หนวด ( antennae )

           แมลงแทบทุกชนิดมีหนวด 2 เส้น  และโดยมากมักจะอยู่ระหว่างตารวม  หรืออยู่ใต้ตารวมเล็กน้อย ลักษณะเป็นปล้องสั้นๆ  เรียงต่อเนื่องกัน สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ง่ายเพราะติดกับศีรษะ  ตรงช่องหนวด (antennal  socket ) โดยมีเยื่อบางเป็น ตัวเชื่อม  แมลงบางชนิดไม่มีหนวด  ได้แก่  แมลงเบียนผึ้ง (stylopids) ครั่ง (lac insect)  และ เพลี้ยหอย (scales) ชนิดต่างๆ เป็นต้น  หนวดเป็นอวัยวะที่แมลงใช้รับความรู้สึกต่างๆ เช่น ใช้สัมผัส  ใช้รับฟังเสียง   ใช้ดมกลิ่น   ใช้ชิมรสอาหาร  หรือใช้เป็นเครื่องวัด อุณหภูมิและความชื้น  เป็นต้น

           หนวดของแมลงที่มีวิวัฒนาการไม่สูงนัก  มักจะมีลักษณะเป็นปล้องเล็กๆ  มีขนาดเท่ากัน  หรือไล่เลี่ยกันตลอดทุกส่วน    แต่หนวดของ แมลงมีวิวัฒนาการสูงขึ้น  ปล้องของหนวดมีรูปร่างแตกต่างกัน  หนวดแบ่งออกเป็น  3  ส่วน  คือ

            1) ฐานหนวด  (scape)  เป็นปล้องแรกหรือปล้องฐานของหนวดที่ติดอยู่กับหัวบริเวณใต้ตารวมปล้องนี้มักจะยาวกว่าปล้องอื่น

            2) ข้อต่อหนวด (pedicel)  เป็นปล้องที่สองถัดจากปล้องแรกออกมา

            3) เส้นหนวด (flagellum)  เป็นปล้องส่วนที่เหลือไปจนถึงปลายหนวด  เป็นส่วนที่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามวงศ์ ( family ) ของแมลง

 

 

หนวดแมลงมีหลายแบบ  เรียกชื่อต่างกัน  แบบที่สำคัญๆ  มีดังนี้

1.      หนวดแบบเส้นด้าย  ( filliform )  มีลักษณะยาวและปล้องทุกปล้องมีขนาดเกือบเท่าๆกัน  เช่น หนวดของด้วงเสือ  แมลงสาบ  ด้วงหนวดยาว  และตั๊กแตน  

 

   

ภาพแสดงหนวดแบบ filliform ของด้วงหนวดยาว

(ที่มา: Paul Nylander ,2007)

 

2.      หนวดแบบสร้อยลูกปัด ( moniliform )  หนวดแต่ละปล้องค่อนข้างกลม  มองดูคล้ายลูกปัดร้อยติดกันเป็นสาย  เช่น  หนวดของปลวกวรรณะสืบพันธุ์  บั่ว  และด้วงงวงเจาะไม้  เป็นต้น  

ภาพแสดงหนวดแบบ moniliform ของปลวก

(ที่มา : The University of Queensland, 2000)

 

3.      หนวดแบบกระบอง  ( clavate )   คือหนวดที่มีปล้องค่อยๆ  ขยายใหญ่ไปทางปลาย  เช่น  หนวดของผีเสื้อกลางวัน  ด้วงเต่าลาย  และแมลงช้าง

    

หนวดแบบกระบองของผีเสื้อกลางวัน

(ที่มา : Erich Lehenbauer, 2002)

4.      หนวดแบบลูกตุ้ม  ( capitate )  เป็นหนวดที่มีปล้องตอนปลายหนวดประมาณ  1-3 ปล้อง  ขยายใหญ่ขึ้นกว่าปล้องอื่นๆ  เช่นหนวดของด้วงผลไม้  และแมลงเหนี่ยง  

หนวดแบบ capitate

(ที่มา : Patrick  Coin, 2006)

 

5.      หนวดแบบข้อศอก ( geniculate )  มีลักษณะงอพับเป็นข้อศอกได้โดยหนวดปล้องแรก ( scape  )  จะยาวกว่าหนวดปล้องอื่นๆ  เช่น  หนวดของมด  แมลงภู่  ต่อกระดาษ  และด้วงงวง  

 

                            Reddish-brown Stag Beetle--detail of antenna - Lucanus capreolus

หนวดแบบ geniculate

 

 

6.      หนวดแบบพู่ขนนก ( plumose )  หนวดชนิดนี้มีขนยาวรอบๆ  ปล้องตั้งแต่โคนถึงปลายหนวด  เช่น  หนวดของยุงตัวผู้

           Moth Fly            

ภาพหนวดแบบ plumose

 

 

7.      หนวดแบบฟันเลื่อย  ( serrate )  มีปล้องซีกซ้ายขวาไม่เท่ากัน  ซีกหนึ่งจะขยายออกคล้ายรูปสามเหลี่ยม  ทำให้แต่ละปล้องเรียงกันคล้ายฟันเลื่อย  เช่น  หนวดของด้วงดีด  หิ่งห้อย  และแมลงทับ  

        

หนวดแบบ serrate

(ที่มา :  Iowa State University Entomology) 

 

8.      หนวดแบบฟันหวี  ( pectinate )  มีปล้องซึ่งมีส่วนขยายยาวเป็นแผ่นเรียวยาวเรียงต่อกันแบบฟันหวี  อาจจะมีฟันหวีเป็นสองแถว ( bipectinate )  เช่น  หนวดของผีเสื้อยักษ์  และผีเสื้อไหม  

             Black Arches Male

 หนวดแบบ bipectinate(ซ้าย)  และหนวดแบบ pectinate(ขวา)

 

9.      หนวดแบบแผ่นใบไผ่  ( flabellate )  ปล้องหนวดซีกหนึ่งจะขยายออกเป็นแผ่นแบนเรียวยาว  แต่ละปล้องวางเรียงซ้อนแผ่นกัน  เช่น  หนวดของด้วงสีดา  

     

หนวดแบบ flabellate

(ที่มา :  Iowa State University Entomology) 

 

 

10.  หนวดแบบใบไม้  ( lamellate )  เป็นหนวดที่มีปล้องช่วงปลายเป็นลักษณะที่ข้างหนึ่งขยายเป็นแผ่นแบนกว้างวางซ้อนกัน  และมีแกนติดอยู่ด้านข้าง  เช่น  หนวดของด้วงแรด  ด้วงมะพร้าว  และแมลงนูน  

     

หนวดแบบ lamellate

 

11.  หนวดแบบเคียว  (  stylate )  หนวดชนิดนี้ปล้องสุดท้ายมีลักษณะโค้งงอ  ฐานใหญ่  ปลายเรียวคล้ายเคียว  หรือขน  ซึ่งเรียกกันว่า  style    เช่น  หนวดของเหลือบ  และแมลงวันหัวบุบ  

        

 

หนวดแบบ stylate

(ที่มา :  Iowa State University Entomology) 

 

12.  หนวดแบบขน ( setaceous )  หนวดชนิดนี้เล็กมากมองดูคล้ายขน  ขนาดปล้องค่อยๆ  เรียวเล็กลงไปทางปลายหนวด  เช่น  หนวดของแมลงปอต่างๆ  แมลงชีปะขาว  เพลี้ยจักจั่น  เพลี้ยกระโดด  จักจั่น  และจักจั่นเขา  

หนวดแบบ setaceous

(ที่มา :  Iowa State University Entomology) 

 

13.  หนวดแบบ  ( aristate )  หนวดชนิดนี้มีขนาดสั้น  มีขนยาวหนึ่งเส้น  ( ariata )  ติดอยู่ด้านข้างของหนวดปล้องสุดท้าย  ซึ่งเป็นปล้องที่ใหญ่กว่าปล้องอื่น  ขน  arista  อาจมีลักษณะต่างๆกัน  สามารถนำมาใช้ในการจำแนกชนิดในกลุ่มแมลงวันได้  เช่น  หนวดของแมลงวันหัวเขียว  แมลงวันดอกไม้  แมลงวันบ้าน  

 

         

หนวดแบบ aristate

(ที่มา :  Iowa State University Entomology) 

 

เอกสารอ้างอิง

Beckmann, P. 2007. Poster. (Online). Living Jewels the Natural Design Photography. Available: http://www.living-jewels.com/poster.htm (December 4. 2007) 

Coin, P. 2007. Insect antenna forms. (Online). Iowa State University Entomology. Available:http://bugguide.net/node/view/110081/bgpage  (December 4. 2007)

Kunkel, D. 2004. Mosquito Antenna. (Online). Science and Technology Digital Imag Gallaries. Available:http://www.astrographics.com/GalleryPrintsIndex/GP2014.html (December 4. 2007)