กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 









 

 

 

รางจืด

 

ชื่อวิทยาศาสตร์   Thunbergia  laurifolia  Lindl.  (1)

ชื่อวงศ์    ACANTHACEAE  (1)

ชื่อสามัญ     รางจืด  (1)

ชื่อทางการค้า   -

ชื่อพื้นเมือง    กำลังช้างเผือก,  ขอบชะนาง,  เครือเทาเขียว,  ยาเขียว,  รางจืด (ภาคกลาง)  รางเย็น (ยะลา)  จอลอดิเออ,  ซั้งกะ,  ปั้งกะล่ะ,  พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)  ดุเหว่า (ปัตตานี)  ทิดพุด (นครศรีธรรมราช)  น้ำนอง (สระบุรี)  ย่ำแย้,  แอดแอ (เพชรบูรณ์)  (1)


   รางจืดเป็นไม้เถาขนาดกลาง  ไม่มีเนื้อไม้  เถาอ่อนสีเขียวเป็นมัน  เถาแก่มีสีขาว  อาจยาวได้ถึง  20  เมตร  เลื้อยพาดพัด ไปตามต้นไม้อื่น 
(3)

                        รูปทรง (เรือนยอด)  

                        ใบ   เดี่ยว  สีเขียวเข้ม  เรียงตรงข้าม  รูปขอบขนานหรือรูปไข่  ขนาด 4-7 x 8-15 ซม.  ปลายเรียวแหลมโคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ  ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น  เส้นใบมี  5  เส้น  ออกจากฐานใบที่เดียวกัน เนื้อใบหนาเป็นมันสีหลังใบเขียวเข้มกว่าท้องใบ  ก้านใบยาว  1.5 - 3.5 ซม.  (3)

                        ดอก  ดอกเป็นช่อ ตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4 ดอก  มีใบประดับสีเขียวปะแดง ยาว  2.5 ซม.  กลิ่นดอกเป็นรูปแตร ปลายแยก 5 แฉก  ดอกยาว  4-5  ซม.  เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 ซม.  (3)

                                       สี      ม่วง - ขาว  (3)

                                       กลิ่น    

                                       ออกดอก     ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มกราคม  (3)

                        ผล  แบบแห้งแล้วแตก  รูปทรงกลม  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม.  ปลายผล สอบแหลมเป็นจะงอย ยาว 2-3 ซม.  เมื่อผลแก่จะแตก 2 ซีก จากจะงอยส่วนบน  (3)

                                       ผลแก่  

   
     พบได้ทั่วไปทั้งป่าดงดิบชื้นจนถึงป่าเบญจพรรณ  ป่าละเมาะ  หรือทุ่งหญ้า  ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  ต่างประเทศพบทั่วไปในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใตั  (3)

  การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า    เถาปักชำหรือเพาะเมล็ด  (11)

  ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก 

                        ดิน  ชอบดินร่วนปนทราย ถ้าผสมขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านจะทำให้ต้นรางจืดมีตัวยาหรือ มีประสิทธิภาพการรักษามากขึ้น  (11)

                        ความชื้น  ปานกลาง - มาก  (11)

                        แสง  ปานกลาง - มาก  (11)

  การปลูกดูแลบำรุงรักษา    

                       การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ปลูก   

                        วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม     ใช้เมล็ดหรือข้อเถาที่มีรากปลูก  โดยเมล็ดซึ่งจะแก่ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม  โดยเก็บฝักมาตั้งแต่ยังไม่แตกนำมาตากแดดอีกครั้งให้แตกในกระด้ง เพื่อกัน เมล็ดกระเด็น  หลุมปลูกรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกหรือเศษใบไม้  โดยปลูกห่างจากค้างประมาณ 50 ซม.  ค้างรางจืดควรมีขนาดใหญ่เนื่องจากเป็นไม้เถาที่เลื้อยพันได้ยาวเจริญเติบโตเร็วและรกรุงรัง  (11)

  โรคและแมลง    

  อัตราการเจริญเติบโต   รวดเร็ว  ถ้าปลูกด้วยเมล็ดจะมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ  1  ปี  ถ้าปลูกโดยใช้ข้อเถาที่มี รากมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ  5-6  เดือน  (11)

 

                       การเก็บรักษา   เก็บส่วนใบเรียวใบในภาชนะก่อนเพื่อกันใบช้ำ  หลังจากนั้นเก็บเถา  เส้นผ่า ศูนย์กลาง  0.5 เซนติเมตร  ถ้าเถาร้อนเกินไปจะมีสีคล้ำเมื่อแห้ง  นำใบและเถามาหั่นยาวประมาณ  2  นิ้ว  ส่วนเถายาวประมาณ  1  ซม.  นำไปตากแดด  4-5  วัน  โดยแยกเถาและใบตาก  เมื่อแห้งเก็บใส่ถุงรัดปากถุง ให้แน่น (อัตราการแห้งของใบรางจืดเท่ากับ  1  ต่อ  10)  (11)

                       การแปรรูป  -

                       การตลาด  -

                       การบริโภค  -

                       การนำเข้า -

                       การส่งออก  -



                     
การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ 
 

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์  

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์  ดอกรางจืดมีสีม่วง-ขาว และมีขนาดใหญ่  สวยงาม  ใบของมันมีสีเขียวเข้ม  พุ่มเถาหนาแน่นดูสดชื่น  เหมาะที่จะทำเรือนไม้เลื่อยเป็นที่นั่งเล่น  หรือช่วยบดบังทัศนียภาพที่ไม่น่าดู  (3)

                       การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ  -

               การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร รางจืดมีประสิทธิภาพในการรักษา คือ รางจืดสายพันธุ์ดอกสีม่วง   (8)

รากและเถา  รับประทาน  แก้ร้อนใน  กระหายน้ำ

ใบและราก  ใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้  เป็นยาพอกบาดแผล  น้ำร้อยลวก  ไฟไหม้  ทำลายพิษยาฆ่าแมลง  พิษจาก สตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินไป หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย 

วิธีใช้  เป็นยาถอนพิษจากยาพิษต่างๆ หรือสุรา

ใบสด  สำหรับคน 10-12 ใบ ,  สำหรับวัวและควาย  20-30 ใบ  นำใบสดมาตำผสมกับน้ำซาวข้าวครึ่งแก้ว  คั้นเอาแต่น้ำดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ อาจให้ดื่มซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมงต่อมา

รากสด  สำหรับคน  1-2 องคุลี ,  สำหรับวัวและควาย  2-4  องคุลี  นำรากมาฝนหรือตำกับน้ำซาวข้าว แล้วดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ  อาจให้ดื่มซ้ำได้อีกใน 1/2 - 1 ชั่วโมงต่อมา


     การใช้รางจืดสำหรับถอนพิษยาแมลง  ยาพิษและสตริกนินนั้นต้องใช้ยาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  จึงจะได้ผลดี  ถ้ายาพิษซึมเข้าสู่ร่างกายมากแล้วหรือทิ้งไว้ข้ามคืนรางจืดจะได้ผลน้อยลง  (8)

อ้างอิง  (1), (3), (8), (11)