กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 









 

 

 

ขี้เหล็ก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์   Cassia  siamea  Lam.  (1)

ชื่อวงศ์   LEGUMINOSAE  -  CAESALPINIOIDEAE  (1)

ชื่อสามัญ   ขี้เหล็ก (1)

ชื่อทางการค้า   Cassod  Tree,  Thai  Copper  Pod (1)

ชื่อพื้นเมือง  ขี้เหล็กบ้าน  ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ)  ขี้เหล็กเผือก (เชียงใหม่)  ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง)  ยะหา (ปัตตานี)  ผักจี้ลี้ (ไทยใหญ่แม่ฮ่องสอน)  (1)


   ขี้เหล็กเป็นไม้ต้นขนาดกลาง - ใหญ่  สูง  10 - 18 ม.  ไม่ผลัดใบ  ลำต้นไม่ตรงเปลา  มีเปลือกบางเรียบสีเทาปนน้ำตาล  หรือเขียวปนเทา  เมื่อแก่เปลือกนอกอาจมีสีดำและแตกเป็นเกล็ดตามบริเวณโคน  (4)

                        รูปทรง (เรือนยอด)  เรือนยอดมักจะแผ่เป็นพุ่ม  (4)

                        ใบ   ใบเรียงแบบขนนก ติดเรียงสลับ  ช่อยาวประมาณ  30  ซม.  แต่ละช่อมีใบย่อย  7 - 10 คู่  มีขนาดเท่ากัน  ประมาณ  1 - 1.5 x 3 - 4 ซม.  ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่  แกนใบยาว  10 - 20 ซม. ก้านใบย่อยติดตรงข้าม  ใบย่อยหลังใบเกลี้ยง  ท้องใบมีขนสั้นมาก   (4)

                        ดอก  ออกเป็นช่อใหญ่ แยกแขนงตามปลายกิ่ง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ดอกบานจากโคนช่อไปสู่ปลายช่อกลีบรองดอกมี 3-4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรผู้มี 10 อัน รังไข่รูปรี มีขนประปราย  (4)

                                       สี  สีเหลืองเข้ม  (4)

                                       กลิ่น  

                                       ออกดอก    ระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม  (3)

                        ผล  เป็นฝักแบบแคบ ค่อนข้างหนา สีน้ำตาลคล้ำ กว้าง 1-1.5 ซม.  ยาว 20-30 ซม.  สีน้ำตาล จำนวนเมล็ดมี 20-30 เมล็ดเรียงตัวตามขวางฝัก  (4)

                                       ผลแก่  ระหว่างเดือนสิงหาคม  -  ตุลาคม  (4)

   
     ในประเทศไทย พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณชื้นและในที่โปร่งชุ่มชื้นทั่วประเทศ  ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง  10 - 400 ม.  (3)

  การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า  นิยมใช้เมล็ดเพาะชำ  (3)

  ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก 

                        ดิน  ชอบดินเกือบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำได้ดี

                        ความชื้น ปานกลาง  -  มาก

                        แสง  มาก

  การปลูกดูแลบำรุงรักษา    

                       การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ปลูก   

                        วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม     

  โรคและแมลง    

  อัตราการเจริญเติบโต   เป็นไม้ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว

 

                       การเก็บรักษา   -

                       การแปรรูป  ทำสีย้อมผ้า  ใบให้สีเขียวและเนื้อไม้ให้สีเหลือง

                       การตลาด   เปลือก กิโลกรัมละ 15 บาท  แก่น กิโลกรัมละ 10 บาท  ใบ กิโลกรัมละ 10 บาท
                                              ข้อมูลจากคุณถวัลย์  สุวรรณเตมีย์ ร้านเจ้ากรมเป๋อ  เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2546  (9)

                       การบริโภค  -

                       การนำเข้า -

                       การส่งออก  -



         
             การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้ 
 แปรรูปใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น เสา รอด ตง  เครื่องเรือนอย่างดี,  เป็นฟืนให้ความร้อน 4,441 แคลอรี่/กรัม  ถ้าเป็นถ่านให้ความร้อนสูง  6,713 - 7,036  แคลอรี่/กรัม  (3)

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์  ปลูกเป็นพรรณไม้ปรับปรุงดินเนื่องจากใบมีธาตุไนโตรเจนสูง  ช่วยปกคลุมดินและความชื้นได้ดี  เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกเป็นป่าอนุรักษ์ในที่ที่มีความชื้นปานกลาง - สูง

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์  -

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ  ดอกและดอกอ่อนใช้รับประทานได้  ใช้ทำแกงขี้เหล็กได้

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร 

ดอก  รักษาโรคเส้นประสาท  นอนไม่หลับ  ทำให้หลับสบาย  รักษาโรคหืด  รักษาโรคโลหิตพิการ  ผายธาตุ  รักษารังแค  ขับพยาธิ  (3)

ราก  รักษาไข้  รักษาโรคเหน็บชา  ทาแก้เส้นอัมพฤกษ์ให้หย่อน  แก้ฟกช้ำ  แก้ไข้บำรุงธาตุ  ไข้ผิดสำแดง   (3)

ลำต้นและกิ่ง  เป็นยาระบาย  รักษาโรคผิวหนัง  แก้โรคกระษัย  แก้นิ่ว  ขับปัสสาวะ  ขับระดูขาว  (3)

ทั้งต้น  แก้กระษัย  ดับพิษไข้  แก้พิษเสมหะ  รักษาโรคหนองใน  รักษาอาการตัวเหลือง  เป็นยาระบาย  บำรุงน้ำดี  ทำให้เส้นเอ็นหย่อน  (3)

เปลือกต้น  รักษาโรคริดสีดวงทวาร  โรคหิด  แก้กระษัยใช้เป็นยาระบาย  (3)

กระพี้  รสขมเฝื่อน  แก้ร้อนกระสับกระส่าย  บำรุงโลหิต  คุมกำเนิด  (3)

  รักษาโรคบิด  รักษาโรคเบาหวาน  แก้ร้อนใน  รักษาฝีมะม่วง  รักษาโรคเหน็บชา  ลดความดันโลหิตสูง  ขับพยาธิ  เป็นยาระบาย  รักษาอาการ นอนไม่หลับ  (3)

ฝัก  แก้พิษไข้เพื่อน้ำดี  พิษไข้เพื่อเสมหะ  แก้ลมขึ้นเบื้องสูง  เบื้องบน  โลหิตขึ้นเบื้องบน  ทำให้ระส่ำระสายในท้อง  (3)

เปลือกฝัก  แก้เส้นเอ็นพิการ  (3)

ใบแก่  ใช้ทำปุ๋ยหมัก  (3)

  อ้างอิง  (1), (3), (4), (9)