กว่าง

  กว่าง  หรือ แมงคาม  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Xylotrupes Gideon  เป็นแมลงที่จัดอยู่ในอันดับ COLEOPTERA   อยู่ในวงศ์ DYNASTIDAE   กว่างตัวผู้มีเขา 2 เขาโง้งเข้าหากัน กว่างตัวเมียไม่มีเขา จะออกไข่ในดิน ช่วงชีวิตของตัวอ่อนเป็นตัวหนอนหากินอยู่ในดินราว 7-8  เดือน ตัวเต็มวัยจะขึ้นมาจากดินราวเดือนกรกฎาคม มีอายุประมาณ 3 5 เดือน  ตัวเต็มวัยมักชอบออกหากินในเวลากลางคืน 

ในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ประชาชนในชนบทในภาคเหนือ  เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจการงาน  พวกผู้ชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน  มักจะหากิจกรรมการละเล่นต่างๆ  เพื่อสร้างความสนุกสนานและเกิดความสามัคคี คบค้าสมาคมในหมู่ชาวชนบททั้งในหมู่บ้านเดียวกันและข้างเคียง    ซึ่งกิจกรรมหนึ่งคือการเล่น ชนกว่าง 

 

 

การชนกว่างเป็นการนำกว่างตัวผู้ที่มีเขาโง้งยาว  มีรูปร่างสวยงาม ตัวเป็นมันสีน้ำตาลแดงถึงเข้ม ขนาดประมาณ 1-2 นิ้ว ชาวบ้านเรียกกว่างที่มีลักษณะดีนี้ว่า กว่างโซ้ง   พวกมันจะถูกนำมาประกวดความงามกัน และโดยเฉพาะนำมาแข่งชนกัน  นับเป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวล้านนาที่นิยมเล่นกันมาเป็นเวลานาน  นัยว่ามีมาก่อนยุคของพระนางจามเทวี  กลายเป็นประเพณีของชาวล้านนา    จนมีคำกล่าวขานกันว่า กว่างนักสู้แห่งล้านนา 

 

 

กว่างนักสู้แห่งล้านนา   เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่อยู่คู่กับชาวชนบททางภาคเหนือมายาว นาน จนทำให้มีการสังเกตและจัดประเภทตามลักษณะของกว่าง โดยเฉพาะเอกลักษณะของ เขา กว่าง  ที่โค้งยาวไม่เท่ากัน  ซึ่งรวมถึงตัวเมียด้วย อย่างไรก็ตาม  รวม 4 ประเภท คือ กว่างโซ้ง กว่างกิ  กว่างแซม  และกว่างอีลุ้ม  บางครั้งจะรวมเอาด้วงชนิดอื่นที่มีเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มของกว่างด้วย  เช่น กว่างหนวดขาว  กว่างก่อ  กว่างงวง  กว่างซาง เป็นต้น

 

ลักษณะของกว่างตามการจำแนกของชาวล้านนา

-   1. กว่างโซ้ง คือ กว่างตัวผู้ขนาดใหญ่เขายาวและหนาทั้งข้างล่างข้างบนนิยมใช้ชนกัน  แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

       กว่างรัก คือกว่างโซ้งที่มีสีน้ำตาลแกมดำ

       กว่างรักน้ำปู๋ เป็นกว่างที่มีสำดำสนิททั้งตัว

       กว่างรักน้ำใส จะมีสีดำออกแดงน้ำตาลเล็กน้อย

-   2. กว่างกิ หมายถึงกว่างตัวผู้ที่มีเขาข้างบนสั้น (กิ แปลว่าสั้น)  เขาบนจะออกจากหัวออกมานิด  เดียว  จะต่อสู้หรือชนกันโดยใช้เขาล่างงัดกัน แต่ไม่อาจ คาม หรือใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้ได้

-   3. กว่างแซม  มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ้ง แต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาก็สั้นและเรียวเล็ก ลำตัวสีน้ำตาลแดงกว่า  กว่างแซม เขาจะสั้นเท่ากันทั้งบนและล่าง ชอบส่งเสียง ซี่ ๆ

-   4. กว่างแม่อีลุ้ม หรือ กว่างแม่อีอู้ด หรือ กว่างแม่มูดหรือ กว่างแม่อีดุ้ม คือกว่างตัวเมีย

-   5. กว่างหนวดขาว เป็นกว่างในตำนาน เล่าขานว่ามีลักษณะเหมือนกับกว่างโซ้ง แต่หนวดจะมีสีขาว เป็นพญากว่าง จะชนะกว่างทุกตัว   

-   6. กว่างก่อ เป็นกว่างในตำนาน เช่นเดียวกับกว่างหนวดขาว  เล่ากันว่า กว่างชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต้นไม้ก่อ ลักษณะเด่นชัดของกว่างชนิดนี้คือตามตัวมีขน มีความแข็งแรงและอดทนมากกว่ากว่างโดยทั่วไป เจ้าของขัดให้ขนหลุดออกก่อนเพื่อหลอกฝ่ายตรงข้าม

-   7. กว่างงวง  เป็นด้วงงวงของภาคกลาง 2 ชนิด คือชนิดที่ชอบกินหน่อไม้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyrtotrachelus sp.   และอีกชนิดหนึ่ง คือ ชนิดที่กินยอดอ่อนมะพร้าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhynchophorus ferrugineus  ทั้งสองชนิดมีขนาดเล็ก สีดำ ตรงปากจะมีส่วนยื่นเป็นงวงและไม่มีเขากว่างชนิดนี้ไม่มีการนำมาเลี้ยงเพื่อชนกัน 

-   8. กว่างซาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eupatorus gracilicornis  เป็นกว่างขนาดใหญ่ สีของปีกออกไปทางสีครีมหรือสีหม่นมีเขา 5 เขา ข้างบนมี 4 เขา เรียงกันจากซ้ายไปขวาข้างล่างมี 1 เขา ไม่นิยมนำมาชนกันเพราะอืดอาดไม่แคล่วคล่องว่องไว ชนไม่สนุก

 

ลักษณะของ กว่างโซ้งที่ดี

                ในบรรดากีฬาพื้นบ้านอื่นๆที่ใช้สัตว์เป็นคู่แข่งขัน  มักมีตำราว่าด้วยการดูลักษณะที่เป็นสิ่งบอกว่า สัตว์ตัวนั้นๆมีลักษณะดี  เมื่อนำไปแข่งขันจะมีความสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้  นกว่างชนก็เช่นกัน มีการเล่าขานสืบต่อกันมาถึง  ที่ดี คือ

-      มีขาหน้ายาวเพื่อยกคู่ต่อสู้ได้ง่าย

-          ต้องมีหน้ากว้างและหนา

-          เมื่อกางเขาออกเต็มที่ เขาล่างจะยาวกว่าเขาบนเล็กน้อย  หากเขาล่างยาวกว่าเขาบนมาก เรียกว่า กว่างเขาหวิด  เชื่อว่าเป็นกว่างที่ไม่มีแรงหนีบคู่ต่อสู้

-          ส่วนหัวต้องสูง ท้ายทอยลาดลงเป็นสง่า

-          ท้ายทอยตรงโคนเขาบนต้องเรียบตลอดไม่มี ปม  หากมีปมจะเรียกว่า กว่างง่อนง็อก ถือว่าเป็นกว่างไม่ดี มีนิสัยเหลาะแหละ  วอกนัก  ใจเสาะ

-          กว่างที่ดีต้องเป็นกว่างที่ฉลาดสอนง่าย เลี่ยง หรือกลับหลังกลับข้างได้ไว เมื่อใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้จะหนีบแน่น ไม่ยอมหลุดง่าย ๆเมื่อคู่ต่อสู้ถอยมันจะสอดเขาตามจนคู่ต่อสู้ตั้งหลักไม่ทัน เมื่อใดหนีบได้จุดสำคัญ คือ ตรง ก็อกมูยา หรือโคนขาหน้าของคู่ต่อสู้ ก็จะพยายามยกคู่ต่อสู้ให้ตีนหลุดจากคอนและชูขึ้น แต่ถ้าตัวเองโดนหนีบจะพยายามให้หลุดจากเขาคู่ต่อสู้หรือพยายามเปลี่ยนท่าให้เจ็บน้อยที่สุด  

-          ก้นต้องใหญ่ยื่นออกมานอกปีก  

 

อุปกรณ์การเล่นชนกว่าง

กอน  (คอน)ไม้คอน

 ไม้กอน คือ ท่อนไม้กลมเป็นเวทีที่ใช้ชนกว่างหรือใช้ฝึกกว่าง ไม้กอนคอนสำหรับฝึกซ้อมให้กว่างชำนาญในการชน มีลักษณะเป็นคอนไม้ท่อนกลม  มักทำด้วยแกนไม้เนื้ออ่อน เช่น  ไม้ปอ หรือ ไม้จามจุรี ยาวประมาณ 80100 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ10 เซนติเมตรตรง ส่วนหัวและท้าย เรียวเล็กกว่าตรงกลาง เป็นเดือยสำหรับผู้บังคับกว่างจับหมุน ตะไบผิว กอน ไม่ให้เรียบ  ส่วนตรงกึ่งกลาง กอน จะตัดเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของไม้กอน ส่วนตัวไม้คอนจะถูกเจาะเซาะให้เป็นช่องเช่นเดียวกับส่วนที่ถูกตัดออกทำเป็นช่องใส่กว่างตัวเมีย โดยจะใช้ส่วนที่ตัดออกมาเป็นฝาปิด  กันไม่ให้กว่างตัวเมียออกมา  ด้านบนเจาะรูให้มองเห็นแค่หลังของกว่างตัวเมีย  เพื่อให้กลิ่นหรือฟีโรโมนของตัวเมียออกมายั่วยุให้ตัวผู้ต่อสู้กัน ด้านล่างก่อนนำฝามาปิด จะรองหรืออุดด้วยเศษผ้าหรือหญ้าฟาง ไม่ให้ตัวเมียช้ำ ปกติจะแบ่งเป็น 2 ช่อง สำหรับใส่ตัวเมีย 2 ตัว  

 

        

ขาวางกอน

ไม้ที่ใช้รองรับ คอนที่ใช้ชนกว่าง มีทั้ง แบบไม้แป้นเจาะรู และ แบบขาไขว่ทั้ง 2  ขาไขว่  ที่ขาวางคอน หากเป็นไม้แป้นจะเจาะรูตรงกลางสำหรับสอดเดือยคอน (ด้านปลายของคอนทั้ง 2  ปลาย)  ที่ยาวประมาณ 5 10  เซนติเมตร  ซึ่งจะใช้สำหรับให้ผู้ชนกว่างทั้ง 2 ฝ่ายหมุนคอนไปทางซ้ายหรือไปขวา ให้กว่างของตัวเองได้เปรียบคู่ต่อสู้ 

 

ไม้ผั่น

ไม้ผั่น เป็นชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น แ ตกต่างกันตามท้องที่ เช่น  ไม้ผั่นกว่าง  ไม้ผัด  ไม้แหล็ด  ไม้ริ้ว หรือ ไม้ริ่ง เป็นต้น ใช้ปั่นเพื่อกระตุ้นหรือยั่วยุให้กว่างโกรธและฮึดสู้    อีกทั้งยังเป็นการมีว่วนร่วมเป็นความสนุกของเจ้าของกว่างที่ได้อยู่ในเกมส์การชนกว่างด้วย  โดยจะใช้ไม้ผั่น ปั่นบริเวณหน้าหรือเขาหรือด้านข้างของตัวกว่าง ให้กว่างเดินไปหรือหันไปในทิศทางที่ต้องการ ไม้ผั่น ไม่จำเป็นต้องทำจากไม้ อาจทำจากเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ก็ได้ โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 8 เซนติเมตร ลักษณะเป็นทรงไม้กระบองที่ทำการเซาร่องหรือทำเป็นเหลี่ยม ส่วนปลายแหลมมน ส่วนโคนเหลาให้มีขนาดเล็กกว่าเป็นที่สำหรับจับถือ  อาจมีการสลักลวดลายตามความชอบใจของเจ้าของ  ตรงใกล้ที่จับนั้นจะบากลงและเหลาให้กลมแล้วเอาโลหะมาคล้องไว้อย่างหลวม ๆ เวลาปั่นก็จะเกิดเสียง หลิ้ง ๆ ทำให้สนุกสานมากขึ้น  

ไม้หลักไม้ไม้แกะสลักสวยงาม อาจทำจากวัสดุอื่นๆเช่น ขนเม่น กระดูกควาย เขาควาย หรือไม้ชนิดต่าง ๆ ใช้สำหรับมัดเชือกกับเขากว่างปักไว้กับท่อนอ้อย 

คีมคั้นน้ำอ้อย  อาจใช้คีมเหล็กทั่วไปก็ได้  เพียงเพื่อใช้บีบน้ำอ้อยใส่ไม้หลุมน้ำอ้อยให้กว่างกิน .

ไม้หลุมน้ำอ้อย ทำไว้เพื่อป้อนน้ำอ้อย  เจ้าของกว่างจะใช้เป็นที่ให้น้ำอ้อยกว่างก่อนจะนำไปชน เชื่อว่าทำให้กว่างสดชื่น มีกำลัง

กาบห่อกว่าง กาบห่อกว่างใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายกว่างไปในที่ต่างๆ ไม่ให้กว่างตื่นกลัวหรือบอบช้ำ  มักทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายในชนบท เช่น กาบกล้วย

           

ป้ายบอกคาม

                ใช้บอกเตือน คาม  ในระหว่างการแข่งชนกว่าง (ยกการแข่งขัน) ในอดีตใช้เชือกป่าน ร้อยแถบไม้ หรือไม้ไผ่  แขวนเหนือคานที่คู่แข่งขันนั้นๆ กำลังแข่งชนกันอยู่ ให้ผู้ชมเห็น ได้ชัดเจน  ปัจจุบันใช้แผ่นพลาสติกแทนเพราะหาง่าย

  

การเสาะกว่าง

เมื่อฤดูการชนกว่างของชาวชนบททางภาคเหนือมาถึง ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนเริ่มว่างจากการทำไร่ทำนา เพียงรอให้ผลผลิตของตนสุกงอมและเก็บเกี่ยว ประจวบกับเป็นช่วงที่กว่างเติบโตเข้าสู่ตัวเต็มวัยและขึ้นจากดิน เที่ยวบินหากินและผสมพันธุ์ อาหารของกว่าง เช่น ยอดพืชผัก ยอดหน่อไม้ และกล้วยต่าง ๆ  ในอดีตหมู่ผู้ชายในหมู่บ้าน ที่ชื่นชอบการชนกว่างทั้งหลายมักจะจับกลุ่มออก เสาะกว่าง ตัวเก่งด้วยตนเอง  ตามสุมทุมพุ่ม ไม้หรือป่าของหมู่บ้าน หรือตามที่ต่างๆ เช่น วัดร้างที่มีต้นไม้เครือเถาขึ้นปกคลุม ในเวลาเช้า เมื่อพบจะใช้ไม้แหย่ไปที่ตัวกว่างหรือเขย่ากิ่งไม้ กว่างจะทิ้งตัวลงดินหรือพื้นหญ้าและจะอำพรางตัว ตามสัญชาติญาณของมัน ทำให้สามารถจับกว่างได้ไม่ยากนัก  บางครั้งจะใช้การดักจับ ที่เรียกว่า การตั้งกว่าง  โดยใช้ กว่างตั้ง  ซึ่งเป็นกว่างที่มีขนาดเล็ก เช่น กว่างกิ กว่างแซม หรือกว่างตัวเมีย  ผูกด้วยเชือกฝ้ายเส้นเล็กโยงกับไม้ขอที่เสียบไว้กับส่วนบนท่อนอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว หรืออาจดักด้วยกล้วยน้ำหว้าใส่ในตะกร้าเล็ก ๆ หรือในกะลา ผูกกว่างตั้งไว้ข้างใน  พอพลบค่ำ จึงนำไปแขวนไว้กับกิ่งไม้ในที่ที่คาดว่าจะมีกว่างโซ้งอยู่  ช่วงกลางคืน กว่างที่เป็นกว่างตั้ง จะบินทำให้มีเสียงดัง  ประกอบกับมีอ้อยหรือกล้วยที่เป็นอาหารที่โปรดล่ออยู่   จึงดึงดูดให้กว่างตัวอื่นๆที่บินอยู่ในบริเวณนั้นเข้ามาหา  กว่างก็เป็นเช่นเดียวกับแมลงที่หากินกลางคืนหลายชนิด ที่โดยธรรมชาติของมันมามาถึงแหล่งอาหารก็มักจะอยู่บริเวณนั้นจนก่อนฟ้างสาง  ดังนั้น ผู้ที่ตั้งกว่างจึงสามารถจับมันได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่หลงใหลในกว่างมากๆ มักจะเฝ้ากันทั้งคืน เพื่อหวังจะได้กว่างโซ้งตัวสวย ๆ ก่อนที่มันจะบินไปที่อื่น  อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการจับหากว่างมาขายกันทั่วไป  ทำให้กลิ่นอายแห่งภาพในบรรยากาศเก่าๆที่เป็นเสน่ห์แห่งชนบทล้านนาได้ค่อยๆจางหายไป   

เลี้ยงดูฟูมฟัก

เมื่อได้กว่างตัวเก่งมาแล้ว ผู้เลี้ยงก็มักจะหาอาหารการกิน มาบำรุง เช่น น้ำอ้อยคั้นสดมาให้กว่างกินเสริมจากอ้อยท่อนที่ผู้กว่างไว้  ส่วนผู้ที่รักการชนกว่าง จะทำการฝึกซ้อมให้กว่างของตัวเองมีความอดทน เช่น ซ้อมบิน  ว่ายน้ำ เพื่อฝึกกำลัง หรือเดินบนพื้นทรายร่อนละเอียดเพื่อให้เล็บกว่างคมแข็งแรงเวลาชนจะเกาะ คอน ได้แน่นขึ้น  เป็นต้น และที่จะขาดไม่ได้คือการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ ตามวิธีการต่างๆที่ได้รับการบอกกว่าวมา หรือตามที่ตัวเองเชื่อว่าจะทำให้กว่างของตนเก่งเป็นผู้ชนะตลอดกาล  เช่น ใช้ไม้ผั่นสอดระหว่างเขาทั้งคู่แล้วปั่น ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เพื่อฝึกปฏิกิริยาในการต่อสู้บางครั้งก็ใช้ กว่างตัวอื่นๆ ที่มีกำลังด้อยกว่าเป็นคู่ซ้อม ให้เกิดความฮึกเหิม

สู้เพื่อนาง

                  ผู้เลี้ยงกว่าง  เมื่อได้กว่างมาและฟูมฟักจนเชื่อว่าเป็นกว่างที่สวย  สมบูรณ์  มีความแข็งแรง ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว  มักจะอยู่ไม่ติดบ้าน  คอยจะหาโอกาสนำไปอวดบรรดานักนิยมชนกว่างด้วยกัน หรือจะชักชวนเพื่อนบ้านเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหามุมสบายของตัวเองตามหมู่บ้าน ใต้ถุนบ้าน ไม่จำกัดสถานที่ เพื่อนำมาประกวด หรืออวดกัน  และมักจะสิ้นสุดการสนทนาด้วยการชนกว่างของเจ้าของที่เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันว่าของใครดีกว่ากัน   เจ้าของกว่างที่อย่างจะประลองความสามารถของกว่างตนเองจะประกบหาคู่แข่งขันกันตามความสมัครใจ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นหมู่เพื่อนฝูง นอกจะจะหากว่างตัวเก่งของตนเองแล้ว โดยนิสัยผู้ชายทั่วๆไปที่มักจะรับไม่ได้กับความพ่ายแพ้  จึงพยายามสรรหาวิธีให้กว่างของตัวเองอยู่ได้เปรียบเสมอ เช่น ใช้ยาหม่องทาที่ไม้ผั่นกว่างและไปปั่นกว่างฝ่ายตรงข้ามตอนเปรียบกว่าง  บางครั้งพบว่าใช้น้ำจากพริกขี้หนู ยาหม่อง ขี้ยาจากควันบุหรี่ พิษของคางคก ยาฆ่าแมลงมาป้ายไว้ที่เขากว่าง เพื่อให้กว่างฝ่ายตรงข้ามได้กลิ่น หรือถูกป้ายไปที่ปาก จะทำให้กว่างหมดแรง หันหนี และแพ้ไปในที่สุด ดังนั้นเมื่อตกลงจะให้กว่างของตนชนกันจริง ๆ แล้ว  เจ้าของกว่างมักจะขอกว่างของฝ่ายตรงกันข้ามมาตรวจดูเสียก่อนว่าไม่มีกลโกง หรืออาจจะต้องเช็ดปลายเขากว่างคู่ต่อสู้หรือเอาน้ำอ้อยบีบรดเขากว่าง ซึ่งถ้าหากมีการเอายาฆ่าแมลงทาไว้ น้ำอ้อยจะล้างไหลเข้าปากกว่างตัวที่ถูกทาไว้ ทำให้อาจจะถึงตายหรือหมดแรงไปได้  

 กีฬาประเพณีพื้นบ้านกับวิถีชีวิต

 จากวิถีชีวิตพื้นบ้านเพื่อการพักผ่อน ของนักนิยมกว่าง เริ่มจากชักชวนเพื่อนบ้านหามุมสบายของตัวเองอย่างไม่จำกัดสถานที่ นำกว่างตัวเก่งของแต่ละคนมาอวดกัน  ร่วมกับการชนกว่างเพื่อประลองของกว่าง  ซึ่งมักหนีไม่พ้นกับการพนันขันต่อเล็กๆน้อยๆ ตามวิถีชีวิตของหมู่ชายชาวชนบท  ถึงชาวเมืองในอดีต  จนกลายเป็นบ่อนเล็กบ่อนน้อย ทั้งที่มีการขออนุญาตอย่างถูกกฎหมายของสังคมในแต่ละยุคสมัย   

ในกรณีที่มีการพนันขันต่อกันสูงๆ กว่างชนแต่ละตัวได้รับการทนุถนอมเลี้ยงดูพร้อมกับการฝึกฝนอย่างเต็มความสามารถของเจ้าของแต่ละคน  และมักจะมีกลเม็ดเด็ดพรายที่จะพิชิตฝ่ายตรงข้ามให้ได้  ทำให้เจ้าของกว่างแต่ละคนต้องมีความระแวดระวังมากขึ้น  ต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียดทั้งขณะเปรียบกว่างและการขอตรวจสอบจากฝ่ายตรงข้าม โดยเกรงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะทำร้ายกว่างของตน เช่น หักขาหรือเด็ดปลายตีน เป็นต้น  

เด็กๆในเมืองอาจชอบเลี้ยงสัตว์อีเล็คทรอนิค  แต่ตามโรงเรียนในชนบททางภาคเหนือคุณครูต้องห้ามนำกว่างมาโรงเรียน เพราะเด็กจะมัวแต่ท้าประลองกว่างกันจนไม่เป็นอันเรียน  อย่างไรก็ดี  การเล่นกว่างส่งผลให้เด็กมีกิจกรรมร่วมกัน ไม่ข้องแวะกับยาเสพติด และยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้มีความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติผ่านทางแมลง  ปัจจุบันในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย น่าน เชียงใหม่ มีการจัดเทศการการชนกว่างประจำปี ซึ่งนอกจากมีการแข่งชนกว่างแล้ว ยังมีการประกวดกว่างสวยงาม รวมทั้งกว่างชนิดอื่น เช่น กว่าง 3 เขา กว่าง 5 เขา  จึงเป็นแนวโน้มที่น่าเชื่อว่าจะส่งผลให้เด็กๆในของเรามีความสนใจในด้านแมลงมากขึ้น อนาคตเราอาจมีนักอนุกรมวิธานด้านแมลงเพิ่มขึ้น  เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีนักอนุกรมวิธานด้านแมลงมากมายแม้จะมีแมลงน้อยกว่าเรา ทั้งชนิดและประมาณ  ชาวญี่ปุ่นนั้นคลั่งไคล้ในการศึกษาด้านแมลง โดยเฉพาะการต่อสู้ของแมลง  จนมีการนำมาสร้างเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างมหาศาล 

สองรวมเป็นหนึ่กับกติกาที่ไม่เหมือนใคร

  กีฬาชนกว่าง เป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความสามารถของทั้ง คน และ กว่าง  เมื่อเปรียบกว่างและตรวจดูกว่างเรียบร้อยแล้วก็จะตรวจดูคอนกว่างว่าเรียบร้อย มี กว่างแม่อีลุ้ม อยู่ประจำที่ครบถ้วนแล้ว แต่ละฝ่ายก็จะวางกว่างของตนลงบนคอน หันหน้าเข้าหากันห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 1 คืบ ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็จะหมุนปั่น ไม้ผั่น กับคอนให้เกิดเสียงดัง กลิ่ง ๆ  (เสียงที่มุมของไม้ปั่นตีกับคอน) กว่างเมื่อได้ยินเสียงประกอบกับกลิ่นกว่างแม่อีลุ้ม  ก็จะตรงไปที่กว่างตัวเมีย เมื่อพบกันเข้าก็จะเอาเขาสอดสลับเขากัน เรียกว่า"คาม" หรือเอาเขาประสานกันตางฝ่ายต่างหนีบกัน โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ เมื่อกว่างตัวใด พยายามเบี่ยงตัวและชิงความได้เปรียบโดยสามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว  ผู้แข่งขันจะใช้มือหมุนคอนเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับกว่างของตัวเองตัวนั้น ซึ่งการชนกว่างนี้ นับได้ว่าเป็นการแข่งขันร่วมกันระหว่างกว่างและผู้ควบคุมกว่าง  ดังนั้นผู้บังคับกว่างชนต้องมีประสบการณ์และมีฝีมือ  พบว่าผู้บังคับกว่างชนในบ่อน ส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าของกว่าง  แต่เป็นผู้ที่เจ้าของกว่างว่าจ้างมา

กว่างตัวที่สอดเขาได้ดีกว่าและแรงมากกว่า ก็จะหนีบและดันคู่ชนไปข้างหน้า  ขีดเครื่องหมายปลายคอน นับเป็น 1 คาม (1 ยก)  ผู้บังคับกว่างจะปั่นไม้ผั่นและสอดไม้ผั่นดังให้หงายท้อง เพื่อให้กว่างคลายการหนีบ  แล้วนำมาชนกันใหม่ที่กลางคอน การชนกว่างจะสามารถสร้างความครึกครื้นและตระโกนเชียรกันอย่างสนุกสนานได้มากหากมีการ "แคะ" กันโดยตัวใดตัวหนึ่งสามารถใช้ปลายเขางัดคู่ต่อสู้จนตัวลอย   บางตัวสามารถหนีบคู่ต่อสู้ด้วยเขาทำให้คู่ต่อสู้เจ็บปวดได้  อาจทำให้ตัวที่ถูกหนีบถอดใจหันหลังหนีล่าถอยไปไม่ยอมประสานเขา เรียกว่า "อด" ก็จะถือว่าแพ้ แต่ถ้าเจ้าของกว่างไม่แน่ใจว่ากว่างจะแพ้จริง  เจ้าของก็สามารถจะจับกว่างมาพ่นน้ำหรือจับแกว่ง หรือให้กินน้ำอ้อย และให้กว่างนั้นดมตัวเมีย  เพื่อสร้างความคึกคะนอง หลังจากนั้นเอาตัวที่คาดว่าชนะมาไล่ อีก 3 ครั้ง ถ้ากว่างตัวนั้นถอยหนีครบ 3 ครั้งจึงจะถือว่าแพ้จริงๆ   กติกาการแข่งขัน จะกำหนด 8 คาม หรือ 12 คาม  หรือ 15 คาม แล้วแต่จะตกลงกัน  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีทีท่าว่ากว่างตัวจะเป็นผู้ชนะ เจ้าของกว่างทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงให้เสมอกันก่อนที่จะครบกำหนดตามคามที่ตกลงกันไว้ก็ได้ เพื่อไม่ให้ กว่างของตนเองบอบช้ำ นับว่าเป็นกติกาที่ไม่เหมือนกติกาการแข่งขันใดๆ  อย่างไรก็ตามกว่างตัวที่แพ้ก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะในการแข่งชนครั้งต่อไปก็ได้  จึงพบว่า มีกว่าจำนวนไม่น้อยเลยที่ถูกเลี้ยงไว้จนหมดหรือเกือบอายุขัยของมัน

 ในการชนกว่างแต่ละครั้งมักจะมีการวางเดิมพันกันเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ถ้าชนกว่างในบ่อนนั้นคู่ต่อสู้จะต้องไปวางเงินที่เจ้าหน้าที่ของบ่อนเพื่อความแน่นอน เจ้าของบ่อนจะเก็บค่าบ่อน จะเรียกว่าค่าคอนเปรียบได้กับค่าน้ำในไก่ชน อัตราร้อยละสิบ  ค่าเดิมพันอาจสูงถึงหลักหมื่นบาท หรือมากกว่านั้นก็ได้ 

ภูมิปัญญาท้องถิ่น  วิถีชีวิตชุมชน ธรรมชาติ และ การคงอยู่ของกว่าง

ในมุมมองของคนท้องถิ่นแล้ว การชนกว่าง เป็นการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน เข้ากับความเป็นธรรมชาติของกว่าง  การต่อสู้แย่งชิงตัวเมียของสัตว์เป็นหนึ่งในวิธีการที่ธรรมชาติเลือกใช้  ตัวผู้ที่เก่งและ แข็งแรงที่สุด จะเป็นผู้ที่มีโอกาสสืบต่อพันธุ์มากกว่าตัวผู้ที่อ่อนแอ ทั้งนี้เพื่อการดำรงคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ  กรณีการชนกันของกว่างตัวผู้ก็เช่นกัน  กีฬาชนกว่างแทบไม่เคยพบว่ามันชนกันถึงบาดเจ็บและตาย ไม่เหมือนการชนไก่ หรือชนวัว  เนื่องจากการแพ้ชนะของกว่าง คือตัวที่สู้ไม่ได้จะถอยหนีไปเอง  มันรู้จักแพ้

ความนิยมชมชอบในกิจกรรมการชนกว่าง ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อน  กีฬา หรือประเพณีพื้นบ้าน ได้ฝังรากลึกในสังคมและวิถีชีวิตของประชาชนทางภาคเหนือไปแล้ว นักวิชาการหลายท่านจึงเริ่มหวั่นเกรงว่า ความหลากหลายด้านพันธุกรรมของกว่างในธรรมชาติ  ที่เป็นหลักประกันให้มันสามารถคงอยู่และสืบต่อพันธุ์ตามธรรมชาติจะลดลง  เนื่องจากในขณะนี้  เรายังไม่เพาะเลี้ยงกว่างได้  กว่างที่นำมาเลี้ยงยังคงต้องหาจับจากธรรมชาติ  จากการสอบถามผู้ค้ากว่างในตลาดหนึ่งในหลายแห่งของจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าที่ตลาดนั้นมีร้านค้าอยู่ 6 ร้าน ขายกว่างกันปีละมากกว่า 8 พันตัว  หรือมากกว่า 5 หมื่นตัวในตลาดทั่วภาคเหนือ  หากความนิยมในการเลี้ยงกว่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น  พร้อมๆกับป่าธรรมชาติลดลง อีกทั้งการใช้ยาฆ่าแมลงในภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  กว่างชน  นักสู้แห่งล้านนา  ก็มีโอกาสเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกัน  การชนกว่างอาจจะเต็มไปด้วยสีสัน  โหด และสะใจได้มากยิ่งขึ้น แต่มันจะเป็นเพียง เกมส์ในคอมพิวเตอร์  เท่านั้น  นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  เพียงหวังว่า เมื่อกว่างใกล้จะหมดอายุแล้ว เจ้าของกว่างจะยอมปลดปล่อยกว่าง โดยเฉพาะตัวที่มีลักษณะดี แข็งแรง ซึ่งมักจะเป็นกว่างตัวตัวโปรด  กลับคืนสู่ธรรมชาติในที่ที่เหมาะสม ให้มันมีโอกาสผสมพันธุ์และแพร่ขยายดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ที่ดีต่อไป