชพืชไม่สารถกระทำได้บ่อยครั้ง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านค่าใช้จ่าย ดังนั้นการให้ปุ๋ยกับ
กล้าไม้ จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะให้กล้าไม้เจริญเติบโตรวดเร็ว ในระยะแรกปลูกจนความสูงพ้นจากการปกคลุมของวัชพืช และเป็นการเพิ่มผลผลิตของไม้ในสวนป่าอีกด้วย
สำหรับไม้ประดู่นั้นจากการทดลองปลูกในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางหรือมีความอุดมสมบูรณ์ดี พบว่าการใส่ปุ๋ยไม่ทำให้การรอดตายและการเจริญเติบโต
ของไม้ประดู่แตกต่างจากการไม่ใส่ปุ๋ย แต่ในพื้นที่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์พบว่าการใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ (complete fertilizer) ซึ่งมีส่วนประกอบของ N:P:K เท่ากับ 15 : 15 : 15 จะทำให้กล้าประดู่มีอัตราการรอดตาย และการเจริญเติบโตทางด้านความโตและความสูงดีกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยเลยจะดีกว่าการใส่ปุ๋ยประเภท incomplete fertilizer
ที่ประกอบด้วยธาตุไนโตเจน, ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่างรวมกัน วิธีการใส่ปุ๋ยกระทำหลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน โดยการใส่ปุ๋ยประมาณ 50 กรัมต่อต้น หรือประมาณ 1 ช้อนแกง หยอดลงในรูลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ห่างจากโคนต้นประมาณ 30 เซนติเมตรจะช่วยเร่งการเจริญ
เติบโตของกล้าประดู่หลังจากการปลูกได้ดี

การป้องกันไฟ
                    โดยทั่วๆ ไปแล้วการทำแนวกันไฟควรให้กว้างประมาณ 10-15 เมตร รอบแปลงสวนป่าเพื่อป้องกันไฟ ภายนอก หรือจากการเผาไร่ไม้ให้ลุกลาม
เข้ามายังสวนป่า พวกวัชพืชเช่น หญ้าคาจะเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดีในฤดูแล้ง ดังนั้นการกำจัดวัชพืชที่ดีก็จะช่วยลดปัญหาด้านไฟได้เป็นอย่างดี

การป้องกันโรคและแมลง
                    ปัจจุบันนี้ยังไม่พบความเสียหายอันเนื่องมาจากโรคพืชและแมลงที่สร้างความเสียหายรุนแรงแก่สวนป่าไม้ประดู่ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคพืชและแมลง
นั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การกำจัดวัชพืชหรือจัดการให้สวนป่าสะอาด (clear weeding) อยู่เสมอ อีกวิธีหนึ่งคือการปลูกผสมพันธุ์ไม้หลายชนิดในแปลงปลูกเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการ
ที่จะต้องดำเนินการศึกษาต่อไป

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                     ไม้ประดู่มีการเจริญเติบโตดีในสภาพพื้นที่ต่างๆ กัน เช่นที่ราบลุ่มเขา (moist foothills) , พื้นที่ลาดเขา (slopes of hills) , ดินแน่น(hard compact soil) เป็นต้น มีเปอร์เซนต์รอดตายสูง เมื่อเปรียบเทียบกับไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ จากการปลูกทดลองบริเวณโครงการวิจัยและฝึกอบรมการปลูกสร้างสวนป่า อ.ปีกธงชัย
จ.นครราชสีมา พบว่าการเจริญเติบโตในช่วงแรกของไม้ประดู่ค่อนข้างช้า และจะพุ่งโตเร็วหลังจากไม้อายุ 1 ปี ัตราการรอดตายสูงและทนต่อสภาพการปกคลุมของวัชพืชได้ดี
จึงเหมาะสมสำหรับปลูก ในบริเวณพื้นที่ซึ่งมีวัชพืชอยู่อย่างหนาแน่น

การใช้ประโยชน์

ประโยชน์ของเนื้อไม้ ไม้ประดู่เป็นไม้ที่เหมาะสมสำหรับใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างภายในอาคารหรือภายนอกอาคาร ซึ่งต้องการไม้ที่รับน้ำหนัก
น้อยจนถึงมาก เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงและความทนทานสูง ที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเนื้อไม้มีสีสวยงามสีแดงอมเหลืองถึงสีแดงอิฐแก่ มีเสนสีแก่กว่า
สีพื้น เสี้ยนสนเป็นริ้วไสกบตบแต่งและชันเงาได้ดีในด้านคุณสมบัติการใช้ประโยชน์ไม้ประดู่ในการก่อสร้างจึงเป็น ไปอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังเหมาะสมที่จะทำ
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ปัจจุบันไม้ประดู่เป็นที่นิยมมากในการทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก

ประโยชน์ของส่วนอื่น ๆ ไม้ขนาดเล็กหรือกิ่งก้านสามารถนำไปทำไม้ปาร์เก้ไม้ประสาน แผ่น ชิ้นไม้อัด แผ่นไม้ชุบซีเมนต์ ฟืนและถ่านไม้ประดู่ค่าความร้อน 5,022 และ 7,539 แคลอรี/กรัม ตามลำดับ เปลือกของประดู่ให้สีน้ำตาลใช้ย้อมผ้าได้ละให้น้ำฝาด สำหรับฟอกหนัง แก่นให้สีดำคล้ำใช้ย้อมผ้า

ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ประดู่เป็นไม้ที่มีเรือนยอดกลมโต แข็งแรง กิ่งก้าน สาขาเหนียวมาก มีใบดกทึบหนาแน่น ย่อมจะช่วยกันลมและเป็นที่คลุมพื้นดิน
ให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดเรือนยอดจะช่วยรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาให้มีแรงปะทะกับ หน้าดินที่เบื้องล่างให้น้อยลง หน้าดินก็จะไม่แตกกระจายไหลบ่าไปกับน้ำฝน
ประกอบกับมีระบบราก ที่หยั่งลึกและแผ่กว้างเช่น เดียวกับเรือนยอด จะช่วยยึดดินไว้ไม่ให้ดินถูกนำกัดเซาะเกิดการพังทลายได้โดยง่าย นอกจากนี้รากของไม้ประดู่
ยังมีปมใหญ่อยู่ทั่วไป มีประโยชน์ช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเก็บไว้ในรูปของไนโตรเจน ที่เป็นประโยชน์ในดินอีกด้วยใบที่หนาแน่น หลังจากร่วงหล่นแล้วเป็นส่วน
สำคัญที่ผุพัง ทำให้เพิ่มธาตุอาหารอินทรียวัตถุแก่ดินได้อย่างมาก พื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ทรุดโทรมแห้งแล้ง ควรหันมาสนใจกับไม้ประดู่เพื่อสามารถรับพื้นที่เหล่านั้น
กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

ข้อจำกัดของไม้ชนิดนี้

                    ไม้ประดู่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่เป็นถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อน ในพื้นที่ที่มีดินร่วนปนทราย ดินลึก และมีการระบายน้ำดี ปัจจัยสำคัญที่เป็นข้อจำกัดในการปลูกไม้ชนิดนี้ไประสบผลสำเร็จ ได้แก่

1. ลักษณะดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ดินที่มีประดู่เจริญเติบโตได้ดีควรเป็นดินตะกอน หรือดินที่เกิดจากหินภูเขาไฟ เช่น หินอัคนี หินแปร และหินตะกอน และต้องมี
ความลึก ระบายน้ำได้ดี ถ้าดินตื้นและมีความสมบูรณ์ต่ำ เช่น ดินที่เกิดจากหินศิลาแลง ( laterite) จะทำให้การเจริญเติบโตของไม้ประดู่ไม่ดี

2. สภาพภูมิประเทศ แม้ว่าไม้ประดู่จะสามารถขึ้นได้ในสภาพภูมิประเทศต่าง ๆ กัน แต่ความแตกต่างของลักษณะภูมิประเทศมีผลต่อ การเจริญเติบโต ไม้ประดู่จะมี
อัตราการ รอดตายต่ำและเจริญเติบโตไม่ดี ในพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยมากกว่า 600 เมตรขึ้นไป นอกจากนี้พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังและมีสภาพแห้งแล้งจัด
ก็เป็นข้อจำกัดในการเจริญเติบโตของไม้ประดู่

3. สภาพภูมิอากาศ ไม้ประดู่สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ 500-5,00 มิลลิเมตรต่อปี แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,250-2,500 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิระหว่าง 11-40 องศาเซลเซียส และไม่สามารถทนต่อสภาพน้ำแข็งได้

ข้อเสนอแนะต่อราษฎรและเอกชนที่สนใจในการปลุกไม้ประดู่

1. การปลูกสร้างสวนป่าเชิงพาณิชย์ ควรมีการจัดการแบบละเอียดประณีต ( intensive ) โดยคำนึงถึง คุณภาพของพื้นที่ที่ใช้ปลูกแปลงเมล็ดพันธุ์ และการปลูกบำรุง
สวนป่าที่เหมาะสมไม้ประดู่จึงจะเจริญเติบโตได้ดีให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่ากับการลงทุน

2. เนื่องจากไม้ประดู่มีรอบอายุการตัดฟันยาว การเช่าพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อปลูกป่าประดู่จะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ดังนั้นรูปแบบในการดำเนินการน่าจะเป็นการเช่าพื้น
ที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือดำเนินการในรูปแบบวนเกษตร

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้

โดย บุญชุบ บุญทวี และคณะ

มะค่าโมง

 

คำนำ

                       ไม้มะค่าโมงจัดเป็นไม่มีค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องที่ต่างๆ ดังนี้ เขงหรือเบง (เขมร) บิง(จันทบุรี) บิ้น(นคราชสีมา) มะค่าโมง มะค่าใหญ่ (ภาคกลาง) มะค่าหลวง มะค่าหัวดำ(ภาคเหนือ) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Afzeliaxylocarpa Craib (เต็ม 2523) จัดอยู่ในวงศ์ Caesalpiniaceae พบขึ้นกระจายอยู่ตามบริเวณลำธารในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้วทั่วไป ยกเว้นภาคใต้

ลักษณะทั่วไป

                       ไม้มะค่าโมงเป็นไม้ที่มีต้นขนาดใหญ่ แต่ไม่สูงมากนักมี ความสูงระหว่าง 10-18 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มแผ่กว้าง เปลือก มีสีน้ำตาล
อ่อน หรือชมพูอมน้ำตาล กิ่งอ่อนม้วน คลุมบางๆ ใบเป็นช่อเรียงสลับกัน ช่อใบยาว 18-29 ชม. ก้านช่อใบ ค่อนข้างสั้น ยาวประมาณ 2 ชม. บนแกนช่อใบมี
ใบย่อยชิ้นตรงกันข้าม 3-5 คู่ ใบย่อย รูปไข่แกรมรูปขอบขนานกว้าง 2-5 ชม. ยาว 4-9 ชม. ปลายใบมนมักจะเว้าตื้นๆ ตรงกลางฐานใบมนหรือตัด ก้านใบย่อย
ยาว 3-5 ชม. ดอก ออกเป็นช่อ แตกแขนงที่ปลายกิ่ง ยาว 5-15 ชม. มีขนคลุมบางๆ ก้านดอกย่อยยาว 7-10 มม. ใบประดับรูปขอบขนานแกรมรูปไข่ยาว 6-9 มม. มีขนประปราย กลีบรองกลีบดอกติดกัน ส่วนนี้แยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 4 กลีบแต่ละกลีบซ้อนทับกัน กลีบยาวประมาณ 10-12 มม. กลีบดอกมีเพียงกลีบบนสุด
เพียงกลีบเดียวที่เจริญขึ้นเป็นกลีบดอกมีสีแดงเรือๆ หรือแดงอมชมพู ตรงเกือบจะเป็นแผ่นกลม ยาวประมาณ 7-9 มม. ส่วนฐานคอดเข้าหากันเป็นก้านกลีบดอก
ยาว 5-12 มม. เกสรผู้ที่สมบูรณ์มี 3-8 อัน ก้านเกสรแยกจากกันเป็นอิสระหรือติดกันเล็กน้อยที่ฐาน เกสรผู้ปลอม 3 อัน ค่อนช้างสั้น รังไข่ยาวประมาณ 7 มม. มีขนคลุมติดอยู่บนก้านส่ง ยางประมาณ 7 มม. ผล เป็นฝักแบนรูปบรรทัดสั้นๆ กว้าง 7-10 ชม. ยาว 12-20 ชม. ผนังฝักแข็งมาก หนาประมาณ 5-7 มม. เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก กว้าง 2-2.5 ชม. ยาว 2.5-4 ชม. หนา 0.8-1.2 ชม. เมล็ดแก่สีดำ มีเนื้อหนารูปถ้วยยาวประมาณ 1.5 ชม. สีเหลืองสด ห่อหุ้มส่วนฐานเมล็ด

 

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้าไม้

                       การขยายพันธุ์ของไม้มะค่าโมงที่นิยมและสะดวกที่สุด มักจะขยายพันธุ์จากเมล็ด โดยการใช้เมล็ดเพาะชำเพื่อจัดเตรียมเป็นกล้าไม้ โดยใน
การเตรียม กล้าไม้มะค่าโมงนั้น เนื่องจากเมล็ดมะค่าโมงมีเปลือกเมล็ดที่แข็งมาก หากนำเมล็ดไปเพาะชำเลยเมล็ดจะงอกช้าเสียเวลามาก ดังนั้นก่อนนำเมล็ด
ไปเพาะควรขลิบเปลือกเมล็ดตรงส่วนหัวของเมล็ดให้เห็นเนื้อด้านในเล็กน้อยแล้วนำไปแช่น้ำ 1 คืน หรือแช่เมล็ดด้วยน้ำเดือด ทั้งไว้จนน้ำเย็นและแช่ไว้เป็น
เวลา 1 คืน โดยไม้ต้องขลิบเปลือกเมล็ดดังกล่าวก็ได้ จากนั้นจึงนำไปหว่านลงในแปลงที่เตรียมไว้ วัสดุเพาะชำในแปลงเพาะควรเป็นดินปนทรายอัตราส่วน 1 : 1 โดยหว่านเมล็ดให้ห่างกันประมาณ 2-3 ชม. เสร็จแล้วให้โรยทรายละเอียดกลบเมล็ดโดยให้มีความหนาประมาณ 0.5-1.0 ชม. สำหรับการให้น้ำในแปลงเพาะนั้น ในระยะแรกควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง (เช้าเย็น) ทุกๆ วัน นอกจากนี้ควรผสมยาป้องกัน เชื้อรากับน้ำที่รดด้วยในช่วงแรกๆ จากนั้นประมาณ 7-10 วัน เมล็ดก็จะงอก เมื่อเริ่มมีใบเลี้ยงก็สามารถย้ายชำลงถุงพลาสติกที่เตรียมดินไว้ นำกล้าไม้ที่ย้ายชำไปเลี้ยงไว้ในเรือนเพาะชำพรางแสงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงกล้าไม้ไว้
อย่างน้อย 6 เดือน ก่อนทำการย้ายปลูก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม้มะค่าโมงเป็นไม้โตช้า ต้องใช้เวลานานในการปรับตัวภายหลังการย้ายปลูก ดังนั้นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นควรใช้กล้าไม้มะค่าที่มีอายุไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยก่อนทำการย้ายปลูกให้ทำการสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับกล้าไม้
โดยนำกล้าไม้ที่ได้ไปเลี้ยงไว้ในสภาพที่ได้รับแสงเต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ลดปริมาณน้ำที่ให้กล้าไม้ โดยให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะของลำต้น กิ่งและใบ
ของกล้าไม้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้กล้าไม้ที่มีอายุมาก จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูงขึ้น ดังนั้นควรพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการปลูกสร้าง
สวนป่าไม้มะค่าโมงในโครงการนั้นๆ ต่อไป

                       การเตรียมกล้าไม้มะค่าโมง นอกจากจะใช้วิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะชำแล้ว ยังสามารถใช้เมล็ดที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วหยอดถุงพลาสติก
ที่เตรียมดินไว้ การหยอดเมล็ดพยายามกดเมล็ดในดินจะช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น หลังจากยอดเมล็ดแล้วก็ให้น้ำในลักษณะเดียวกันกับที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

                       โดยทั่วไปการคัดเลือกพื้นที่ที่จะทำการปลูกสร้างสวนป่า มักจะพิจารณาหาพื้นที่ขนาดใหญ่ราบเรียบ ไม่เป็นที่ลุ่มน้ำขังเมื่อฝนตก สภาพความ
อุดม สมบูรณ์ของดินดีพอใช้ แต่ในปัจจุบันในทางการปฏิบัติการคัดเลือกหาพื้นที่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วคงหาได้ยากมาก เพราะสภาพที่ดินราบเรียบ จะถูกนำไปใช้
ในด้านการเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่จะปลูกสร้างสวนป่าคงหนีไม่พ้นจากพื้นที่ที่มีความลาดชัน แต่อย่างไรก็ตาม ควรคัดเลือก
พื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยที่สุด เพื่อสะดวกแก่การเตรียมพื้นที่และการบำรุงดูแลรักษาหลังจากปลูกโดยอาศัยเครื่องจักรกลเป็นครั้งคราว

การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

                       การเตรียมพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ภายหลังการปลูก การเตรียมพื้นที่ดีมีส่วนทำให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้ดี เริ่มแรกต้องทำความสะอาดแปลงปลูกโดยการถางวัชพืช กำจัดต้นไม้กิ่งไม้ ปลายไม้ที่ไม่ต้องการรวมกองทั้งไว้ให้แห้งแล้วเผาถ้าหากมีงบประมาณมากพอ ควรทำการไถพรวนพื้นที่ด้วย เพื่อเป็นการปรับสภาพของดินเดิมที่แน่นให้ร่วนซุย สามารถดูดซับน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น การถ่ายเทอากาศในดินก็จะดีขึ้นกว่าเดิม
วัชพืชต่างๆ ก็จะน้อยลง เมื่อทำการไถพรวนพื้นที่เสร็จแล้วให้ทำการวางแนวปักหลักหมายระยะที่จะปลูกกล้าไม้ตามระยะที่ต้องการ

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                       การปลูกไม้มะค่าโมงลงในแปลงที่เตรียมไว้ สามารถปลูกโดยใช้เหง้า (stump) ที่มีอายุตั้งแต่ 9-12 เดือน หรือกล้าไม้ในลักษณะเปลือกราก
(bare root) ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่สะดวกที่จะนำกล้าไม้ไปปลูกได้คราวละมากๆ แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีปัญหาหลังจากการปลูก ถ้าฝนทิ้งช่วงนานกล้าไม้จะ
กระทบแล้ง ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอกตายของกล้าไม้ต่ำ ดังนั้นควรใช้กล้าไม้ที่ชำลงในถุงดินอายุอย่างน้อย 6 เดือนปลูกในแปลง โดนก่อนนำกล้าไม้
ไปปลูกควรรดน้ำกล้าไม้ให้ชุ่มอีกครั้ง เพื่อสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้นานขึ้น สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายปลูกนั้นให้พิจารณาจากความ
ถี่ห่างของการตกของฝนในช่วงเวลานั้น และช่วงเวลาหรือระยะเวลาในการตกของฝนในอดีตที่ผ่านมา เช่น ในพื้นที่นั้น โดยทั่วไปแล้ว ฝนตกชุกในระหว่าง
เดือน สิงหาคม-กันยายน แต่ในปีนั้นปรากฏว่าในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม มีฝนตกชุกติต่อกัน ถ้าเราทำการย้ายปลูกในช่วงนี้อาจทำให้กล้าไม้
ต้องประสพกับภาวะแห้งแล้งภายหลังการย้ายปลูกได้ แต่อย่างไรก็ตามหากว่าการรายงานสภาพภูมิอากาศยืนยันว่าจะยังคงมีฝนตกติดต่อกันในพื้นที่นั้นต่อไป
อีกนาน การย้ายปลูกในช่วงนั้นก็อาจจะเป็นผลดีกับกล้าไม้ที่ย้ายปลูกก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ การตัดสินใจ และประสบการณ์ของผู้ปลูกเอง

การบำรุงรักษา

                       ในการบำรุงรักษาสวนป่าไม้มะค่าโมงนั้น หลังจากการปลูกกล้าไม้แล้วประมาณ 1 เดือน ให้เริ่มทำการถางหญ้าและพรวนโคนต้นไม้ โดยใช้ช่วง
ปีแรกของการปลูกให้ทำการถางหญ้าและพรวนโคนต้นไม้ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของวัชพืชในแปลงปลูก โดยวิธีในการกำจัดวัชพืชนั้น อาจให้ดำเนิน
การ โดยใช้แรงงานคน แต่ถ้าหากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่การใช้รถไถในการดำเนินการน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยเม็ดเสริม โดยให้พิจารณา
จากความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยในการใส่ปุ๋ยให้ทำการใส่ในช่วงต้นฝน ซึ่งจะแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ สำหรับในการจัดสร้างแนวกันไฟนั้นให้ทำการ
แบ่งแปลงปลูกให้มีขนาดเล็ก โดยพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศเป็นหลัก ใช้รถไถจัดทำเป็นทางตรวจการชั่งใช้เป็นแนวกันไฟจากภายนอกแปลงไปในตัวด้วย นอกจากนี้ภายในแปลงควรทำแนวกันไฟแบ่งย่อยให้แปลงเล็กลง เพื่อป้องกันไฟภายในแปลงปลูกอีกชั้นหนึ่ง

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                       สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและผลผลิตของไม้มะค่าโมงนั้น มีอยู่น้อยมากเนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ไม้มะค่าโมงมีอยู่จำนวน
มากในป่าธรรมชาติ มีการตัดฟันมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย และถึงแม้ในปัจจุบัน ไม้มะค่าโมงในประเทศไทย
มีปริมาณลดน้อยลงอย่างมากก็ตาม การลักลอบนำเข้าไม้มะค่าโมงจากประเทศเพื่อนบ้านก็มีอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่ใคร่มีคนสนใจที่จะดำเนินการปลูกสร้างสวนป่า
ขึ้นมา รวมทั้งทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของพรรณไม้ก็มักจะทำการศึกษาเฉพาะในขณะเมื่อยังเป็นกล้าไม้อยู่ ทั้งนี้เนื่องจากไม้มะค่าโมง
โดยธรรมชาติแล้วจัดเป็นไม้ที่โตช้า ในการศึกษาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการปลูกทดลองส่วนใหญ่มัก จะเป็นในรูปของการทดลอง
ปลูก เป็นแปลงเล็กๆ มิได้มีการติดตามการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ซึ่งในการที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ชนิดนี้ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนนั้น ควรที่จะมีข้อมูล
ในส่วนนี้อยู่พอสมควร อย่างน้อยก็เป็นช่วงหนึ่งของการเจริญเติบโตในระยะแรกๆ เช่น 5-10 ปี เป็นต้น

การใช้ประโยชน์

                       ไม้มะค่าโมง มีเนื้อเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองอ่อน แข็งเหนียว แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี เหมาะสำหรับใช้ในการก่อสร้างต่างๆ ที่ต้องการ
ความแข็ง แรงทนทาน ทำเสา หนอนรองรางรถไฟ ทำไม้บุผนัง ทำตัวถังรถบรรทุก ใช้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างเรือใบ เรือดินทะเล ทำเครื่องมือกสิกรรม เช่น
ไถ คราด สาก กระเดื่อง ทำพานท้ายปืน เครื่องดนตรี เช่น กลอง โทน รำมะนา เป็นไม้ที่ให้มะค่าลวดลายสวยงามและราคาสูง ใช้ทำเครื่องเรือนชั้นดี นอกจากนี้แล้วเปลือกยังมีน้ำฝาดสำหรับใช้ฟอกหนัง และเนื้อในเมล็ดอ่อนใช้รับประทาน

ข้อจำกัดของไม้มะค่าโมง

                       จากการพิจารณาธรรมชาติของไม้มะค่าโมง พบว่าควรเลือกปลูกในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 19 -24 เซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย
ระหว่าง 1,000 – 1,500 มิลลิเมตรต่อปีดินควรเป็นดินร่วนมีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร วัตถุต้นกำเนิดดินควรเป็นพวกหินทราย และหินปูนอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางไม่เกิน 650 เมตร

ข้อเสนอแนะต่อราษฎรและภาคเอกชนที่สนใจ

                       จากที่กล่าวมาแล้วว่าไม้มะค่าโมงนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะจัดดำเนินการปลูกสร้างเป็นสวนป่า แต่ยังขาดข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับไม้ชนิดนี้อยู่มาก
ดังนั้น ในเบื้องต้น ผู้ที่สนใจจะทำการปลูกไม้มะค่าโมงควรประยุกต์เอาวิธีการต่าง ๆ จากการปลูกสร้างสวนป่าไม้โตช้าชนิดอื่น ๆ เช่น ไม้สัก เป็นต้น มาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ควรดำเนินการในลักษณะของระบบวนเกษตรเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการดำเนินการในระบบดังกล่าว ค่อนข้างดีจะประณีต ความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นมีน้อยกว่า และยังเป็นการช่วยอภิบาลละเร่งการเจริญเติบโตของไม้มะค่าโมงที่ปลูกด้วย                        สำหรับภาคเอกชนที่ต้องการดำเนินการในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น สามารถที่จะดำเนินงาในลักษณะนี้ในพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น ยากแก่การดูแล ดังนั้น ควรจะประยุกต์นำเอาระบบหมู่บ้านไม้ป่าไม้มาใช้ด้วย เช่นแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละครอบครัว หรือแต่ละคน ให้มีขนาดที่เหมาะสม ดำเนินการได้ทันตาม
แผนงาน โดยให้มีแรนงจูงใจในรูปของผลตอบแทนเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ผลผลิตการเกษตร และรางวัลตอบแทนเมื่อสามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่
วางไว้ รวมถึงมีการจดสวัสดิการแก่สมาชิกในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การจัดรถขนส่งผลผลิตทางด้านการเกษตร เป็นต้น

 

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้ โดย เกียรติก้อง พิตรปรีชาและคณะ

 

ตะเคียนทอง

จษฎา เหลืองแจ่ม

รัตนะ ไทยงาม

 

คำนำ

                       ตะเคียนทอง มีชื่อพื้นเมืองต่าง ๆ ดังนี้ กะกี้ โกกี้ (กระเหรี่ยงแถบจังหวัดเชียงใหม่) แคน(ภาคเหนือ) จะเคียน (ภาคเหนือ) จูเค้ โซเก
(กระเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี) ตะเคียน ตะเคียนทอง ตะเคียนใหญ่ (ภาคกลาง) ไพร (ละว้า จังหวัดเชียงใหม่) และมีชื่อพื้นเมือง ภาษาอังกฤษ Iron wood ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Hopea odorata Roxb. อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรังทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศไทย ขึ้นได้ดีบนที่ราบหรือค่อนข้างราบใกล้ริมน้ำ เป็นไม้สำคัญทางเศรษฐกิจเป็นไม้เด่นของป่าดิบชื้น

ลักษณะทั่วไป

                       ตะเคียนทองเป็นไม้ขนาดใหญ่ สูง 20-40 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอด เป็นพุ่มทึบกลมหรือ รูปเจดีย์ต่ำ ๆ เปลือกหนา สีน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ด
กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่สีน้ำตาลแดง ใบรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบขนาด 3 - 6 x 10 -14 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา ปลายใบเรียว แต่ไม่จรดกัน ดอก เล็ก ออกเป็นช่อยาว ๆ สีขาวตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลิ่นหอม ก้านช่อดอก ก้านดอก และกลีบรองกลีบดอกมีขนนุ่ม กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดต่อกัน ผล กลม หรือรูปไข่เกลี้ยง ปลายมน เป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร ปีกยาว 1 คู่
รูปใบพาย ปลายปีกกว้างค่อย ๆ เรียวสวนมาทางโคนปีก เส้นปีกความยาวมี 7 เส้น ปีกสั้นมีความนาว ไม่เกินความยาวตัวผลดอกออกระหว่างเดือน มกราคม
ถึง มีนาคม ดอกจะไม่ออกทุกปี ช่วงดอกออกมากประมาณ 3-5 ปี/ครั้ง และจะแก่ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเมษายน

 

 

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                       ตะเคียนทองมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย แถบประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา
และมาเลเซีย เป็นไม้ในป่าดงดิบ มีการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ กล้าไม้ที่เจริญเติบโตได้ 1-3 ปี มักจะถูกไฟคลอกภายในระยะหลัง จึงสมควรที่จะ
หาทาง นำไปขยายปลุกเป็นสวนป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติดั้งเดิมของไม้ตะเคียนทอง ลักษณะของต้นไม้ก็มีส่วน
สำคัญอีกย่างหนึ่งต่อการกระจายพันธุ์ กล่าวคือ ตะเคียนทองเป็นไม้เด่นที่มีลำต้นสูง ผลจึงถูกลมพัดพาไปได้ไกล ๆ ประกอบกับเมล็ดมีการเสื่อมความงอกไว เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ความชื้นไม่พอ ไม้ที่ให้ร่มเงาในระยะแรกไม่มี เมล็ดจะไม่งอกหรืองอกแล้วตายไปในที่สุด ไม้ตะเคียนทองนับวัน
จึงลดลงเรื่อย ๆ

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

                       ตะเคียนทองเป็นไม้ที่ชอบแสง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปลูกในสภาพสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมของมันเปลี่ยนไปแล้วจะต้องมีไม้อภิบาลในระยะแรก จนกว่าไม้ตั้งตัวได้แล้วจึงปล่อยให้ขึ้นลำพังได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองของ ธิติและคณะ (2534) ที่ปลูกไม้ตะเคียนทองร่วมกับไม้กระถิ่นยักษ์ เปรียบเทียบกับปลูกในที่โล่ง พบว่า ระยะเวลาหกเดือนแรกหลังจากปลูก การรอดตายาจะไม่แตกต่างกัน เนื่องจากยังมีความชื้นเพียงพอ แต่หลังจากหนึ่งปีผ่านไป
พบว่า ตะเคียนทองที่ปลูกระหว่าง กระถิ่นยักษ์ 2 x 2 เมตร จะมีการรอดตายสูงสุด และในที่โล่งต่ำสุด การเจริญเติบโตก็มีลักษณะในทิศทางเดียวกับการรอดตาย สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับไม้ตะเคียนทอง ควรมีปริมาณน้ำฝนเกินกว่า 1500 มิลลิเมตร ต่อปี ระยะความสูง 130-300 เมตร และเป็นดินร่วนปนทราย
มีความสมบูรณ์และระบายน้ำดี

การขยายพันธุ์แลการผลิตกล้า

                       การขยายพันธุ์ตะเคียนทองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใช้ วิธีผลิตกล้าจากการเพาะเมล็ด เมล็ดตะเคียนทองจัดเป็นพวกที่สูญเสียความงอกไว
( recalcitrant seed) ยิ่งกว่านั้นตะเคียนทองจะให้เมล็ด 2-3 ปี ต่อครั้ง แต่ละครั้งก็ให้เมล็ดไม่มาก เนื่องจากดอกร่วงหล่นเสียก่อนได้รับการผสมเกสร ทั้งนี้เนื่อง
จากโรค และแมลง ฉะนั้นการผลิตกล้าจากเมล็ดจึงมีปัญหาอย่างมาก ต่อไปคงต้องใช้วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทน                        กล้าไม้ตะเคียนทองที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเป็นกล้าค้างปี เพราะกล้าจะแกร่งมีการรอดตาย สูง ถ้าใช้กล้าที่เพาะอายุเพียง 3-4 เดือน
กล้าจะอ่อนไป ประกอบกับเมื่อนำไปปลุกได้ก็จวนหมดฤดูฝน แล้ว การรอดตายจึงต่ำเนื่องจากกล้าที่นำมาปลูกได้เมล็ดราวเดือนมีนาคม-เมษายน นำมาเพาะและปลูกได้ก็ราวเดือน สิงหาคม-กันยายน กล้าก็ยังไม่แกร่งพอ อีกทั้งปลายฤดูฝนแล้วจึงไม่นิยมนำไปปลูกในปีเดียวกัน ที่เพาะเมล็ดโดยมากจะนำไปปลูกในฤดูฝนปีถัดไป

การคัดเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่สำหรับปลูก

                       การปลูกป่าทางภาครัฐยังคงใช้วิธีการปลูกแบบธรรมดา( exetensive ) ที่ใช้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปการเตรียมพื้นที่มีเพียงแต่ เก็บริบ เผาริบ เท่านั้น การเจริญเติบโตและกำลังผลิตจึงไม่ดีเท่าที่ควร การปลูกสวนป่าตะเคียนทองก็ยังมีน้อย เนื่องจากขาดเมล็ดและกล้าไม้ อีทั้งการปลุกตะเคียนทองต้องเตรียมกล้า
ข้ามปี แผนการปลูกป่าดำเนินการปีต่อปี ไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ฉะนั้นตะเคียนทองจึงมีแต่ทำการปลูกเพื่องานทดลองเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการปลูกแบบกึ่ง
ประณีต ( semi intensive ) เท่านั้นไม่ถึงกับขั้นประณีต ( intensive ) การปลูกขั้นประณีตจะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์อย่างดี เตรียมพื้นที่อย่างประณีต และบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง การปลูกตะเคียนทองในเชิงพาณิชย์ยังไม่มี เพาะการปลูกป่าภาคเอกชนยังไม่เปิดกว้าง อีกทั้งไม้ตะเคียนทองเป็นไม้โตช้า หาเมล็ดและกล้าปลุกยาก จึงไม่เป็นที่นิยม

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                       วิธีการปลูกไม้ตะเคียนทองก็เหมือนกับไม้ป่าทั่ว ๆ ไป กล้าที่ปลูกจะต้องทำให้แกร่งเสียก่อนโดยนำออกรับแสงเต็มที่สัก 1-2 สัปดาห์
แล้วย้ายปลูกหลังจาก ฝนตก ถ้าทำได้ควรนำถังใส่น้ำเข้าไปในพื้นที่ปลูก นำกล้าตะเคียนทองจุ่มลงถังน้ำ เพื่อให้รากดูดซับน้ำไว้จนอิ่มตัว แล้วจึงแกะถุงพลาสติก
ที่ห่อหุ้มรากออก นำลงหลุมปลุก วิธีการนี้จะช่วยให้กล้าตะเคียนทองรอดตายสูงในกรณีที่ฝนทิ้งช่วง ระยะปลูกที่ใช้กันทั่วไป คือ 4 x 4 เมตร เหมาะสมกับการ
ปลูกร่วมกับไม้โตเร็วตระกูลถั่วอื่น ๆ เพื่อไม้โตเร็วเหล่านั้นสามารถ fixed nitrogen ช่วยให้ไม้ตะเคียนทองเจริญเติบโตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยอภิบาลด้วย สวนป่าตะเคียนทองควรปลูกแบบวนเกษตรจะให้ผลดี เพราะตะเคียนทองเป็นไม้โตช้า เมื่อมีการปลูกพืชควบแล้วมีการเตรียมพื้นที่อย่างดี จะช่วยให้การเจริญ
เติบโตของไม้ตะเคียนทอง ดียิ่งขึ้น แล้วยังทำให้กายภาพของดินดีขึ้นด้วย เพราะมีการไถพรวนเป็นประจำในขณะเดียวกันเมื่อปลูกพืชอื่น ๆ จะมีการใส่ปุ๋ยทำให้
ไม้ตะเคียนได้รับปุ๋ยที่ใส่ในพืชควบด้วย ก็ยิ่งช่วยให้การเจริญเติบโตและการรอดตายสูงยิ่งขึ้น

การบำรุงรักษา

                       ตะเคียนทองเป็นไม้ที่ต้องการบำรุงรักษาในระยะแรกปลูก เพื่อการตั้งตัวเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่แท้จริงของป่าไม้ตะเคียนได้เปลี่ยนแปลง
ไปแล้ว ความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงการปฏิบัติบำรุงรักษาจึงต้องการมีมากขึ้น ขั้นต่อไปก็ควรมีการใส่ปุ๋ยบ้าง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน
และฟอสฟอรัส และเริ่มให้ได้รับแสงเต็มที่

โรคและแมลง และศัตรูธรรมชาติ

                       โรคและแมลง ที่ทำลายสวนป่ายังไม่พบเห็น อาจจะเป็นเพราะการปลูกสร้างสวนป่าตะเคียนทองยังมีน้อย แต่สำหรับต้นใหญ่ที่ให้ดอกแล้ว
จะพบว่า ดอกไม้ร่วงหล่นก่อนที่จะมีการผสมพันธุ์ อันเนื่องจากโรคและแมลง แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นชนิดใด หรืออาจจะเป็นเพราะสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิสูง
เกินไป เป็นต้น ซึ่งจะต้องหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                       ไม้ตะเคียนทองเป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ต้องการดูแลรักษาในระยะแรกจากการทดลองของ ธิติและคณะ (2534) เปรียบเทียบ
การปลูกไม้ตะเคียนทองระหว่างไม้กระถิ่นยักษ์ที่มี ระยะปลูก 2 x 2 , 2 x 3 เมตร และในที่โล่งพบว่าในระยะ 6 เดือนแรกไม่มีความแตกต่างของการรอดตาย โดยที่ปลูกระหว่างไม้กระถินยักษ์ 2 x 2 เมตร ให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงสุก 50 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ปลูกระหว่างไม้กระถินยักษ์ 2 x 3 เมตร และที่โล่ง
เปอร์เซ็นต์การรอดตาย 40 เปอร์เซ็นต์ และ 35 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ หลังจากนั้นการรอดตายได้ลดลงอีกไม่มากหลังจากปลูกไปแล้ว 12 -42 เดือน เดือนที่ 42 เปอร์เซ็นต์การรอดตายจะเหลือ 40, 30 และ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

                      สำหรับการเจริญเติบโตของไม้ตะเคียนของที่ปลูกระหว่างไม้กระถิ่นยักษ์ตามระยะปลูกดังกล่าวข้างต้น ระยะปี 1-3 ไม้ที่ลุกในที่โล่งการเจริญ
เติบโตทางด้านความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลางมีแนวโน้มดีกว่าปลูกระหว่างไม้กระถินยักษ์ 2 x 2 และ 2 x 3 เมตร หลังจากนั้นการเจริญเติบโตได้ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตจะต้องติดตามต่อไป

                      การทดลองความเจริญเติบโตที่จังหวัดขอนแก่น ในระยะกล้าไม้ ที่ปลูกในกระถาง จำนวน 100 กระถาง เป็นเวลา 1 ปี พบว่าความเจริญเติบโต
ทางด้านความสูงเพิ่มจาก 24 เซนติเมตร เป็น 62 เซนติเมตร และความโตของเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับ 10 เซนติเมตร จากโคนจาก 0.32 เซนติเมตร
เป็น 1.10 เซนติเมตร แต่เมื่อนำไปปลุกภายใต้เรือนยอดของยูคาสิปตัส คามาดูเลนซีส 4 x 4 เมตร แล้วพบว่า ความสูงเพิ่มขึ้นในปีแรกหลังจากปลูกเป็น
97 เซนติเมตร หลังจากนั้นปีที่สองก็ลดลงเนื่องจากสัตว์เลี้ยงเข้าทำลาย สำหรับการเจริญเติบโตทางด้านเส้นผ่าศูนย์กลางที่ระดับ 10 เซนติเมตรนั้นจะเจริญเติบโต
ขึ้นไปเรื่อย ๆ จาก 1.2 เซนติเมตร เป็น 3.3 เซนติเมตร

                       Thai – ngam (1991) ได้รายงานผลการเจริญเติบโตของไม้ตะเคียนทองภายใต้เรือนยอดของไม้โตเร็ว 4 ชนิด คือ กระถินณรงค์ ขี้เหล็กบ้าน
ยูคาลิปตัส คามาดูเลนซีส และแคบ้าน ที่ระยะที่ปลูกภายใต้เรือนยอด 4 x8 เมตร ของไม้กระถินณรงค์ ขี้เหล็กบ้าน และยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซีส
สูงกว่าระยะปลูกอื่น ๆ โดยมีความสูงเพิ่มขึ้นสูงสุดภายใต้เรือนยอดขี้เหล็กบ้าน 4.5 เซนติเมตร ส่วนภายใต้เรือนยอดไม้แคบ้าน ความสูงของตะเคียนทอง
เพิ่มขึ้นสูงสุด ที่ระยะปลูก 2 x8 เมตร โดยเพิ่ม 2.2 เซนติเมตร และความเจริญเติบโตทางด้านความโตก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับความสูงทั้งด้านชนิดไม้
และระยะปลูก เพียงแต่ว่าความสูงสุดอยู่ที่ภายใต้เรือนยอดของแคบ้าน ระยะปลุก 2 x8 เมตร โดยมีความโต ( D 10 ) เพิ่มขึ้น 0.09 เซนติเมตร

                       สรุปแล้วการปลูกไม้ตะเคียนทองภายใต้เรือนยอดของไม้โตเร็ว มีแนวโน้มว่าไม้โตเร็วควรมีระยะ การปลูกห่าง การเจริญเติบโตของ
ไม้ตะเคียนทองถึงจะดี อย่างเช่นการทดลอง ของ ธิติและคณะ (2534) พบว่าปลูกในที่โล่งการเจริญเติบโตดีกว่าปลูกภายใต้เรือนยอดกระถินยักษ์ที่มีระยะปลูก
ชิดกันแค่ 2 x 2 หรือ 2 x 3 เมตร ในขณะที่ไม้โตเร็วมีระยะปลูกห่างมากขึ้นดังการทดลองของ Thai - ngam (1991) พบว่าไม้โตเร็วระยะปลูก 4 x 8 เมตร ให้การเจริญเติบโตของไม้ตะเคียนทองดีกว่าระยะปลูกที่ชิดกว่านี้ แต่สำหรับตะเคียนทองปลูกในที่โล่งก็ให้ผลของการเจริญเติบโตไมค่อยดีนักซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่า
ไม้ตะเคียนทองต้องการอภิบาลในระยะตั้งตัว และต้องมีระยะที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตยังขึ้นกับท้องที่ที่ปลูก ( Site) และพรรณไม้ที่ปลูกร่วมด้วย ( species ) ซึ่งจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดให้มากกว่านี้ในเวลาต่อไป

การใช้ประโยชน์

                      ไม้ตะเคียนทอง เนื้อไม้ใช้แปรรูปใช้ในงานก่อสร้าง โครงสร้างที่ใช้รับน้ำหนัก บ้านเรือน สะพาน หมอนรถไฟ ตัวถังรถ เรือ เครื่องเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ต้องการความแข็งแรงทนทานเนื้อไม้น้ำหนัก 753 กก./ลบ.ม. ที่ความชื้น 12 % และมีความถ่วงจำเพาะ 0.637 จากการทดสอบความทนทานของไม้ตะเคียนทองพบว่า ชิ้นไม้ที่ปักทดสอบสามารถความคงทนได้นานกว่า 10 ปี ถ้านำมาทำหมอนรองรางรถไฟ
สามารถใช้งานได้ 16 -18 ปี ถ้าขุดต้นตะเคียนทำเป็นเรือจะได้นานกว่า 60 ปี แปรรูปนำมาต่อเรือเดินทะเลใช้งานได้นานกว่า 25 ปี และถ้านำมาเป็นไม้ก่อสร้าง
ในร่ม ทำเฟอร์นิเจอร์จะใช้งานได้นานไม่มีกำหนด
                      นอกจากประโยชน์ทางเนื้อใช้แล้ว ยางไม้ตะเคียนทองซึ่งมีชื่อการค้าว่า “Rock Dammar” มีสีเหลือง กลิ่นเล็กน้อย เมื่อถูกอากาศจะจับตัว
เป็นก้อนแข็งกลม ๆ รอยแตกจะเป็นมันวาว ก้อนยางนี้จะพบตามลำต้นหรือบริเวณที่เจาะสำหรับเอายาง และยางที่จับตัวเป็นก้อนแข็งนี้สามารถละลายได้ดี
ในน้ำมันสน หรือแอลกอฮอล์ คุณภาพของยางที่ได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็สามารถใช้เป็นน้ำมันชักเงา ตบแต่งเครื่องใช้ในร่ม ใช้สำหรับผสมกับวัสดุอื่น ๆ
เพื่อใช้ในงานต่าง ๆ เช่น ใช้ทาเคลือบเรือเพื่อรักษาเนื้อไม้และป้องกันเพรียงทำลาย นอกจากนี้ยางไม้ตะเคียนทองเมื่อนำมาบดเป็นผง ใช้เป็นยารักษา
บรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ทำยาหม่อง ใช้รักษาบาดแผลหรือบริเวณฟกซ้ำของร่างการในประเทศพม่า ส่วนใบตะเคียนทองมีสารแทนนินอยู่ 10 % โดยน้ำหนัก
แห้ง ในเปลือกก็มีสารนี้ประกอบอยู่เช่นเดียวกัน คุณสมบัติของแทนนินที่ได้จากไม้ตะเคียนทองนี้ เมื่อนำไปใช้ฟอกหนังจะทำให้แผ่นหนังแข็งขึ้น
กว่าเดิมเหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะอย่างได้เป็นอย่างดี
                      ส่วนประโยชน์อื่น ๆ ในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น ไม้ตะเคียนทองเป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบพร้อมกัน จึงเป็นไม้ที่รักษาความเขียวได้ตลอดปี
ช่วยลดก๊าซ CO 2 ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ช่วยสภาพแวดล้อมดีขึ้นในการรักษาความสมดุลของธรรมชาติ

ข้อจำกัดของไม้ชนิดนี้

                     ไม้ตะเคียนทองเป็นไม้โตช้าที่ต้องการความชุ่มชื่น และมีไม้อภิบาลให้ขั้นแรก เมื่อไม้ตั้งตัวได้แล้วจึงทำการเปิดให้รับแสงให้เต็มที่ ปริมาณน้ำฝนก็เป็นข้อจำกัดอีกกย่างหนึ่ง ควรสูงกว่า 1,500 มม./ปี ถึงจะเจริญเติบโตได้ดี

ข้อเสนอแนะในการปลูกไม้ตะเคียนทอง

                     ผู้ที่ต้องการปลูกตะเคียนทองจะต้องหาแหล่งเมล็ดไว้ล่วงหน้า นอกจากนั้นเมล็ดตะเคียนทองเป็นเมล็ดที่เสื่อมการงอกไว้ จะต้องติดตามระยะการ
ให้เมล็ดให้ดี เพราะหลังจากเมล็ดร่วงหล่นเกิน 15 วัน เมล็ดก็จะไม่งอก และเมื่อเพาะเมล็ดแล้วจะต้องเก็บกล้าไว้ค้างปี เพราะช่วงฝนแรกที่เพาะเมล็ดตะเคียน กล้าตะเคียนยังไม่แกร่งพอที่จะนำไปปลุกได้ ฉะนั้นผู้ที่สนใจจะต้องทราบถึงข้อจำกัดเหล่านี้ อย่างไรก็ตามตะเคียนเป็นไม้ตระกูลยางที่มีคุณค่าสูงทางเศรษฐกิจ จึงน่าที่จะมีการส่งเสริมให้ช่วยกันปลูกมาก ๆ มิฉะนั้นในอนาคต ตะเคียนทองอาจจะหมดไปจากป่าก็เป็นได้

 

แดง

 

คำนำ

                    ไม้แดงเป็นไม้ประเภทโตช้าและมีค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Xylia xylocarpa Taub var. Kerrii
Nielson อยู่ในวงศ์ Mimosaceae มีชื่อเรียกทั่ว ๆ ไปว่า “ แดง ” มีชื่อเรียกทางการค้าเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Iron wood' และมีชื่อเรียกพื้นเมืองว่า คว้าย
(เชียงใหม่ กาญจนบุรี) ไคว แพร่ (แม่ฮ่องสอน) จะลาน จาลาน ตะกร้อม สะกรอม (จันทบุรี) ปราน (สุรินทร์) ไปร (ศรีสะเกษ) ผ้าน (เชียงใหม่) เพ้ย(ตาก)

                    ไม้แดงเป็นไม้หวงห้ามในประเทศไทยชนิดหนึ่ง กระจายอยู่ตามภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะพบมากในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ นอกจากนี้จะพบไม้แดงในประเทศใก้ลเคียง เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และอินเดีย สำหรับไม้แดงอีกพันธุ์หนึ่ง คือ Xylia xylocarpa var.
xylocapra พบขึ้นอยู่ในประเทศอินเดียและพม่า จะมีลักษณะต่างไปจาก Xylia xylocarpa var. kerrii โดยที่สายพันธุ์ xylocarpa อับเรณูจะมีต่อมติดอยู่ด้วยเสมอ
ส่วนสายพันธุ์ kerrii อับเรณูไม่มีต่อม

ลักษณะทั่วไปของพันธุ์ไม้แดง

                    แดงเป็นไม้ผลผัดใบขนาดใหญ่สูงประมาณ 20- 30 เมตร บางครั้งจะพบสูงถึง 30- 37 เมตร และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30- 120 ซม.
ลำต้น แดงจะเปลาตรง โดยปกติจะมีความสูงถึงกิ่งแรก 12 เมตร ขึ้นไปแต่ในสภาพที่ดินตื้นไม่เหมาะสมกับการ เจริญเติบโตบางครั้งลำต้นจะเล็กและคดงอ
จะแตกกิ่งต่ำมีพุ่มใบมาก เปลือกเรียบสีเทาอมแดงตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบาง ๆ รอบลำต้น เมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแดงหรือ
สีแดงเรื่อ ๆ ละเอียด เสี้ยนเป็นลูกลื่น ใบ จะเป็นแบบ bipinnate และ paripinnate ใบเรียงตัวแบบ spiral ใบย่อยรูปไข่ ( ovate ) ฐานใบแบบ oblique ใบมัน
ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมมน (acute) เส้นใบแบบ netted ใบแก่ไม่มีขนปกคลุมหรืออาจจะมีขนประปรายด้านท้องใบเล็กน้อย ระหว่างใบมีตุ่มเล็ก ๆ สังเกต
ได้ชัดเจน ดอก ไม้แดงจะสีเหลือง ขนาดเล็กเป็นแบบ compound head คือชิดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยว ๆ หรือแตกกิ่งก้าน หรือขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง
ของช่อ ประมาณ 1.4 ซม. ก้านช่อดอกยาว 2- 5 ซม. มีขนาดปกคลุมประปราย กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกันคล้ายรูประฆัง ตรงปลายแยกออก เป็น 5 กลีบ
มีขนสีเหลืองปกคลุม กลีบดอก 5 กลีบ ติดกันเล็กน้อยที่บริเวณฐาน เกสรตัวผู้มี 10 อัน แยกจากกันเป็นอิสระยื่นออกมานอก ดอก ผล เป็นฝักเรียบ ไม่มีขน
ปกคลุม เมื่อฝักหนึ่งจะมีเมล็ด ประมาณ 6-10 เมล็ด หลังจากผลัดใบแล้ว ดอกจะออกมาพร้อมกับใบอ่อน ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน และพัฒนาการจน
เป็นผลประมาณ 11 เดือน ฝักจะแก่ราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมระบบรากของไม้แดงจะมีรากแก้ว โดยรากอันแรก ( primary root )นี้ เจริญออกมาจากส่วน
radicle จะหยั่งลึกลงไปในดิน รากอันแรกจะยาว หนา แข็ง รากอายุน้อยจะมีขนสั้นอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ รากอันแรกนี้จะแทงลึกลงไปในดิน รากแขนงเจริญเติบโตจากรากแก้วมีจำนวนมากและแผ่กระจายออกไปในแนวระดับ

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                    ตามธรรมชาติจะพบไม้แดงในป่าประเภทผลัดใบ ( Deciduous Forest ) ทั้งในป่าเบญพรรณ ( Mix deciduous forests ) และป่าเต็งรัง ป่าแดง
( Dry diptirocarps forest ) มีปริมาณน้ำฝนตกรายปีน้อยเฉลี่ยประมาณ 1200 มิลลิเมตร และความสูงจากระดับ ทะเลไม่เกิน 100 เมตร สภาพภูมิอากาศจะ
ร้อนมาก ในฤดูร้อนและหนาวจัดในฤดูหนาว บางครั้งในฤดูแล้วงป่าจะถูกไฟไหม้ พรรณไม้ที่ สำคัญที่พบควบคู่ กับไม้แดงในป่าธรรมชาติ มะค่าโมง ตะแบก
เสลา ประดู่ สัก มะเกลือ ขะเจ๊าะ เป็นต้น

การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า

                    การขยายพันธุ์ไม้แดงเพื่อการผลิตกล้าไม้ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการขยายพันธุ์โดยเมล็ดเท่านั้น เพราะสามารถ ผลิตกล้าได้เป็นจำนวน
มากและวิธีการอื่นยังไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง คงเป็นเพียงการทดลองเท่านั้น

                    เมล็ดไม้แดงที่นำมาเพาะควรเป็นเมล็ดที่มีคุณภาพดี มีความสมบูรณ์เต็มที่ เวลาที่ควรเก็บเมล็ดอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม บางปีอาจ
ยืดออกไปถึงเดือนเมษายน การเก็บเมล็ดบางแห่งก็เก็บพื้นดินซึ่งค่อนข้างโล่ง การเก็บเมล็ดไม้อีกวิธีหนึ่ง คือ การปีนขึ้นไปตัดเอาฝักลงมา ฝักที่เก็บควร
เป็นสีน้ำตาลแดงเขียวแห้งซึ่งยังไม่แตกออก จะทำให้ได้เมล็ดที่ค่อนข้างแก่สมบูรณ์ ฝักที่ได้นำมาตากแดดบนลานจนฝักแตกออก ทำการเก็บเมล็ด
หรือแยกเมล็ดออกจากฝัก นำมาตากแดดอีก 1-2 วัน เพื่อให้เมล็ดแห้งสนิท มีความชื้นต่ำกว่า 10% ทำการคัดเมล็ดออก แล้วนำไปเก็บรักษาก่อนนำไปใช้
หรือนำไปหว่านเพื่อผลิตกล้าต่อไป

วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม

                    การปลูกไม้แดงในพื้นที่ก็เช่นเดียวกับการปลูกไม้ชนิดอื่น ๆ คือ ควรทำการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องแน่ใจว่ามีฝนตก สม่ำเสมอพอเพียง
แก่การเจริญเติบโตของกล้าไม้โดยสังเกตจากความชื้นในดินเพียงพอให้รากไม้แดงมีความแข็งแรงที่จะชอนไชลงใน ระดับลึกได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสม
ในการย้ายปลุกควรอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฏาคม การปลูกที่ล่าช้าออกไปทำให้อัตราการ เสี่ยง สูงขึ้นทั้งในแง่การรอดตายและการเจริญเติบโต

                    ก่อนจะทำการย้ายปลุกประมาณ 1 เดือน ควรย้ายกล้าไม้แดงไปในพื้นที่โล่งแจ้งให้กล้าไม้ได้รับแสงเต็มที่เพื่อทำให้กล้ามีความแข็งแรงก่อน
ย้ายปลูก( Hardening) ในระยะนี้กล้าไม้ที่อ่อนแอจะตายไปทำให้ได้กล้าไม้ที่แข็งแรงจริงๆ ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง ของสภาพสิ่งแวดล้อมระยะแรก

การบำรุงรักษา

                    หลังจากการปลูกไม้แดงแล้ว ต้นไม้แดงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้ต้นไม้สามารถต่อสู้แข่งขันกับพืชล้มลุก
วัชพืชต่าง ๆ หลังจากนั้นสวนป่าไม้แดงควรได้รับการดูแลรักษาอีกประมาณ 4-7 ปีตามสภาวะท้องที่ปลูก ในช่วงแรกการดูแลรักษาจะต้องไม่ให้กล้าไม้
ถูกวัชพืชปกคลุม โดยการกำจัดวัชพืชเหล่านั้นเมื่อเห็นว่าวัชพืชเริ่มโตถึงขั้นแย่งแสงกับกล้าไม้ที่ปลูก อาจกระทำโดยการถากรอบโคนต้นรัศมี 50 ซม.
รอบต้น หรืออาจทำการถางช่องในแต่ละแถวในแปลงปลูกในช่วง 3 ปีแรกควรดายวัชพืชอย่างน้อย 3ครั้ง/ปี ช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม กลางฤดูฝนเดือน
กรกฎาคม และปลายฤดูฝนเดือนกันยายน ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นก็ควรดายวัชพืชอีกปีละครั้งการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ให้แข่งขัน
กับพืชอื่นๆ อาจจำเป็นในช่วง 3 ปีแรก เช่น การใส่ปุ๋ย 15-15-15 หนึ่งครั้ง ประมาณ 50 กรัม/ต้น รอบโคนต้นไม้แดง

โรคแมลงและศัตรูธรรมชาต

                    อันตรายจากโรคต่อต้นไม้แดงมีรายงานน้อยมาก เชื้อโรคทำลายเมล็ดซึ่งพบในเมล็ดไม้แดงมี 3 ชนิด คือ aspergillus flavor ,
Aspergillud nigers และ Penicillium spp. สำหรับเชื้อ

                    โรคที่ทำอันตรายต่อกล้าไม้แดงและต้นไม้แดงในแปลงปลูก หรือตามธรรมชาติ ยังไม่พบรายงาน เนื่องจากไม้แดงเป็นไม้ที่ มีความแข็งแรงทน
ทานสูง อันตรายจากแมลงจึงมีน้อยมากเท่าที่รายงานพบว่า ด้วง longhorn และ bupresid จะเข้าทำอันตรายแก่ต้นแดง และไม้ซุง ไม้ท่อน แต่ปลวกและตัวมอด
Marine borers จะไม่เข้าทำอันตรายเนื้อไม้

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                    ไม้แดงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการเจริญเติบโตดีมากถ้าขึ้นหรือปลุกในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น มีปริมาณน้ำฝนพอเพียง แต่ถ้าขึ้นในสภาพ
สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การเจริญเติบโตจะช้าลงเนื่องจากไม้แดงมีการปลูกเป็นสวนป่ากันน้อย ข้อมูลเกี่ยวกับอัตรา การเจริญเติบโตในแต่ละช่วง
ตลอดอายุตัดฟันยังไม่ค่อยมี ส่วนมากจะเป็นข้อมูลในปีแรกและปีที่ 2 ของการปลูก เช่น วิขัณฑ์ อรรณพานุรักษ์ และคณะ (2530) รายงานว่า ไม้แดงปลูก
ในกลุ่มดิน Red brow earth บริเวณสวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าหมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีความสูงเฉลี่ยเพียง 30- 50 ซม. และความโตเฉลี่ย 1 ซม.แต่จะมีอัตราการรอดตายสูงเกือบ 100% เป็นต้น ส่วนที่ประเทศอินเดีย Troup (1921) รายงานว่า ไม้แดงเมื่ออายุ 5 ปี จะความสูง 25 ฟุต เส้นรอบวง 22 นิ้ว

การใช้ประโยชน์

1. เนื้อไม้ เนื่องจากไม้แดงเป็นไม้ที่มีความทนทานตามธรรมชาติเกินกว่า 10 ปี มีความทนทานเมื่อเนื้อไม่สัมผัสผิวดินเกินกว่า 25 ปี เนื้อไม้จึงค่อนข้างแข็งแรง
หนัก ทนทานต่อการกระแทกสูง การใช้ประโยชน์เนื้อไม้จึงใช้กับงานก่อสร้าง เช่น ใช้ทำเสา คาน ไม้พื้น ใช้ทำเครื่องเรือน เรือ ไม้หมอนรถไฟ สะพาน เครื่องมือ
การเกษตร เป็นต้น

2. อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากการใช้ประโยชน์เนื้อไม้ทางเศรษฐกิจแล้วไม้แดงเป็นพันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการปลุกป่าหรือต้นไม้เพื่อการปรับ
ปรุงสภาพ สิ่งแวดล้อม เช่น การปลุกในเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารในบริเวณทีเป็นภูเขาหรือมีความลาดชันสูง ซึ่งมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 600 เมตร
เพราะว่าไม้แดงมีระบบรากลึกและรากแผ่กระจายได้ดี ทำให้ชะลอการพังทลายหน้าดินโดยเฉพาะบริเวณ ดินร่วน ดินทราย นอกจากนี้ยังเหมาะสม
ในการปลูกป่าปรับปรุงสภาพป่าเสื่อมโทรม ป่าวนเกษตร ป่าชุมชนดั้งเดิมและป่าปลุกใหม่

3. ประโยชน์อื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมของการทำเป็นถ่านและฟืนเพราะไม้แดงให้กิ่งก้านพอสมควร ถ่านไม้แดงจะให้ค่าความร้อนสูง
7,384 แคลอรี/กรัม นอกจากนี้เมล็ดไม้แดงยังนำไปบริโภคได้

ข้อจำกัดของไม้แดง

                    ไม้แดงซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอีกชนิดหนึ่งแต่ขณะนี้การปลูกไม้แดง ของกรมป่าไม้ยัง
น้อยมากมิได้ปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ สำหรับภาคเอกชนก็ยังไม่มีความสนใจที่จะปลุกไม้แดงเพราให้ผลตอบแทนช้า เมื่อเปรียบเทียบกับไม้โตเร็วชนิดอื่นๆ
เช่น ยูคาลิปตัส อย่างไรก็ตามต่างประเทศ เช่น มาเลเชียเริ่มมีความสนใจที่จะปลูกไม้แดง เพราไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลง และเริ่มมีการค้นคว้า
ทดลองการขยายพันธุ์ไม้แดงการปักชำ สำหรับประเทศไทยเอกชนควรหัน มาสนใจการปลูกป่าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม้แดงเป็นไม้ที่ไม่ควร
มองข้ามในการปลูกเชิงพาณิชย์ในอนาคต

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้

โดยประพันธ์ ผู้กฤตยาคามี และคณะ

ไม้ตะกูหรือกระทุ่ม

 

 

 

 คำนำ

                   ไม้ตะกูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Anthocephalus chinensis Rich. Ex Walp. อยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
ว่าไม้กระทุ่มหรือกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่งขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพแตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย เนื้อไม้สามารถนำไปใช้เป็นไม้แปรรูปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ ไม้บาง ไม้อัด ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ทิเคิลบอร์ด และใช้ในโรงงานทำไม้ขีดไฟได้ดี

ลักษณะทั่วไป

ลักษณะใบไม้ตะกู ผลเป็นผลรวม

                    ตะกูเป็นพรรณไม้ขนาดใหญ่ขึ้นในป่าดงดิบชื้น ป่าดิบแล้งหรือตามริมน้ำท่ามกลางป่าผลัดใบเรือนยอดมีลักษณะเป็นพุ่มกลม กิ่งตั้งฉากกับลำต้น เปลือกสีเทาปนน้ำตาลค่อนข้างเรียบเนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวรูปไข่ ออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน ใบมีขนาดใหญ่ประมาณ 5-12 x 10-24 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลมโคนใบป้าน เนื้อใบค่อนข้างหนาหลังใยมีขนสาก ๆ และมีสีเข้มกว่าท้องใบ ท้องใบมีขนนุ่มและจะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นแขนงใบมี 7-14 คู่ เห็นได้ชัดทั้ง 2 ด้านดอกมีขนาดเล็กติดกันแน่นอยู่บนช่อดอกแบบ head สีขาวปนเหลืองหรือส้ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นช่อกลมเดี่ยวหรือเป็นกระจุกไม่เกิน 2 ช่อ อยู่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นแบบผลเดี่ยวโดยเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมอยู่บนช่อดอก ซึ่งเรียกผลแบบนี้ว่า fruiting head มีขนาดความโตวัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.4-6 เซนติเมตร ต้นตะกูที่โตเต็มที่แล้วจะออกในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน หลังจากนั้นผลจะแก่ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ตะกูผลหนึ่ง ๆ จะมีเมล็ดขนาดเล็กเป็นจำนวนมากบรรจุอยู่ภายในเมล็ด ยาวประมาณ 0.66 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 0.44 มิลลิเมตร เมล็ดแห้งหนัก 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ดประมาณ 18 -26 ล้านเมล็ด

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ

                    ตะกูพบในประเทศอินเดีย เนปาล พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ที่เชื่อว่ามีขอบเขตการกระจายพันธุ์กว้างชนิดหนึ่ง โดยกระจายพันธุ์จากเนปาลและอัสสัมมาทางทิศตะวันออกจนถึงแถบอินโดจีน และกระจายพันธุ์ลงไปทางใต้แถบมาเลเซีย อินโดนีเซีย จนกระทั่งถึงหมู่เกาะนิวกินี ในประเทศไทยตระกูลมีการกระจายพันธุ์อยู่แทบภาคของประเทศ โดยพบที่เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี เลย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ตรัง สตูล และภูเก็ต โดยมักพบตันตะกูขึ้นเป็นกลุ่มล้วน ๆ ในป่าดั้งเดิมที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งร้างไว้ หรือสองข้างทางรถยนต์ที่ตัดผ่านป่าที่ค่อนข้างชุ่มชื้น เช่น ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบแล้ง เป็นต้น

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

                   ตะกูจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่ดินลึกและมีความชุ่มชื้นสูง เช่น บนดินตะกอนริมฝั่งแม่น้ำและขึ้นได้ตั้งแต่ที่ราบริมทะเลไปจนถึงระดับความสูง 1,000 เมตร ปริมาณน้ำฝนรายปี 1,000 – 5,000 มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์และการเตรียมกล้า

ตะกูสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศ (โดยใช้เมล็ด) และไม่อาศัยเพศทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการขยายพันธุ์

1. การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เนื่องจากช่อผล (fruiting head) หนึ่ง ๆ ของตะกูจะให้เมล็ดจำนวนมาก โดยประมาณกันว่าใน 1 ช่อผล (ซึ่งมีประมาณ 110 ผล) จะให้เมล็ดถึง 89,500 เมล็ด ดังนั้นการขยายพันธุ์เพื่อการปลูกสร้างสวนป่าจึงนิยมใช้เมล็ดเพื่อการขยายพันธุ์เพราะสามารถเตรียมกล้าไม้ได้เป็นจำนวนมากและง่ายในการดูแลรักษา

การเก็บผลตะกู ผลตะกูเมื่อแก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม วิธีการเก็บผลกระทำได้โดยการปีนขึ้นไปเก็บบนต้นไม้หรือใช้ไม้สอย ผลที่แก่เต็มที่เมื่อสอยลงมาจากต้นและนำไปเพาะจะมีอัตราการงอกดีกว่าเมล็ดที่ได้จากผลที่หล่นลงมาเอง นื่องจากเมล็ดที่หล่นลงมาเองจะเน่าก้อนนำไปเพาะเป็น
จำนวนมาก สำหรับการแยกเมล็ดออกจากผลนั้นกระทำโดยการผ่านเอาเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณผิวของช่อผลออก แล้วขยี้แยกผลและเมล็ดออกจาก แกนช่อผลก่อนไปผึ่ง
แดดให้แห้ง แล้วนำไปคลุกยาฆ่าเชื้อรา เพื่อนำไปเก็บไว้ในภาชนะหรือขวดที่มีผาปิด

เมล็ดตะกู เมล็ดที่งอกแล้ว
กล้าไม้ตะกู

การเพาะเมล็ดตะกู        ควรจะกระทำในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เพราะระยะเวลาดังกล่าวจะทำสะดวกและได้ผลดี เนื่องจากหมดหน้าฝนและอากาศ
ไม่ร้อนจนเกินไปและอีกอย่างหนึ่งกว่าจะย้ายลงถุงชำได้ก็ต้องหลังจากงอกแล้วประมาณ 3 เดือน กล้าไม้จะต้องอยู่ในถึงชำอีก อย่างน้อย 4 เดือน ซึ่งจะมีความสูง
ประมาณ 25 -30 เซนติเมตร ขนาดดังกล่าวนับว่าเหมาะสมที่จะใช้ปลูกได้พอดีในเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม

                    แปลงเพาะเมล็ดควรจะให้ร่มเงาบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดใหม่จะงอกได้ดีถ้าหากมีร่มเงาประมาณ 50 % แต่เมล็ดเก่าจะงอกได้ดีในที่โล่งแจ้ง
ขนาดแปลงควรจะกว้าง 1 เมตร สำหรับความยาวนั้นแล้วแต่ความเหมาะสม ความกว้างขนาดดังกล่าวทำให้การปฏิบัติงานในแปลงเพาะเป็นไปอย่างสะดวก
และง่ายต่อการคำนวณเนื้อที่ที่จะใช้หว่านเมล็ดลงไป ขอบแปลงก่อด้วยอิฐมอญหรืออิฐบล็อกซึ่งจะทำให้แข็งแรงและทนทาน สะดวกต่อการเตรียมดินเหมาะสำหรับ
เพาะและการดูแลรักษากล้าไม้ลักษณะของกันแปลงควรจะเป็นแบบเปิดหรือไม่มีกัน ทั้งนี้เพื่อให้น้ำฝนหรือน้ำที่รดที่มีจำนวนมากเกินพอซึมลงไปในดินได้สะดวก แต่ละแปลงควรที่จะมีฝาครอบแปลง ซึ่งด้านบนบุด้วยลวดตาข่ายสำหรับป้องกันสัตว์หรือแมลงที่ชอบกินหรือชอบทำความเสียหายแก่เมล็ดและกล้าไม้ ส่วนมากจะใช้ฝาครอบนี้เฉพาะเวลากลางคืนสำหรับกลางวันจะเปิดให้ได้รับแสงเต็มที่ เพื่อช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น ดินสำหรับเพาะเมล็ดควรจะเป็นดินร่วนปนทราย
ที่มีระบายน้ำได้ดี สำหรับดินในกรณีอื่นควรจะผสมทรายลงไปด้วยประมาณ 50 % ดินที่จะใช้ควรทุบให้ละเอียดโดยแยกเอาเศษไม้ หินและกรวดออกเสียก่อน แล้วค่อยนำไปใส่ลงในแปลงเพาะโดยใส่ให้เต็มเสมอกับขอบแปลง เสร็จแล้วใช้ไม้เหลี่ยมตบแต่งหน้าดินโดยเกลี่ยให้เสมอกับขอบแปลงทุกด้าน ก่อนหว่านเมล็ดลงไป
ในแปลงเพาะให้รดน้ำดินเสียก่อน แล้วทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้ดินเกาะตัวแล้วจึงค่อยหว่านเมล็ดลงไป เนื่องจากเมล็ดตะกูมีขนาดเล็กมาก(เฉลี่ยแล้วเมล็ดหนึ่งจะยาว
ประมาณ 0.66 มม.) และมีกากซึ่งเป็นส่วนของผลปนอยู่ด้วย ซึ่งสามารถจะมองเห็นความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้ เพื่อจะกะจำนวนเมล็ดให้ได้พอเหมาะกับขนาดของ
พื้นที่ ที่เราจะทำการหว่าน ควรทดลองหว่านเมล็ดลงในกระดาษกราฟเพื่อเป็นการซ้อมมือในพื้นที่ 1 ตารางเมตรเสียก่อน โดยให้มีระยะถี่ห่างพอสมควร เสร็จแล้วนำ
เมล็ด ที่หว่านลงไปทั้งหมดนั้นมาชั่งดูอีกที ด้วยวิธีดังกล่าวเราก็อาจทราบได้โดยประมาณว่าควรที่จะใช้เมล็ดต่อเนื้อที่สักเท่าใด การหว่านเมล็ดตะกูนี้เพื่อความสะดวก
และรวดเร็วควรใช้วิธีหว่านเมล็ดโดยใช้มือหว่านแบบกระจัดกระจาย (broadcast sowing) โดยให้มีระยะสม่ำเสมอคลุมพื้นที่โดยตลอดและคอยระวังอย่าให้เมล็ด
ซ้อนกัน เมื่อหว่านเมล็ดแล้วใช้ไม้เหลี่ยมที่เกลี่ยดินกดทับเมล็ดให้ฝังลงไปในดิน โดยให้ส่วนบนสุดของเมล็ดเสมอกับผิวดิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซ้อนกัน
หรือรวมกันเป็นกลุ่มในเวลาที่เรารดน้ำ จากนั้นใช้ทรายโรยกลบลงไปบนเมล็ดบาง ๆ อีกทีหนึ่ง เพื่อทรายดังกล่าวจะช่วยให้น้ำที่เรารดซึมลงไปในแปลงได้สะดวก และช่วยไม่ให้น้ำขังบนหน้าแปลงอีกด้วย

                    ในขณะที่เมล็ดยังไม่งอกควรรดน้ำทั้งเช้าและเย็น เพื่อให้ดินในแปลงชื้นอยู่เสมอโดยใช้บัวรดน้ำชนิดที่หัวเป็นฝอยละเอียดเพื่อลดแรงกระแทกของน้ำ น้ำที่ใช้รดกล้าจะให้ดีควรผสมยาฆ่าเชื้อราลงไปด้วย โดยทั่วไปเมล็ดจะงอกหลังจากการเพาะไปแล้วประมาณ 10 – 14 วัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ด
และสภาพของดินฟ้าอากาศ จากการทดลองพบว่าหากเก็บเมล็ดในสภาพชื้นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส นาน 1 - 2 สัปดาห์ จะทำให้เมล็ดตะกูมีอัตราการงอกดีขึ้น
และหลังจากเมล็ดงอกแล้วควรจะลดการให้น้ำลง จนเห็นว่าดินในแปลงนั้นแห้งจริง ๆ จึงค่อยรดน้ำเท่าที่จำเป็นซึ่งอาจเป็นวันละครั้งในตอนเย็นหรือวันเว้นวัน เพื่อป้องกันมิให้กล้าไม้เกิดโรคเน่าคอดินได้

การย้ายชำกล้าไม้ตะกู   ควรใช้ถุงพลาสติกขนาด 4 ” x 6 ” หนา 0.10 มม. ถุงพลาสติกก่อนนำไปบรรจุดินต้องใช้ที่เจาะปะเก็นเจาะรูเสียก่อน เพื่อช่วยระบายน้ำ
เมื่อเวลารดน้ำ หรือฝนตกมาเกินไป เพราะถ้าหากให้น้ำขังในถุงชำแล้วอาจทำให้เกิดโรคเน่าคอดินให้แก่กล้าไม้ได้ ดินที่ใช้บรรจุถุงพลาสติกเพื่อชำกล้าไม้เป็นหน้าดิน
จากป่าธรรมชาติ ซึ่งควรจะเป็นดินร่วนปนทรายซึ่งมีการระบายน้ำได้ดีเช่นเดียวกับดินที่ใช้ในการเพาะเมล็ด จากนั้นนำดินมาผสมกับทรายและขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน
1 : 1 : 1 โดยใช้พลั่วผสมคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วบรรจุดินใส่ถุงพลาสติกที่เจาะรูเตรียมไว้ กระแทรกกันถุงให้แน่นและใช้มือขยุ้มพับกันถุงแต่งให้แบนราบ
เพื่อสะดวกต่อการจัดเรียงเป็นแปลง ๆ
                    กล้าไม้ตะกูหลังจากงอกแล้วจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้ามาก จากการทดลองย้ายชำที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร พบว่ากล้าไม้ที่มีอายุ
ประมาณ 3 เดือน ซึ่งมีขนาดความสูงราว 2 – 2.5 ซม. จะมีอัตราการรอดตายประมาณ 80 % สำหรับการให้ร่มกล้าไม้นั้นจะให้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้า
อากาศ เพราะถ้าหากให้ร่มมากเกินไปจะทำให้กล้าไม้ที่ไม่แข็งแรง เพราะจะเจริญเติบโตทางด้านความสูงเร็วเกินไป ทำให้ต้นคดงอ ยอดอ่อน และยังอาจเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายถ้าให้ร่มน้อยไปอาจทำให้กล้าไม้ที่เราชำลงไปรอดตายน้อยเนื่องจากถูกแดดแรงมากเกินไป การถอนหรือขุดกล้าในแปลงเพาะชำเพื่อนำ กล้ามาชำในถุงดิน
นี้ควรต้องรดน้ำในแปลงเพาะให้ชุ่มเสียก่อนเพื่อจะได้ถอนกล้าไม้ได้สะดวก กล้าไม้ที่ถอนขึ้นจากแปลงเพาะควรจะพักหรือเก็บไว้ในถังหรือขันพลาสติกซึ่งมีน้ำบรรจุ
อยู่เพื่อมิให้กล้าเหี่ยว การถอนกล้าไม้เพื่อชำครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ควรถอนเป็นจำนวนมาก ควรกะให้ชำแล้วเสร็จพอดีภายใน 2 – 3 ชั่วโมง ก่อนชำกล้าไม้ลงถุงควรใช้
ไม้แท่งกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ยาวพอประมาณ เสี้ยมปลายแหลมด้านหนึ่งคล้ายแท่งดินสอ แทงนำลงไปในถุงชำที่ได้รดน้ำเปียกโชกแล้ว โดยกะให้รูนั้นอยู่ตรงกึ่งกลางถุงพอดี แล้วจึงค่อยชำกล้าไม้ลงทีหลัง เวลาชำให้นำส่วนรากของกล้าไม้ใส่เข้าไปในรูดังกล่าว แล้วกดดินโคนต้นกล้าให้แน่น เพื่อป้องกันมิให้รากพับหรือบิดงอ และอย่าให้เกิดช่องว่างภายในรูนั้น หลังจากนั้นรดน้ำทันที่โดยใช้บัวรดน้ำชนิดเดียวกับที่ใช้รดน้ำกล้าไม้ในแปลงเพาะ

การดูแลรักษากล้าไม้   ในระยะหลังจากย้ายชำกล้าไม้ใหม่ ๆ ควรจะรดน้ำในถุงชำทั้งเช้าและเย็นเพื่อให้กล้าไม้ตั้งตัวได้เร็ว เมื่อกล้าไม้ตั้งตัวได้และได้โรยทรายหยาบ
หน้าถุงชำแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งในตอนเช้าก็เพียงพอ เพราะถ้าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้กล้าไม้เติบโตทางความสูงเร็วเกินไปซึ่งจะทำให้ต้นอ่อน คดงอ และหักล้มได้ง่าย

การถอนวัชพืช เพื่อป้องกันมิให้วัชพืชขึ้นเบียดเสียดแย่งอาหารในถุงชำกล้าไม้ตะกูควรทำการถอนวัชพืชอย่างน้อยเดือนละครั้ง ปกติจะถอนวัชพืชภายหลังจากการรดน้ำ
กล้าไม้เสร็จแล้วใหม่ ๆ เพราะดินในถุงชำยังอ่อนอยู่ ซึ่งจะทำให้การถอนวัชพืชดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อถอนวัชพืชแล้วก็แต่งดินหรือทรายหน้าถุงชำ
นั้นให้เรียบร้อย

การตัดราก เนื่องจากหากปล่อยให้รากหยั่งลึกลงไปในดินนอกถุงชำแล้ว เวลาจะขนกล้าไม้ไปปลูกจะทำให้ระบบรากได้รับความกระทบกระเทือนมาก และอาจทำให้ต้น
ไม้ตายได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการตัดรากด้วยวิธีลากถุงหรือเลื่อนถุงชำกล้าไม้โดยใช้มือจับกึ่งกลางถุง กดให้ถุงแนบติดกับพื้นดินในขณะที่เราทำการ
เลื่อนหรือลากถุงก็จะทำให้ราก ดังกล่าวนั้นขาดได้การตัดรากควรจะกระทำอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง

การจัดแยกชั้นความสูง เป็นการเรียงต้นไม้ตามลำดับตั้งแต่สูงที่สุดไปหาต่ำที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้กล้าไม้ทุกต้นได้รับแสงสว่างอย่างทั่วถึง ซึ่งจะทำให้กล้าไม้เจริญเติบโตเร็วและมีความแข็งแรงกับทั้งยังมีความสะดวกในการคัดเลือกนำกล้าไม้ไปปลูกอีกด้วย

2. การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศนั้น เป็นการขยายพันธุ์แบบที่ไม่ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ ได้แก่ การตัดชำ การติดตา ต่อกิ่ง
เป็นต้น การตัดชำกิ่งไม้ตะกูนั้นได้ทดลองกระทำที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร แต่ก็เป็นเพียงการสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น การปฏิบัติใช้วิธีคล้าย
กับการตัดชำกิ่งสนประดิพัทธ์ โดยตัดกิ่งอ่อนจากต้นที่ปลูกไว้อายุประมาณ 2-3 ปี แล้วชำลงในดินร่วนปนทรายในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ โดยไม่มีการใช้ฮอร์โมน
ช่วยกระตุ้นรากแต่ประการใด ผลการทดลองกระทำในเรือนเพาะชำประสบผลสำเร็จประมาณ 20 % เท่านั้นซึ่งยังจะต้องมีการปรับปรุงการทดลองต่อไป

สำหรับการทดลองขยายพันธุ์ โดยไม่อาศัยเพศวีอื่นที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชรนั้น พบว่าไม้ตะกูสามารถติดตาได้ดีในเดือนมกราคม โดยใช้วิธี
T-budding และสามารถต่อกิ่งได้ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเหล่านี้ เป็นเพียงการทดลองทางวิชาการเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ตะกู เพื่อสร้างสวนผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกสร้างสวนป่าต่อไปเท่านั้น

การเตรียมพื้นที่ปลูก

                    พื้นที่ที่จะใช้ทำการปลูกสร้างสวนป่าจะต้องจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยก่อนถึงฤดูการปลูก คือ จะต้องเตรียมพื้นที่ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายนเป็นอย่างช้า การถางป่าควรถางไม้ชั้นล่างตากไว้ให้แห้งเสียก่อน แล้วจึงโค่นไม้ใหญ่ทับกองในภายหลัง ทั้งนี้เพื่อหวังผลในหารเก็บสุมเผา ทำให้งานเก็บริมเผาริบน้อยลงเป็นการ
ประหยัดค่าใช้จ่าย การเตรียมพื้นที่ปลูกที่ดีจะช่วยให้การเจริญเติบโตของต้นไม้เป็นไปได้อย่างดี เป็นการเปิดโอกาสให้กล้าไม้ที่ปลูกได้รับแสงสว่างอย่างเต็มที่ และการเก็บริมสุมเผาเศษไม้เก่ายังเป็นการกำจัดโรคแมลงอีกทางหนึ่งด้วย และหากเป็นไปได้ก็ควรทำการไถพรวนพื้นที่ด้วยรถแทรกเตอร์ เพราะนอกจากจะเป็นการ
พลิกดินให้ร่วนซุยแล้วยังเป็นการกำจัดวัชพืชอีกทางหนึ่ง อันจะส่งผลดีทำให้กล้าไม้ตั้งตัวและเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถจะนำเครื่องจักรกล
หรือรถแทรกเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานได้ เช่น พื้นที่ต้นน้ำลำธารที่เป็นภูเขาสูง การเตรียมหลุมปลูกให้กว้างใหญ่จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน

การปลูกและระยะปลูก

                    ก่อนที่จะมีการปลูกต้นไม้จะต้องมีการกำหนดระยะปลูกเสียก่อน เพื่อให้สวนป่าเป็นแถวเป็นแนวมีระเบียบ มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน การกำหนดระยะปลูกปกติใช้หลักไม้ไผ่ หรือไม้อื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทำการปักหลักหมายจุดที่จะปลูกลงบนพื้นที่ ทั้งนี้การกำหนดระยะปลูกจะถี่หรือห่างขึ้น
อยู่กับ วัตถุประสงค์เป็นสำคัญ สำหรับไม้ตระกู ดร. สมศักดิ์ สุขวงศ์ (2522) ได้แนะนำว่า ควรเริ่มต้นระยะปลูกด้วย 2-3 เมตร เพื่อหวังผลในการปกคลุมวัชพืช
ในเวลาต่อมา แต่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร ใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่าไม้ตะกูเป็นไม้ที่โตเร็วมากและระยะปลูกดังกล่าว
ก็เหมาะที่จะนำเครื่องจักรกลเข้าไปใช้งาน

                    การปลูกไม้ตะกูก็เช่นเดียวกับการปลูกพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะปลูกกันในตอนต้นฤดูฝน คือประมาณเดือนมิถุนายนไปถึงเดือนสิงหาคม เพราะการปลูกตั้งแต่เริ่มฤดูฝนจะช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากมีระยะเวลาการเจริญเติบโตได้นานกว่าจะถึงฤดูแล้งต่อไปวิธีการปลูกนั้นก่อนอื่นจะต้องเตรียมหลุม
ปลูกตามตำแหน่ง ที่ปักหลักหมายไว้โดยการขุดหลุมให้มี ขนาดใหญ่ว่ากว่าขนาดของถุงกล้าไม้ประมาณ 2 เท่า ลึกเท่าคอรากของกล้าเมื่อเตรียมหลุมเสร็จแล้วก็
ขนย้ายกล้าไม้ ไปปลูก โดยพยายามให้กล้าไม้ได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ก่อนปลูกต้องกรีดถุงแล้วดึงพลาสติกที่บรรจุกล้าไม้ออก จากนั้นวางกล้าไม้ลงใน
หลุมพยามยาม ให้คอรากของกล้าไม้เสมอกับผิวดิน กลบหลุมปลูกด้วยหน้ากินที่ขุดขึ้นมาอัดดินให้แน่นพอสมควร มัดลำต้นกล้าไม้ให้ติดกับไม้หลักเพื่อช่วยให้ลำต้นตั้งตรง และป้องกันการพัดโยกจากลม

การบำรุงรักษาสวนป่า

                    การบำรุงสวนป่านี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการปลุกสร้างสวนป่าเท่า ๆ กับการปลูกป่าทั้งนี้เพราะหลังจากการปลูกสร้างสวนป่าเต็มพื้นที่แล้ว หากไม่ได้รับการบำรุงรักษาดีแล้วการปลูกป่าก็จะไม่ได้ผล การบำรุงรักษามีขั้นตอนดังนี้

1. การปลูกซ่อม ภายหลังการปลูกประมาณ 30 -60 วัน ควรจะได้ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์การอดตายของกล้าไม้ตะกู และทำการปลูกซ่อมต้นไม้ที่ตายทันที ทั้งนี้อยู่ในระยะปลายฤดูฝนหรือยังมีฝนตกอยู่

2. การปราบวัชพืช ควรทำเมื่อวัชพืชนั้น ๆ จะปกคลุมต้นไม้จนเป็นเหตุให้การเจริญเติบโตไม่ดี ควรทำตั้งแรกให้แล้วเสร็จในปลายฤดูฝนหรือหมดฝนแล้ว ปกติจะทำในราวเดือนพฤศจิกายนสำหรับต่อไปควรจะถางวัชพืชในตอนต้นฤดูฝนเพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้เต็มที่ และควรทำอีกครั้งในตอนปลายฤดูฝน เพื่อป้องกันไฟมิให้ลุกไหม้สวนป่าเสียหาย

3. การทำแนวกันไฟ ควรดำเนินการให้เสร็จก่อนเดือนกุมภาพันธ์ หากเป็นไปได้ควรใช้รถแทรกเตอร์ไถให้เตียนเป็นแนวรอบสวนป่า กว้าง 10 – 12 เมตร ซึ่งแนวกันไฟที่จัดทำไว้จะใช้เป็นทางตรวจการได้ด้วย

4. การชิงเผา สวนป่าที่มีวัชพืชหนาแน่นควรจะได้ถางแล้วเกลี่ยจากให้กระจายทั่วสวนแล้วชิงเผาในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดเชื้อเพลิงและป้องกันไฟไหม้สวนป่า

5. การตัดสางขยายระยะ สวนป่าแต่ละแห่งเมื่อมีอายุมากขึ้นต้นไม้จะขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น ทำให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง จึงต้องทำการตัดสางต้นไม้ออกเสียบางส่วนเพื่อขยายระยะห่างระหว่างต้นไม้ให้กว้างขึ้น ผลพลอยได้จากการตัดสางขยายระยะก็คือการขายไม้ที่ตัดออก ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนในการลงทุนทางหนึ่งก่อนจะถึงวัยตัดฟัน

การป้องกันโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ
                   ตะกูเป็นพรรณไม้เบิกนำซึ่งตามธรรมชาติจะขึ้นเป็นกลุ่มล้วน ๆ ฉะนั้นศัตรูธรรมชาติ เช่น โรคและแมลงจึงมีน้อยกว่าพรรณไม้ดั้งเดิมที่ชอบขึ้นเดี่ยว ๆ แต่อย่างไรก็ตามที่ในซึ่งไม้ตะกูขึ้นอย่างหนาแน่นอาจพบหนอนผีเสื้อ Arthroschita hilaralis (pyralidae) เจาะทำลายบ้าง นอกจากนี้อาจพบพวกนีมาโทดจำพวก Meloidogyne sp. เกาะทำลายเรือนรากทำให้ต้นไม้ตายได้ ในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ จากการทดลองกับต้นตะกูอายุ 6 เดือน พบว่าตะกูส่วนใหญ่จะติดเชื้อด้วยโรค
จากนีมาโทดชนิดนี้และจากการใช้ยาดีดีทีในอัตรา 40 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีขึ้น

                   สำหรับโรคราในแปลงเพาะกล้าไม้ตะกูนั้น เท่าที่พบโรคเน่าคอดิน ( dumping off ) จะเป็นอันตรายที่สุดในระยะเริ่มแรก Bholachai , p. (1976) พบว่าหากหว่านเมล็ดตะกูลงในพื้นที่ขนาด 30 x45 ซม. 2 โดยใช้เมล็ดหนักมากกว่า 3 กรัม แล้วจะทำให้เกิดโรคคอดินอย่างรุนแรงเนื่องจากกล้าไม้มีความหนา
แน่นมากเกินไปและขนาดความหนาแน่นที่เหมาะสมที่สุดคือใช้เมล็ดหนักประมาณ 0.5 – 3 กรัม ต่อพื้นที่ขนาดดังกล่าว

การเจริญเติบโตและผลผลิต

                   อัตราการเจริญเติบโตของต้นตะกูในระยะแรก ๆ อาจช้า แต่ต่อมาจะเร็วมาก ภายหลังย้ายปลูกแล้ว 1 ปี อาจสูงถึง 3 เมตร อัตราการเจริญเติบโตทาง
ความสูง โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ถึง 3 เมตรต่อปีติดต่อกันไปนาน 6-8 ปี การเจริญเติบโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.3 – 7.6 เซนติเมตร/ปี เมื่ออายุเลย 20 ปี
แล้วอัตราการเจริญเติบโตจะลดลง Whitmore (1975) ได้รายงานว่าหากใช่รอบหมุนเวียน 30 ปี ต้นอาจโตถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 เซนติเมตร และสูง 38 เมตร ให้ผลผลิตประมาณ 56 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ในประเทศฟิลิปปินส์ Manzo et al. (1971) ได้บันทึกไว้ว่าตะกูสามารถเจริญเติบโตถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 45 เซนติเมตร และสูง 12.6 เมตรในเวลา 12 ปี ทีปอเตอริโกสวนป่าตะกูที่นำพันธุ์ไปจากอาเซียบางต้นหลังจากปลูกแล้ว 5 ปี มีความโตเต็มที่พบในป่าธรรมชาติมีขนาดโตประมาณ 280 เซนติเมตร สูงประมาณ 27 เมตร และที่สวนป่าลาดกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่ออายุ 14 ปี มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 18.82 เมตร มีความโตทางเส้นรอบวง 75.93
เซนติเมตร โดยให้ปริมาตร 29.35 ลูกบาศก์เมตร /ไร่ หรือ 183.44 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์

การใช้ประโยชน์

                    ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมไหลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขัดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาทิเคิลบอร์ด พาทิเคิลบอร์ด
แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี

                    การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในอุตสาหกรรมทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปใช้ทำกระดาษเขียนหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง

                    นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก
ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษโดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5 – 10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคต สามารถปลูกเป็น
สวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากี่สุดชนิดหนึ่ง

จากหนังสือ เอกสารส่งเสริมการปลูกป่า กองบำรุง กรมป่าไม้
โดย ทศพร วัชรากูร สุขสันต์ สายวา

ภาพไม้ตะกูได้รับความอนุเคราะห์จาก นายประสงค์ เกิดแก้ว หน.สถานีเพาะชำกล้าไม้กะอาง จ.นครนายก

 

 

 

 

กลับด้านบน