กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 









 

 

 

กระแตไต่ไม้

 

ชื่อวิทยาศาสตร์  Drynaria  quercifolia

ชื่อวงศ์  Polypodiaceae

ชื่อสามัญ   Oak-leaf Fern

ชื่อทางการค้า   -

ชื่อพื้นเมือง   กระแตไต่ไม้

 
 
 จัดเป็นเฟินอิงอาศัย 

                        รูปทรง (เรือนยอด)  -

                        ใบ   ใบเป็นใบเดี่ยวเว้าถึงกึ่งกลางเส้นใบ  มี 2 แบบ แบบแรกมีลักษณะ คล้ายกาบสั้น ๆ แต่กว้าง ไม่มีก้านใบ และไม่อาจสร้างสปอร์ได้ เมื่อแก่ จัดจะติดอยู่กับเหง้าซึ่งหนาประมาณ 2 - 3 ซม. แบบที่สองมีก้าน ประมาณ 30 ซม. แผ่นใบยาวประมาณ 100 ซม. กว้าง 40 ซม. ใบ หยักเป็นแฉก และซอไรเกิดเป็นแถวตามแนวข้างเส้นใบ

                        ดอก  ไร้ดอก

                                       สี  -

                                       กลิ่น  -

                                       ออกดอก  -

                        ผล  ไม่มีเมล็ด

                                       ผลแก่  -

    
    พบในทุกภาคของประเทศไทยและกระจายพันธุ์ถึงอินเดีย จีนใต้ มาเลเซีย และออสเตรเลียเขตร้อน

   
     โดยการแบ่งกอและปักชำเหง้า

  การขยายพันธุ์และการผลิตกล้า    -

  ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูก ต้องมีขนาดกอที่เหมาะสมที่ สามารถแบ่งแยกกอโดยพยายามเลือกเหง้าที่มีความสมบูรณ์  และมีปลายเหง้าหรือส่วนที่จะเจริญเติบ โตต่อไปสมบูรณ์ด้วย  จากนั้นใช้มีดคม ๆ ตัดเหง้าให้ขาดออกจากกัน  การตัดควรให้ขาดครั้งเดียว เพื่อลดความบอบช้ำจากบาดแผลซึ่งอาจจะทำให้เหง้าเน่าจากเชื้อโรคได้  จากนั้นใช้พลั่วมือหรือเสียม ขนาดเล็กแซะแยกเหง้าออกจากกัน  พยายามให้รากกระทบกระเทือนน้อยที่สุด และให้มีดินห่อหุ้มราก ด้วย  นำเหง้าที่ได้ปลูกลงในกระถางใหม่ 

                        ดิน    ชอบดินที่มีความร่วนพอเหมาะ

                        ความชื้น เฟินต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสม กลางวันอยู่ในช่วง 19-27 องศาเซลเซียส  และอุณหภูมิกลางคืนลดลงต่ำกว่าอุณหภูมิกลางวันประมาณ 4-6 องศาเซลเซียส   แสงสว่างประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์  ความชื้นในอากาศประมาณ 60-80ื เปอร์เซ็นต์  

                        แสง   -

  การปลูกดูแลบำรุงรักษา   -

                       การคัดเลือกพื้นที่และเตรียมพื้นที่ปลูก   กระถางที่ใช้ปลูกกันทั่วไป ได้แก่ กระถางดินเผา และ กระถางพลาสติก  มีทั้งแบบแขวนและแบบตั้งพื้น ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 1/3 ของความสูง ของต้นเฟิน   ดินปลูกที่ดีควร  สามารถเก็บและรักษาระดับความชื้นที่พอเหมาะ  มีความร่วนพอเหมาะ ที่จะทำให้อากาศถ่ายเทได้ สะดวก 

                        วิธีการปลูกและระยะปลูกที่เหมาะสม    มื่อเตรียมต้นเฟิน กระถางและส่วนผสมของเครื่อง ปลูกเฟินจำพวกไม้อากาศ คือ กาบมะพร้าวหั่นเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. 3 ส่วน ถ่านหรืออิฐมอญทุบ เส้นผ่าศูนย์ กลาง 2 ซม. 1 1/2 ส่วน  ใบไม้ผุ 1 1/2 ส่วน

  โรคและแมลง     โรคเน่าคอดิน ,โรคก้านเน่า , โรคราเขม่า , โรครากเน่า แก้ไข โดยลดการให้น้ำ พ่นด้วยยาเบนเลท  แคพแทนหรือซีมีแซน  ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ พวกเพลี้ยอ่อน เพลี้ย แป้ง  เพลี้ยหอย  แก้ไขโดยการฉีดพ่นด้วยยาผงเซฟวิน กำจัดมดที่เป็นตัวการนำเพลี้ยเหล่านี้มาสู่เฟิน , ไส้เดือนฝอย แก้ไขโดยรักษาแปลงปลูกให้สะอาด ฆ่าเชื้อในดินก่อนนำมาปลูกเฟิน โดยการใช้ยาไวเดท , แมงมุมแดงหรือไรแดง แก้ไขโดย  เพิ่มความชื้นในอากาศให้สูงขึ้นฉีดพ่นด้วยเพนเทค และเคลเทน , เพลี้ยไฟ แก้ไขโดย ตัดส่วนที่เป็นเผาไฟทำลาย ใช้ยาเซฟวินฉีดพ่นทุกสัปดาห์ , หนอนคืบ ด้วง จิ้งหรีด ตั๊กแตน  ด้วงน้ำมัน  แก้ไขโดย ฉีดพ่นด้วยเซฟวิน คลอร์เดน

  อัตราการเจริญเติบโต   การเจริญเติบโตหลังจากการพักตัวในฤดูแล้ง  

 

                       การเก็บรักษา   เมื่อปลูกนานไปเฟินในกระถางอาจจะแน่นเกินไป  จึงจำเป็นต้องมีการแยกต้นหรือกอ และ ตัดแต่งส่วนที่ตายหรือไม่ดีทิ้งไป  แล้วเปลี่ยนดินปลูกเสียใหม่ เพื่อให้การเจริญเติบโตดีขึ้น        

                       การแปรรูป  -

                       การตลาด  -

                       การบริโภค  -

                       การนำเข้า -

                       การส่งออก  -



                     
การใช้ประโยชน์ทางด้านเนื้อไม้  -

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศน์  ปลูกประดับตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ที่ทำงาน , ตกแต่งจัดทำเป็นสวนหย่อม

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์  -

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ  -

                      การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร -

 
    การปลูกเฟินในกระถางประดับตามสถานที่ต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องเพิ่มความชื้นใน บรรยากาศ แต่ไม่ควรนำกระถางที่ปลูกเฟินลงแช่ในจานรองกระถาง เพราะการกระทำดังกล่าวอาจ ทำให้รากเน่าตายได้  เพราะมีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี  เมื่อปลูกนานไปเฟินในกระถาง อาจจะ แน่นเกินไป  จึงจำเป็นต้องมีการแยกต้นหรือกอ และตัดแต่งส่วนที่ตายหรือไม่ดีทิ้งไป  แล้วเปลี่ยน ดินปลูกเสียใหม่ เพื่อให้การเจริญเติบโตดีขึ้น